บทที่ 7 รู้ตัว
ตอนที่ 7 : รู้ตัว
อันดาเดินนำชนายุสมาที่สวนเรือนกระจกหลังบ้าน ซึ่งเป็นจุดที่เธอชอบมานั่งเล่นบ่อยที่สุด ก่อนที่ทั้งสองจะนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยกัน
“พ่อกับแม่ของผมเลิกกันแล้ว ในทางพฤตินัย แต่ในทางกฎหมายยังเป็นสามีภรรยากันอยู่ ภาพที่คุณเห็นว่าพวกท่านดูรักกันดีเป็นแค่ของปลอม”
แล้วชนายุสก็เปิดบทสนทนาด้วยเรื่องราวชวนตกใจอีกครั้ง ทำให้อันดารู้สึกไม่อยากจะเชื่อเพราะภาพที่เธอเห็นในห้องทานอาหารมาลากับภาษิณดูรักกันเหมือนสามีภรรยาทั่วไป
“ผมอยากจะบอกว่า ต่อให้ไม่รักกันเราสองคนก็เป็นแบบพวกท่านได้ เพราะผมต้องการแค่แม่ของลูกและคู่ชีวิต ไม่ใช่คนรัก”
อันดาหน้าเจื่อนลงเพราะเขาอีกครั้ง และในจังหวะนั้นเองหญิงสาวถึงได้เข้าใจว่าความรู้สึกไม่สบายใจที่เกิดขึ้นมันก็เป็นเพราะว่าลึกๆ แล้ว เธอกำลังคาดหวังความรัก ความเอาใจใส่จากผู้ชายคนนี้อยู่ ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย
“ค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว”
แต่หญิงสาวก็ต้องฝืนยิ้มและตอบในสิ่งที่เขาอยากได้ยินแทนที่ความรู้สึกจากหัวใจของเธอ
หลังจากนั้นบรรยากาศรอบข้างก็เงียบลง มีเพียงแค่เสียงแมลงและเสียงลมพัด ในระหว่างนั้นอันดาที่นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ อนาคตสามีที่เอาแต่สนใจเรื่องงานก็ได้คิดทบทวนกับตัวเองว่า แท้จริงแล้วเธอเลือกตอบตกลงเซ็นสัญญาแต่งงานกับชนายุสเพียงเพราะต้องการหาเจ้าบ่าวให้ได้เร็ว ๆ ตามความต้องการของพ่อแม่
หรือเป็นเพราะเธอ ‘ตกหลุมรัก’ เขา ตั้งแต่แรกเห็นกันแน่
สองหนุ่มสาวใช้เวลานั่งเล่นในสวนเรือนกระจกไม่นานก็พากันเดินกลับมาหาพวกผู้ใหญ่ที่ตอนนี้ย้ายสถานที่นั่งคุยมาเป็นห้องนั่งเล่นของบ้าน และในขณะนั้นเองอันดาก็ได้สังเกตเห็นช่องโหว่ของการแสดงที่สมบูรณ์แบบ นั่นก็คือสีหน้าที่แสดงออกถึงความเบื่อหน่ายของคุณหญิงมาลา ในขณะที่พ่อแม่ของเธอกับภาษิณกำลังสนทนากันอย่างออกรสมาลากลับเป็นคนเดียวในวงสนทนาที่ดูไม่มีความสุขเท่าไหร่
สิ่งที่เห็นทำให้อันดาอดคิดไม่ได้ว่าในอนาคตเธอจะต้องเป็นอย่างท่านไหม…
1 เดือนต่อมา
งานแต่งสุดสมบูรณ์แบบแต่ไร้ซึ่งความรักถูกจัดขึ้นตามกำหนดเวลาที่พ่อแม่เจ้าบ่าวเจ้าสาวตัดสินใจกันเอง แขกเหรื่อมากมายที่ถูกเชิญมาร่วมงานล้วนแต่เป็นเหล่าเซเลบ คนดัง นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไปจนถึงนักการเมือง ผู้ทรงอิทธิพลในด้านต่าง ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งเหล่าผู้รากมากดี คุณหญิง คุณนาย คุณชาย ห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ แห่งนี้ ได้กลายเป็นพื้นที่รวบรวมบุคคลซึ่งเพียบพร้อมไปเสียทุกด้าน ไม่ว่าจะฐานะ ชาติตระกูลหรือการศึกษา การเกี่ยวดองระหว่างเกียรติคฑารักษ์และเบญจมันตรา จึงได้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในแวดวงสังคมไฮโซไปในทันที
