บทที่ 9 ตอนที่9 เจ็บไม่ต่างกัน

ตอนที่9

เจ็บไม่ต่างกัน

“ดิฉันเป็นญาติของคุณลดาค่ะ ม่านไหมค่ะ”

พยาบาลเงยหน้าขึ้น “คุณแม่อยู่ห้องฉุกเฉินด้านในนะคะ ตอนนี้แพทย์กำลังดูอาการ รอสักครู่ค่ะ”

“แม่เป็นอะไรมากไหมคะ”

“คนไข้มีอาการหายใจลำบาก ความดันตกช่วงหนึ่ง ตอนนี้กำลังให้ออกซิเจนและตรวจเพิ่มเติมค่ะ”

ม่านไหมพยักหน้าทั้งที่แทบฟังไม่รู้เรื่อง เธอเดินไปนั่งบนเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน กระเป๋าถือถูกวางไว้บนตัก มือทั้งสองข้างกำกันแน่นจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ ประตูห้องฉุกเฉินเปิดปิดหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่เธอเห็นแม่ถูกเข็นออกมา นาทีแต่ละนาทีผ่านไปเชื่องช้าเหลือเกิน

เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว กดเข้าไปที่ชื่อของภาคิน นิ้วหัวแม่มือค้างอยู่เหนือปุ่มโทรออก

เธอควรโทรหาเขาหรือไม่ หากโทรไป เขาจะรับหรือเปล่า หรือเขาจะคิดว่าเธอกำลังเรียกร้องเงินอีก

ม่านไหมหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนกดโทรออก เสียงสัญญาณดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่มีคนรับ เธอโทรซ้ำอีกครั้ง ยังไม่มีคนรับ

ครั้งที่สาม สายถูกตัดไปหลังดังเพียงไม่กี่วินาที

ม่านไหมจ้องหน้าจอโทรศัพท์ ดวงตาค่อย ๆ แดงขึ้น เธอไม่แน่ใจว่าเขาตั้งใจตัดสาย หรือโทรศัพท์มีปัญหา หรือเขากำลังยุ่งจริง ๆ แต่ไม่ว่าจะเหตุผลใด ความรู้สึกของเธอก็เจ็บไม่ต่างกัน

เธอกอดโทรศัพท์ไว้แนบอก ก้มหน้าลงจนผมยาวตกมาบังใบหน้า

“แม่ต้องไม่เป็นอะไรนะคะ”เสียงของเธอสั่นจนแทบฟังไม่เป็นคำ

เวลาผ่านไปอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง แพทย์หนุ่มในชุดกาวน์สีขาวเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน ม่านไหมรีบลุกขึ้นทันที

“คุณหมอคะ แม่ของดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ”

แพทย์หนุ่มถอดหน้ากากอนามัยลงเล็กน้อย ใบหน้าของเขาสุขุม อ่อนโยน ดวงตาคมภายใต้กรอบแว่นบางมีแววเหนื่อยล้าแต่มั่นคง

เขามองเธอครู่หนึ่ง ก่อนเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ไหม?”

ม่านไหมชะงัก เธอมองเขาอย่างไม่แน่ใจอยู่สองสามวินาที ก่อนความทรงจำบางอย่างจะค่อย ๆ ชัดขึ้น

“อคิณ?”

ชายหนุ่มยิ้มจาง ๆ เป็นรอยยิ้มสุภาพและอบอุ่นอย่างที่เธอเคยจำได้จากสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

“ใช่ ผมเอง ไม่คิดว่าจะได้เจอกันที่นี่ในสถานการณ์แบบนี้”

ม่านไหมไม่มีแก่ใจจะตกใจนาน เธอรีบถามซ้ำ “แม่เป็นยังไงบ้าง” สีหน้าของอคิณจริงจังขึ้นทันที เขาหันกลับเข้าสู่บทบาทแพทย์ “คุณแม่มีภาวะเหนื่อยจากหัวใจทำงานหนักกว่าปกติ ร่วมกับภาวะติดเชื้อเล็กน้อย ตอนนี้เราให้ออกซิเจน ยา และตรวจเลือดเพิ่มเติมแล้ว อาการยังต้องเฝ้าดูใกล้ชิด แต่พ้นช่วงวิกฤตเฉียบพลันไปแล้วระดับหนึ่ง”

ม่านไหมรู้สึกเหมือนแรงทั้งหมดในร่างหลุดหาย เธอทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ ๆ น้ำตาเอ่อขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม

“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมาก…”

อคิณนั่งย่อตัวลงเล็กน้อยให้ระดับสายตาใกล้กับเธอ “ยังต้องดูผลตรวจอีกครั้งนะไหม คืนนี้คงต้องให้นอนโรงพยาบาลก่อน”

ม่านไหมพยักหน้าเร็ว ๆ “ได้ค่ะ ได้เลย ต้องเซ็นเอกสารอะไร ไหมเซ็นได้ทั้งหมด”

“เรื่องเอกสารเดี๋ยวพยาบาลจะเอามาให้ ส่วนค่าใช้จ่าย…” อคิณหยุดไปเล็กน้อย เมื่อเห็นใบหน้าของเธอซีดลงกว่าเดิม “ไม่ต้องกังวลตอนนี้ก็ได้ จัดการเรื่องคนไข้ก่อน”

ม่านไหมฝืนยิ้ม “ค่ะ”

แม้ภาคินให้บัตรเครดิตมาแล้ว แต่การต้องใช้เงินของเขาทุกครั้งเพื่อรักษาแม่ กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนศักดิ์ศรีของตัวเองถูกลดราคาลงทีละน้อย โดยเฉพาะเมื่อเขาเชื่อว่าเธอแต่งงานกับเขาเพราะเหตุผลนี้ เพราะเงิน เพราะค่ารักษา เพราะความจำเป็นที่เธอไม่มีวันอธิบายให้เขาฟังแล้วทำให้เขาเข้าใจได้จริง

อคิณสังเกตเห็นแววตาของเธอ เขาไม่ถามมาก เพียงส่งผ้าเช็ดหน้าสะอาดจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ให้

“เช็ดหน้าก่อนเถอะ คุณร้องไห้จนตาแดงหมดแล้ว”

ม่านไหมมองผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น ก่อนรับมาอย่างเกรงใจ

“ขอบคุณนะ”

“ไม่เป็นไร” อคิณตอบนุ่ม ๆ “ตอนเรียนคุณก็ชอบทำเหมือนไหวทั้งที่ไม่ไหว”คำพูดนั้นทำให้ม่านไหมนิ่งไป

ความทรงจำเก่า ๆ แวบผ่านเข้ามา เธอจำได้ว่าอคิณเคยเป็นรุ่นพี่คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ช่วยเธอตอนกิจกรรมมหาวิทยาลัย เขาเป็นคนพูดน้อย ใจเย็น และมักสังเกตเห็นเสมอเวลาคนอื่นพยายามฝืนยิ้ม

หลายปีผ่านไป เขายังคงเป็นแบบนั้น อ่อนโยนอย่างไม่กดดัน อบอุ่นอย่างไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทน

และนั่นทำให้ม่านไหมยิ่งรู้สึกอยากร้องไห้เพราะบางครั้ง ความอ่อนโยนจากคนที่ไม่ใช่สามี กลับทำให้หัวใจรู้ชัดยิ่งขึ้นว่า เธอขาดมันจากคนที่ควรให้เธอมากเพียงใด

“คุณมาคนเดียวเหรอ” อคิณถามอย่างระมัดระวัง

ม่านไหมก้มหน้าลง “ค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป