บทที่ 4 เจ้าสาว...ที่เป็นลูกของศัตรู
รุ่งขึ้นในห้องโถงห้องเดิม นายทะเบียนจากสำนักงานเขตได้รับเชิญให้มาที่คฤหาสน์เพื่อดำเนินการเรื่องจดทะเบียนสมรสระหว่างอัคนินกับพิชชาภา โดยมีธีรุตม์และหนึ่งในบอดี้การ์ดเป็นพยาน
มือเรียวบางของพิชชาภาสั่นน้อยๆ ยามที่จรดปากกาลงบนกระดาษแผ่นสำคัญนั้นอย่างเชื่องช้า เธอกัดฟันเซ็นชื่อตนเองลงในช่อง ‘คู่สมรส’ ในที่สุด ทันทีที่วางปากกาด้ามนั้น หญิงสาวก็รู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงจนต้องนั่งนิ่งๆ และสูดลมหายใจเข้าปอดช้าๆ
“เรียบร้อยแล้วครับคุณอัคนิน” นายทะเบียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม พลางประทับตราและยื่นใบทะเบียนสมรสองใบให้เขา
“ขอบคุณครับ ที่เสียสละเวลามา เรื่องเอกสารที่ยังขาดผมจะให้ลูกน้องตามไปให้บ่ายนี้” อัคนินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงด้วยอำนาจ ปกติจดทะเบียนนอกสถานที่แบบนี้ ต้องยื่นเรื่องล่วงหน้าหลายวัน แต่ด้วยอิทธิพลและเงินตราของเขา จึงบันดาลได้ทุกสิ่ง
เมื่อนายทะเบียนคนดังกล่าวเดินออกไป ความเงียบอันน่าอึดอัดโรยตัวลงมาโอบล้อมคนทั้งสอง อัคนินหยิบกระดาษแผ่นแรกยื่นให้ธีรุตม์ไปเก็บโดยไม่คิดจะเหลือบมองมันสักนิด เมื่อลูกน้องคนสนิทและบอดี้การ์ดอีกคนออกไปด้วยกัน ชายหนุ่มก็ตวัดสายตาคมกริบไปยัง ‘เจ้าสาว’ หมาดๆ ที่นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ตัวถัดไป ใบหน้าหวานซีดเผือด แต่แววตาคู่สวยที่หันมามองเขากลับเด็ดเดี่ยว ไร้วี่แววของการยอมจำนน เขายื่นแผ่นที่สองไปให้เธอ
“ยินดีด้วย…พิชชาภา ตอนนี้คุณเป็น ‘คุณนายวัฒนากร’ อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว” รอยยิ้มหยันบนริมฝีปากฉายแววสาสมใจ เช่นเดียวกับแววตา “แต่…อย่าคิดว่ากระดาษแผ่นนี้จะทำให้คุณกลายเป็นหงส์ไปเสียล่ะ จำให้ขึ้นใจว่า มันคือโซ่ตรวนที่ล่ามคุณไว้ในกรงทองคำนี้ต่างหาก”
“ ฉันรู้ตัวดีค่ะว่าอยู่ในฐานะอะไร” เธอตอบเสียงแข็ง “หวังว่าคุณจะทำตามคำพูดด้วย คุณต้องไม่ยุ่งกับพ่ออีก!”
อัคนินทำเสียงบางอย่างในลำคอ ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ตราบใดที่คุณทำตัวว่าง่าย และทำตามกฎของผมอย่างเคร่งครัด ผมก็รับปากว่าจะปล่อยพ่อคุณไป” อัคนินลุกขึ้นยืนและก้าวเข้ามาหนึ่งก้าวก่อนโน้มตัวลงมา มือหนี่งท้าวพนักเก้าอี้ ส่วนอีกมือบีบคางหญิงสาวบังคับให้เงยหน้าขี้นสบตา “จำไว้! กฎของผมมีไม่กี่ข้อ…” เขาปล่อยมือจากคางหญิงสาว แล้วเอ่ยกฎทั้งหมดออกมาด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ทรงอำนาจ
“ข้อแรก…ห้ามติดต่อกับใคร แม้แต่…พ่อของคุณ เครื่องมือสื่อสารของคุณจะถูกตรวจสอบตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเมื่อฟังข้อแรกจบ
“แต่ฉันมีงานต้องทำนะคะ ลูกน้องของฉันจะคิดยังไง ถ้าจู่ๆ ฉันหายไป ติดต่อไม่ได้”
“เดี๋ยวนี้ work from home กันทั้งนั้น คุณก็ประชุมกับลูกน้องออนไลน์ได้นี่ แต่ก็อย่าลืมว่า การติดต่อทุกช่องทางถูกติดตามทั้งสิ้น จะพูดอะไรก็คิดให้ดีก่อนล้วกัน”
“ข้อสองล่ะ” พิชชาภาถามถึงข้อถัดไป
