บทที่ 7 รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
อธิราชทอดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเปี่ยมเมตตา แล้วจึงแตะแขนเบาๆ พาเดินไปนั่งที่ชุดเก้าอี้ภายในห้องนั่งเล่น เขาเอ่ยถามเมื่อทั้งคู่ลงนั่งเรียบร้อย
“นี่ก็บ่ายกว่าแล้ว หนูทานข้าวหรือยัง?”
พิชชาภาเพียงยิ้ม มิได้ตอบ แต่อธิราชดูเหมือนจะเข้าใจ เขาหันไปสั่งความกับแม่บ้านเก่าแก่
“อนงค์จัดสำรับมาให้ฉันกับหนู…” เขาหันมาเหมือนถามด้วยสายตาว่าจะให้เรียกว่าอะไร พิชชาภาจึงตอบ
“พิชค่ะ เรียกพิชก็ได้ค่ะคุณอธิราช”
“หนูรู้จักฉันด้วย?” เขาเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“คนที่วัฒนากร กรุ๊ป แนะนำให้พิชรู้จักในคืนวันงานค่ะ” อธิราชพยักหน้ารับ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือแววตำหนิ
“นายคินมันคิดอะไรกันล่ะเนี่ย ทำไมถึงปุบปับจดทะเบียนกันแบบนี้ ฉันไม่เคยระแคะระรายเลยว่าหนูคบกับนายคิม แล้วนี่คุณแม่เขารู้ไหม?”
“รู้ค่ะ” ได้ยินคำตอบจากปากหญิงสาวแล้ว อธิราชจึงเงียบพลทงพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เอาล่ะ ฉันไม่อยากก้าวก่ายเรื่องระหว่างเขากับหนู แต่…ถ้าคินมันรังแกหนู จนทนไม่ไหว ก็บอกฉัน ฉันจะหาทางช่วย เข้าใจไหม?”
“ขอบพระคุณค่ะ คุณอธิราช”
“เรียกฉันว่าคุณอาเถอะ”
“เอ่อ…ค่ะ คุณอา” พิชชาภาเรียกขานตามที่เขาเอ่ยปากแล้วจึงยิ้มบางๆ ให้
อธิราชยิ้มตอบ เป็นรอยยิ้มอย่างที่ทุกคนคุ้นเคย…รอยยิ้มของหนุ่มใหญ่ผู้ใจบุญ มีเมตตา ทว่า…พิชชาภากลับรู้สึกว่า รอยยิ้มของเขากลับส่งไปไม่ถึงดวงตาที่อยู่หลังเลนส์แว่นเลยสักนิด แววเย็นเยียบที่ฉายออกมานั้นจึงทำให้หญิงสาวรู้สึกตะครั่นตะครออย่างบอกไม่ถูก
อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับวัฒนากรอีกคน…
อัคนินอาจจะแข็งกร้าว ดุดัน หัวใจสุมไปด้วยเพลิงแค้นแน่นอก แววตาของเขาจึงถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอย่างเดียวกันออกมาโดยไม่เสแสร้ง
“ลำบากหน่อยนะหนู…คินมันเป็นคนใจร้อน เจ้าคิดเจ้าแค้น และก็ฝังใจเรื่องพ่อ เพราะแม่เขานั่นแหละที่เศร้าโศกเสียใจ จนไม่รู้จักหักห้ามใจ ก็เลยฝังความคิดแก้แค้นให้ลูก” เขาพูดพลางเลื่อนถุงขนมจากร้านเบเกอรี่แบรนด์หรูมาให้ “อาซื้อมาฝาก…อาจะพยายามช่วยพูดกับคินอีกแรง เห็นคินทำแบบนี้กับหนู อาก็ไม่สบายใจเหมือนกัน” เขายิ้มให้อีกครั้ง
พิชชาภามั่นใจตอนนั้นเอง ว่าอธิราชรู้ว่าเธอเป็นใคร…
ไม่สิ! ต้องบอกว่า เขารู้ว่าเธอเป็น…ลูกใคร!
“ไม่เป็นไรค่ะ พิชทนได้ค่ะ ยังไงพิชก็ขอบพระคุณคุณอาที่เป็นห่วงนะคะ”
“ถ้ามีอะไรขาดเหลือหรือคินมันข่มขู่รังแกหนูจนทนไม่ไหวขึ้นมา ก็บอกอานะ อาจะหาช่องทางช่วยหนูเอง” เขายิ้มให้พลางเอื้อมมาตบไหล่เบาๆ
การสนทนาของทั้งคู่ถูกขัดจังหวะเมื่ออนงค์ให้คนรับใช้ถือสำรับอาหารมาเสิร์ฟ เมื่อช่วยกันยกสำรับลงจัดวางบนโต๊ะกลมเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตรงมัมหนึ่งในห้องเรียบร้อย แม่บ้านเก่าแก่ก็เดินมาเชื้อเชิญอธิราช
“สำรับพร้อมแล้วค่ะคุณอธิราช”
“ไป…ทานข้าวกันเถอะหนู” ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนและเดินนำไปที่โต๊ะกลม พิชชาภาจึงลุกเดินตาม เมื่อจะเดินผ่านผู้เป็นแม่บ้าน เธอทันเห็นสายตาที่มองมาอย่างหมั่นไส้ ทว่าฝ่ายนั้นรีบกลบเกลื่อนสายตาเมื่อได้ยินเสียงอธิราชสั่ง “จะไปไหนก็ไปเถอะ อนงค์ มีอะไรฉันจะกดกริ่งเรียกเอง”
ในห้องนั่งเล่นยึงเหลือเพียงเธอกับ อธิราช วัฒนากร อีกครั้ง!