พิธีแห่ขันหมาก มอบสินสอด จดทะเบียนสมรสได้จบลงไปแล้วในช่วงเช้า งานมงคลสมรสได้ดำเนินมาถึงการเลี้ยงฉลองก่อนส่งตัวบ่าวสาวในช่วงค่ำ อันดาที่อยู่ในชุดเจ้าสาวแบรนด์ดังกำลังถูกพนักงานจัดดูความเรียบร้อยของชุดให้ ตอนนี้เธอสวยและสง่างามมากจนทุกคนที่อยู่ในห้องแต่งตัวได้แต่พูดชมกันไม่หยุดปาก
“ไม่เสียแรงที่เลี้ยงดูมา อันดาเป็นลูกที่กตัญญูที่สุด ได้ดั่งใจแม่ไปเสียทุกอย่างเลย ขอบคุณที่ตั้งใจเชื่อฟังแม่เป็นอย่างดีเสมอมานะลูก”
เฌอมาลย์เอ่ยพลางมองลูกสาวบุญธรรมของเธออย่างภาคภูมิใจ ก่อนที่อันดาในชุดเจ้าสาวแสนสวยจะถูกดึงเข้ามากอด มันเป็นอ้อมกอดที่แนบแน่นแต่เธอไม่เคยสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากผู้หญิงคนนั้นเลย แม่ไม่เคยกอดเธอด้วยความรัก ทุกครั้งที่ถูกกอดหญิงสาวมักจะสัมผัสได้แต่ความพึงพอใจของอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียวเสมอ
“แปลกจัง งานแต่งอะไร ทำไมทั้งฝั่งเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวถึงไม่มีเพื่อน ๆ มาขอถ่ายรูปในห้องแต่งตัวกันเลย?”
นี่คือบทสนทนาของพนักงานในบริษัทออแกไนซ์ นับว่าเป็นเรื่องผิดปกติในสายตาของพนักงานที่ทุกงานแต่งพวกเธอจะเห็นทั้งเพื่อนทั้งญาติของคู่บ่าวสาวพากันเข้ามาขอถ่ายรูปรวม ทว่าในงานแต่งของทายาทเศรษฐีคู่นี้กลับไร้เงาคนสนิท…
ทางด้านห้องแต่งตัวของเจ้าบ่าว
“แกทำดีมาก ถึงเด็กคนนั้นจะเป็นลูกบุญธรรมแต่ก็ถือเป็นทายาทคนเดียวของชวิน อาจจะด่างพร้อยไปบ้างในเรื่องของสายเลือด แต่ก็ถือว่าเป็นคู่ครองที่ไม่ขี้เหร่เลย”
ชนายุสเองก็กำลังนั่งฟังคำชมที่เขาไม่ต้องการจากบิดาอยู่ ก่อนจะแอบยกยิ้มขึ้นมาในความไม่รอบคอบของพ่อที่ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย
เขาได้ให้นักสืบ สืบเรื่องราวของอันดาทุกซอกทุกมุม จนกระทั่งรู้ว่าแท้จริงแล้วเธอไม่ใช่แค่บุตรบุญธรรมอย่างที่สังคมภายนอกเข้าใจกัน แต่เธอคือสายเลือดที่แท้จริงของชวินซึ่งเกิดกับอดีตแม่บ้าน แต่เป็นเพราะว่าตระกูลนี้คลั่งความสมบูรณ์แบบ สองสามีภรรยาจึงให้คำตอบกับสังคมว่าอันเป็นลูกบุญธรรม เพื่อให้ตนเองดูเป็นคนใจบุญ แท้จริงแล้วเพียงแค่ต้องการปิดบังอดีตอันไม่น่าชื่นชมของชวินก็เท่านั้น
“คุณไม่มีอะไรจะอวยพรลูกบ้างเหรอ ที่รัก”