“ข้อสอง…บ้านหลังนี้มีพื้นที่ต้องห้าม ที่ไม่อนุญาตให้คุณเหยียบย่างเข้าไปเด็ดขาด ได้แก่ ห้องทำงานและห้องหนังสือทางปีกตะวันออก และฝั่งปีกตะวันตกทั้งหมด ซึ่งเป็นส่วนที่แม่ของผมอยู่ แม่ไม่ชอบให้ใครเข้าไปยุ่มย่าม”
“แล้วฉันอยู่ตรงไหนได้บ้างล่ะ” พิชชาภาถาม ไม่ได้ต้องการกวนอะไรทั้งสิ้น เธอแค่สงสัย
“ห้องของคุณ…ห้องที่คุณนอนเมื่อคืน “ ห้องที่พิชชาภานอนเมื่อคืนอยู่ชั้นล่าง ห้องสุดท้ายของปีกตะวันออก เป็นห้องสำหรับแขกขนาดไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก “กับห้องครัว และก็เรือนคนใช้” อัคนินยิ้มอย่างสะใจเมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่าย
“ค่ะ!” หญิงสาวกระแทกเสียงรับคำ พยายามระงับความกรุ่นโกรธที่แล่นฉิวขึ้นมาเป็นระลอก
“และข้อสุดท้าย…จำไว้ว่าคุณแต่งงานเข้ามาอยู่ที่นี่ในฐานะตัวประกัน ไม่ใช่สะใภ้ที่มีหน้ามีตา อย่าเสนอหน้าออกไปพบแขกเหรื่อ และถ้าคนที่นี่จะปั้นปึ่งเย็นชากับคุณ ก็ก้มหน้ายอมรับมัน”
พิชชาภารับฟังกฏทั้งสามข้อด้วยหัวใจที่บีบรัด ทุกข้อล้วนแล้วแต่กดขี่ข่มเหงศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี แต่เธอก็ยังเชิดหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่ยอมแพ้
“ฉันเข้าใจดีทุกข้อค่ะ หวังว่าคุณเองก็จะไม่ผิดคำพูดนะคะ”
“ผมให้คนไปเก็บของของคุณที่คอนโดมาแล้ว ตอนนี้เขาน่าจะเอาไปไว้ที่ห้องคุณ เอาล่ะ! คุณไปได้แล้ว เดี๋ยวแม่บ้านจะมาพาคุณไปที่ครัว กินข้าวเรียบร้อยแล้วกลับไปรอในห้อง แล้วเดี๋ยวผมจะส่งคนไปตาม”
“คุณจะพาฉันไปไหน?”
“พบคุณแม่!”
“คุณแม่…” พิชชาภาพอรู้ว่าแม่ของเขาเป็นถึงคุณหญิง แต่เพราะไม่เคยสนใจคนในวงสังคมระดับนี้จึงจำชื่อไม่ได้
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่จะเปิดออกพร้อมกับร่างของหญิงวัยกลางคนในชุดผ้าซิ่นสีน้ำเงินเข้มและเสื้อขาวก้าวเข้ามา
“นี่คุณอนงค์เป็นแม่บ้านที่นี่” หญิงสูงวัยเพียงพยักหน้าให้พิชชาภาเท่านั้น แววตาที่ทอดมองมามิได้มีความเอื้อเฟื้อเลยสักนิด “รบกวนคุณอนงค์พาไปรู้จักห้องครัวหน่อยละกัน เดี๋ยวหิวข้าวแล้วจะไม่รู้ว่าต้องไปหากินที่ไหน”
“ค่ะคุณผู้ชาย” พูดจบแม่บ้านวัยกลางคนก็หมุนตัวก้าวออกจากห้องโดยไม่สนใจว่าพิชชาภาจะเดินตามหรือไม่
“เอ่อ…ป้าคะ รอพิชด้วยค่ะ” พิชชาภาร้องเรียกเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินลิ่วๆ โดยไม่รั้งรอ คฤหาสน์ใหญ่โตแบบนี้ น่ากลัวจะหลงได้ง่ายๆ แถมยังมีกฏเหล็กและพื้นที่ต้องห้ามมากมาย หญิงสาวเกรงว่าจะเธอจะละเมิดกฏตั้งแต่วันแรก
หญิงสาวก้าวเท้าเร็วๆ ตามอีกฝ่ายไป จนทันกันหน้าห้องครัว
“กับข้าวอยู่บนโต๊ะนั่น ส่วนข้าวก็ไปตักในหม้อตรงโน้น” น้ำเสียงที่ใช้ห้วนกระด้างราวกับพูดกับคนที่มีสถานะต่ำกว่า
พิชชาภามองตามมืออนงค์ บนโต๊ะกลางครัวมีฝาชีวางครอบกับข้าวไว้ เธอเดินไปเปิดดู...จานกับข้าวสามสี่จานที่วางไว้นั้น แทบจะไม่มีกับข้าวเหลือสักเท่าไรแล้ว เหมือนเป็นของที่กินเหลืออย่างนั้นแหละ หัวใจหญิงสาวเจ็บสะท้าน ตระหนักชัดแก่ใจว่า…
สถานะของตน…ต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าคนรับใช้ในคฤหาสน์แห่งนี้เสียอีก
