บทที่ 9 ผมไปไหน...คุณต้องไปด้วย
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่ำวันนี้ อึมครึมราวมีเมฆสีดำก้อนใหญ่ปกคลุม พิชชาภาอึดอัดจนบอกไม่ถูก แต่ก็ฝืนนั่งปั้นหน้าอยู่ตรงนั้น ทั้งที่ใจอยากจะกลับไปกินข้าวในห้องครัวเหมือนเดิม ถึงกับข้าวจะมีบ้างไม่มีบ้าง แต่ก็สบายใจกว่านี้เยอะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องนั่งเป็นเป้าสายตาแบบนี้
เธอก็ไม่เข้าใจว่าคนตรงหัวโต๊ะ จะเรียกเธอมาทำไม ถ้าเขาจะส่งสายตาเย็นชาหยามเหยียดมาให้ตลอดเวลาแบบนี้ ไหนจะคุณหญิงที่นั่งทางขวามือลูกชาย รายนั้นก็ส่งสายตาเหมือนอยากจะบีบคอเธอให้ตายคาโต๊ะไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
คนเดียวบนโต๊ะทานข้าวที่ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนคือ...อธิราช
เขาสนุกสนาน ยิ้มแย้ม ชวนทุกคนคุยโดยไม่สนใจบรรยากาศมาคุโดยรอบแม้แต่น้อย
“เป็นไงหนู กับข้าวที่นี่อร่อยไหม?” เขาหันมาถามพิชชาภาขณะตักผัดผักโสภณกับลูกชิ้นกุ้งใส่จานให้เธอ
“อร่อยค่ะ” เธอตอบอย่างสงวนคำพูด
“ถ้าอร่อยก็ทานเยอะๆ ลูกชิ้นกุ้งนี่ กุ๊กที่นี่เขาทำเองเลยนะ ไม่ได้ซื้อมาจากไหน สมัยนี้ลูกชิ้นกุ้งที่ขายๆ กันมีแต่แป้งทั้งนั้น”
พิชชาภาเพียงแต่ยิ้มรับ เธอตักลูกชิ้นเข้าปาก ...มันอร่อยอย่างที่อธิราชบอก...ปากลิ้นเธอรับรส แต่ใจไม่ได้ชมชื่นไปกับความอร่อยนั้น...
...จะให้ชื่นชมยังไง...ทั้งแม่ทั้งลูกนั่งหน้าบูดหน้าบึ้งอยู่แบบนั้น...
หากให้เธอคาดเดาละก็ คนต้นคิดให้เธอมาร่วมโต๊ะอาหารค่ำในวันนี้น่าจะเป็นอธิราชนั่นเอง...มิใช่ใคร
และเมื่อตระหนักเช่นนี้ ก็อดนึกไปถึงเครื่องมือสื่อสารที่ซุกซ่อนในกล่องขนมไม่ได้ มากยิ่งกว่านั้นคือ เจตนาของผู้ให้...
ดี หรือ...ร้าย
นี่แหละคือสิ่งที่น่าคิด
เธอไว้ใจใครได้บ้าง...แต่ถ้าถามตัวเอง เธอไม่ไว้ใจ...อธิราช!
เขาแสดงตัวชัดแจ้งว่าตนเองเป็นคนดี นั่นแหละ...พิรุธ
ในที่สุดความอึดอัดก็จบลงเสียทีเมื่อขนมหวานถูกนำมาเสิร์ฟ หลังดื่มกาแฟอธิราชก็ลาพี่สะใภ้กับหลานชาย ก่อนจะเป็นคนอาสาเข็นรถพาพี่สะใภ้ไปส่งที่ห้องทางปีกตะวันตก ทั้งห้องจึงเหลือแต่พิชชาภากับชายหนุ่มหน้าตาบึ้งตึงตรงหัวโต๊ะ หญิงสาวขยับตัว...คิดว่าจะเอ่ยปากขอตัวกลับห้องเสียที แต่พอเธอจะอ้าปากปุ๊บ คนหน้าบึ้งก็สวนปั๊บ
“ยังไปไหนไม่ได้!”
“มีอะไรหรือคะ?”