ทั้งคู่รับประทานอาหารไปอย่างเรียบเรื่อย อธิราชชวนคุยและถามไถ่เรื่องโน้นนี้อย่างคนที่มีอัธยาศัยดี อาหารแต่ละอย่างก็เอร็ดอร่อย เรียกได้ว่านี่เป็นมื้ออร่อยมื้อแรกของพิชชาภาในคฤหาสน์หลังนี้ก็ว่าได้ แต่เธอกลับเกร็งอย่างบอกไม่ถูก
กระทั่งเธอรวบช้อนส้อมเมื่ออิ่ม คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามจึงเอื้อมมาแตะแขนเบาๆ คำถามหนึ่งหลุดจากปากด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวตั้งใจให้ได้ยินเพียงสองคน
“แล้ว…พ่อของหนู กิตติศักดิ์ติดต่อมาบ้างหรือเปล่า?” คำถามเหมือนเป็นห่วง แต่สายตาที่ทอดมองกลับมีแววร้อนรนอย่างคนที่ทนรออะไรมิได้
พิชชาภาเงยหน้าขึ้นมอง…แววตาเต็มเปี่ยมด้วยคำถาม อธิราชจึงรู้สึกตัว เขายิ้มพลางเอ่ยกลบเกลื่อน
“อากลัวว่าคินจะส่งคนไปทำร้ายเอาน่ะหนู” หญิงสาวยิ้มตอบอย่างใสซื่อพลางเอ่ย
“พิชไม่ได้ติดต่อพ่อศักดิ์มาหลายปีแล้วค่ะ”
ทว่าในใจนั้น หญิงสาวมั่นใจเหลือเกินว่า การมาที่นี่ของอธิราชในวันนี้ มิใช่เรื่องบังเอิญ เขาตั้งใจมาที่นี่เพื่อพบเธอ และจุดหมายของเขาก็อยู่ในคำถามสุดท้ายนั่นเอง
อธิราชยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรต่อ เสียงเยียบเย็น ทรงอำนาจก็ดังขึ้นที่ประตู
“คุณอา…มาทำอะไรครับ?”
อัคนินในชุดสูทสีเข้มยืนล้วงกระเป๋ากางเกงพิงกรอบประตูอยู่ตรงนั้น ใบหน้าคมคายเรียบตึงตวัดสายตามองมือผู้เป็นอาที่แตะแขนพิชชาภา ก่อนจะสบตาเธอด้วยแววตาคมกริบ อธิราชค่อยๆ ดึงมือกลับอย่างละมุนละม่อม แล้วเอ่ยตำหนิหลานชายเป็นการกลบเกลื่อน
“กลับมาแล้วเหรอเรา…นี่อาว่าคินทำเกินไปหน่อยหรือเปล่า ตอนอามาถึง เห็นหนูพิชกำลังทำความสะอาดห้องนี้อยู่ ข้าวปลาก็ไม่ได้กิน ทั้งที่บ่ายกว่าแล้ว”
“เรื่องในบ้านหลังนี้ ไม่ต้องให้คัณอามาวุ่นวายกระมังครับ อีกอย่าง…เธอเป็นเชลยของผม ผมสั่งอะไร เธอก็ต้องทำ”
“แต่นี่มันสมัยไหนแล้วนะคิน”
“ผมถึงได้จดทะเบียนกับเธอไงครับ” เมื่อได้ยินคำตอบดื้อดึงของหลานชาย อธิราชจึงยกมืออย่างยอมแพ้ แล้วเอ่ยตัดบท
“เอาเถอะๆ อาแค่เป็นห่วง กลัวคนนอกจะเอาไปพูดกันได้ว่าวัฒนากรรังแกผู้หญิง” อธิราชหัวเราะกลบเกลื่อน พลางลุกเดินไปหาหลานชาย ตบไหล่เบาๆ “งั้นอาไปพบคุณพี่พิมพ์ชนกก่อนนะ อ้อ…ขนมถุงนั้น อาหิ้วมาฝากหนูพิชเอง หวังว่าคงไม่ผิดกฎเรานะคิน แกจะใช้งานเขายังไงก็ได้ แต่เรื่องกินอยู่ก็ไม่ควรให้ขาดนะ”
ผู้เป็นเตือนกลายๆ ก่อนเดินจากไปทันที ทิ้งให้อัคนินยืนจ้องหญิงสาวในห้องด้วยสายตาถมึงทึง