ภาษิณเอ่ยถามอดีตภรรยาทางพฤตินัยอย่างยียวน นั่นจึงทำให้คุณหญิงมาลาที่เกลียดขี้หน้าเขาแทบแย่แสยะยิ้มออกมา ก่อนจะหันไปพูดกับบุตรชายอย่างใจเย็น
“ขุนเขา แม่ดีใจด้วยจริงๆ นะ ที่ลูกเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว แม่รู้ รู้อย่างดีเลยแหละว่าการแต่งงานโดยไร้ความรักมันไม่อาจนำให้เราได้พบเจอกับความสุขอย่างแท้จริงได้…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เธอก็เหลือบมองไปยังสามีในนามที่เขาก็ปั้นหน้ายักษ์ใส่ทันที
“แต่แม่ก็อยากให้ลูกเปิดใจกับอันดาดูนะ ไอ้คำว่าอยู่ ๆ ไปเดี๋ยวก็รักกันเอง ถึงมันจะไม่ได้เกิดกับชีวิตคู่ของแม่ แต่แม่ก็อยากให้ขุนเขามีความสุขนะลูก ขุนเขารู้ใช่ไหมว่าแม่รักลูกมาก”
กล่าวจบมาลาก็สวมกอดลูกชายเพียงคนเดียวของเธออย่างอ่อนโยน ชนายุสยอมยืนนิ่งให้แม่เขากอด โดยที่ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นสวมกอดท่านตอบ เพราะในบรรดาคำพูดที่อ่อนหวานและอ้อมกอดที่ได้รับ เขาสัมผัสไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวของความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อถึงเวลาที่คู่บ่าวสาวต้องควงแขนขึ้นเวทีเพื่อกล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติ ในฐานะผู้สืบทอดธุรกิจอันมีชื่อเสียงชนายุสกล่าวขอบคุณแขกที่มาร่วมงานมากมายด้วยอากัปกิริยาที่เปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจ และไร้ความตื่นเต้น ในขณะอันดาที่เตรียมตัวท่องสคริปต์ตามคำพูดที่มารดาเป็นคนจดให้ก็สามารถพูดทุกถ้อยคำออกมาได้อย่างสมบูรณ์
“เอาล่ะครับ แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมว่าตอนนี้คงถึงเวลาที่หลายท่านรอคอยกันแล้ว คุณขุนเขา คุณอันดาครับ เพื่อให้ค่ำคืนนี้เป็นที่น่าจดจำยิ่งกว่าเดิม ขอให้ทั้งสองคนจูบแสดงความรักต่อกันและกัน ต่อหน้าสักขีพยานทุกท่านด้วย!”
พิธีกรบนเวทีทำหน้าที่ของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนที่แขกทั้งงานจะตะโกนขึ้นมาว่า ‘จูบเลย’
แม้อันดาจะเตรียมตัว เตรียมใจไว้แล้ว แต่เธอกลับรู้สึกตื่นเต้นเหมือนเดิม ก่อนที่ขุนเขาจะเป็นฝ่ายดึงเธอเข้ามาจูบอย่างแนบแน่นใกล้ชิด แม้มันจะเป็นจูบที่ฝ่ายชายทำออกไปโดยไม่รู้สึกอะไร แต่หญิงสาวกลับหัวใจเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ใบหน้าของเธอก็ร้อนผ่าว อาการหายใจไม่ทั่วท้องเป็นอย่างไรเธอก็เพิ่งรับรู้ได้ในวันนี้
ซึ่งแน่นอนว่าในเวลาเพียงไม่นานหลังจากนั้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็ทำให้อันดาค่อย ๆ รู้ตัวว่า เธอรักเขา