“นับจากนี้ เธอไม่ต้องทำงานบ้านแล้ว” คิ้วเรียวของหญิงสาวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ...ทำไมนะ...เธอไม่ยักรู้สึกดีใจสักนิดที่ได้ยินเขาบอกแบบนี้... “ต่อจากนี้คุณจะเป็นผู้ช่วยของผม ผมไปไหน...คุณก็ต้องไปด้วย”
“หมายความว่า...” เธอยังไม่ทันพูดจบ เขาก็ต่อประโยคให้ทันที
“ผมไปทำงาน คุณก็ต้องไปกับผมในฐานะผู้ช่วยส่วนตัว เวลาอยู่บ้าน...คุณก็ต้องคอยดูแลเรื่องส่วนตัวของผมทุกอย่าง...เช่น คอยชงชา ชงกาแฟตอนดึก เตรียมชุดให้เวลาจะออกไปข้างนอก จัดกระเป๋าให้ผมเวลาผมต้องเดินทางไปต่างประเทศ”
พิชชาภาอ้าปากค้าง ...นี่มันแย่ยิ่งกว่าทำงานบ้านเป็นคนใช้ที่นี่เสียอีก...
การติดตามเขาไปข้างนอก เสี่ยงกับการพบเจอคนรู้จัก แล้วเธอจะตอบคำถามคนเหล่านั้นอย่างไร ไหนจะงานของตัวเอง...ลูกน้องของเธอจะคิดอย่างไร ที่เธอหายหน้าหายตา ไม่ไปพบพวกเขา แต่ติดตามอัคนินไปไหนต่อไหนได้
“ทำแบบนั้นแล้วคุณจะให้ฉันตอบคำถามคนอื่นว่าอะไรคะ ลูกน้องที่บริษัทของฉันอีก”
อัคนินแค่นเสียงหัวเราะที่ฟังแล้วน่าหมั่นไส้เหลือเกิน
“คุณยังคิดว่าจะได้กลับไปทำงานอีกเหรอ...ผมว่าคุณรีบจัดการเรื่องบริษัทตัวเอง แจ้งพนักงานให้เขาเตรียมตัวหางานใหม่ไว้ดีกว่า ต่อจากนี้คุณจะไม่มีเวลาว่างแล้ว เพราะงานผมเยอะ และคุณต้องไปกับผม...อยู่ข้างผมตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”
“ยี่สิบสี่ชั่วโมง! นี่คุณจะบ้าเหรอ...คุณจะให้ฉันอยู่กับคุณตอนนอนด้วยเหรอไง!”
“จะอยู่ไหมล่ะ!” อัคนินย้อนเสียงเข้ม แม้จะสะดุ้งในใจอยู่เหมือนกันเพราะตอนพูดก็ไม่ได้นึกอะไรแบบนั้น แค่อยากให้เธอรู้ว่า จะต้องอยู่กับเขาตลอดเวลา ไม่ได้หมายความว่า...จะต้องอยู่ด้วยกันตอนนอน...
“ไม่!” พิชชาภาตอบโดยไม่ต้องคิด แต่คนอย่างอัคนินซึ่งไม่ชอบการถูกปฏิเสธ ย่อมทนไม่ได้ เขาสั่งเสียงเฉียบขาด
“คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ! ถ้าผมสั่ง...คุณมีหน้าที่ทำตาม เข้าใจไหม!”
“ไม่! ฉันไม่นอนกับคุณ!” พิชชาภายังยืนกรานปฏิเสธ พร้อมเอ่ยประโยคสุดท้ายซึ่งทำให้อัคนินฉุนขาด
“นึกว่าผมพิศวาสคุณนักหรือไง พิชชาภา!”
ผู้หญิงคนนี้เห็นเขาเป็นคนตัณหากลับหรืออย่างไร...คนอย่างเขา ‘อัคนิน วัฒนากร’ จะไปสนใจผู้หญิงอย่างเธอ ‘พิชชาภา ศิริเดช’ ได้อย่างไร
ผู้หญิงซึ่งได้ชื่อว่าเป็นลูกศัตรู!
ถ้ามันเกิดเหตุไม่คาดฝันเข้า ก็เพราะความพลั้งเผลอนั่นแหละ
เขาก็คงแค่เด็ดดมชั่วครั้งชั่วคราวแล้วทิ้งขว้าง
ผู้หญิงอย่างพิชชาภา ไม่มีค่าสำหรับเขาอยู่แล้ว!
