บทที่ 10 ไม่อยากฟังข้อแก้ตัว
เข็มนาฬิกาบอกเวลาตีสองครึ่งเมื่อมิรันดาก้าวเท้าออกจากผับที่เธอทำงานอยู่ ความเหนื่อยล้าจากการยืนและเดินบริการลูกค้ามาหลายชั่วโมงทำให้ขาของเธอปวดหนึบ หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กหน้าจอเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่ปรากฏกลับมีเพียงความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่สายที่ไม่ได้รับหรือข้อความจากเบอร์ที่เธอเฝ้ารอ
มิรันดาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงยีนตัวเก่ง หญิงสาวเดินคอตกเลี่ยงออกมาทางประตูด้านหลังของผับซึ่งเป็นทางลัดมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ที่อยู่ถัดไปอีกซอย เพื่อไปรอรถเมล์เที่ยวสุดท้ายกลับบ้าน
ทว่าเดินออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว เงาสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางทางเดินไว้ทันทีจนเธอต้องชะงักกึก
“คุณชื่อมิรันดาใช่ไหมครับ” น้ำเสียงทุ้มถามขึ้นอย่างสุภาพขัดกับบุคลิกที่ดูน่าเกรมขาม
“ค่ะ” หญิงสาวตอบแล้วหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความงุนงง ดวงตากลมโตหรี่มองใบหน้าของเขาผ่านความมืด เธอพยายามนึกทบทวนแต่ก็มั่นใจว่าไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าผู้ชายคนนี้มาก่อนในชีวิต
“นายผมขอคุยกับคุณหน่อย”
“นายคุณเป็นใครคะ แล้วถ้าเขาอยากคุยกับฉันจริงๆ ทำไมเขาไม่ลงมาหาเองล่ะ” มิรันดาสวนกลับทันควัน ความระแวงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจท่ามกลางซอยที่เปลี่ยวและดึกสงัดเช่นนี้
“เขารอคุณอยู่ในรถครับ” ชายคนนั้นยังคงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“อย่ามาหลอกกันหน่อยเลย ฉันเจอมาเยอะแล้วพวกมิจฉาชีพน่ะ แหม....แต่งตัวดูดีกะจะหลอกฉันไปทำเรื่องอย่างว่าล่ะสิ ไม่มีทางหรอกย่ะ” มิรันดาสะบัดหน้าใส่ด้วยความโมโห เธอรีบเร่งฝีเท้าเดินเพื่อจะไปให้พ้นจากตรงนั้น
ในใจของเธอตอนนี้มีเพียงความต้องการที่จะกลับไปล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ เท่านั้น เวลาปิดของสถานบันเทิงแบบนี้ทุกคนต่างก็มุ่งหน้ากลับบ้าน หากเธอยังมัวเสียเวลาคุยกับคนแปลกหน้า มีหวังคืนนี้คงได้ถึงบ้านเช้าพอดี
“ยุทธ เดี๋ยวผมคุยต่อเอง” เสียงทุ้มที่มีสำเนียงแปลกหูเล็กน้อยดังขึ้นจากด้านหลัง
“ผมไปรอที่รถนะครับ” ชายคนแรกที่ชื่อยุทธพยักหน้ารับก่อนจะเดินจากไป
มิรันดาหยุดกะทันหันแล้วหันกลับไปมองผู้มาใหม่ เขาเป็นชายชาวต่างชาติรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทเนี้ยบ แม้จะพูดภาษาไทยได้ชัดเจนแต่ก็สัมผัสได้ถึงความไม่เป็นธรรมชาติบางอย่าง
“สวัสดีครับคุณมิรันดา ผมชื่อแพทริค เป็นผู้ช่วยของคุณมาร์คัส ถ้าคุณยังอยากได้เงินอยู่ ก็รบกวนเดินตามผมมาคุยกับเจ้านายผมหน่อยนะครับ”
คำว่าเงินทำให้เท้าที่กำลังจะก้าวต่อหยุดชะงักลงทันที หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปครู่หนึ่ง
“ฉันจะเชื่อคุณได้ยังไงล่ะ” เธอถามหยั่งเชิง แม้ในใจจะเริ่มหวั่นไหว
“ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองโทรถามเขาดูสิครับ” แพทริคผายมืออย่างสุภาพ
มิรันดาขมวดคิ้วก่อนจะล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงอีกครั้ง นิ้วเรียวสั่นขณะกดโทรออกไปยังเบอร์ล่าสุดที่เธอเพิ่งโทรไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน รอสายเพียงไม่นานปลายสายก็กดรับ
“คุณมาร์คัสใช่ไหมคะ”
“เธอจะโทรหาใครล่ะ” เสียงที่คุ้นหูดังลอดออกมา มันฟังดูยียวนจนเธอเผลอกำโทรศัพท์แน่น
“ฉันก็จะโทรหาคุณนั่นแหละ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนคะ แล้วได้ส่งใครมาหาฉันหรือเปล่า”
“ถ้าอยากได้เงิน ก็เดินตามเขามาที่รถ” ปลายสายตอบกลับด้วยเสียงห้วนสั้นก่อนจะตัดสายไปทันที
มิรันดายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินตามแพทริคไปข้ามถนนไปยังรถตู้คันหรูสีดำสนิทที่จอดซุ่มอยู่ในเงามืดอีกฝั่ง เมื่อไปถึง ยุทธนาที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วก็ก้าวเข้ามาเปิดประตูด้านหลังให้เธออย่างรวดเร็ว หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวขึ้นไปด้านในรถ ประตูถูกปิดลงตามหลังทิ้งให้ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้องโดยสารที่กว้างขวาง
“สวัสดีค่ะ” มิรันดายกมือไหว้ชายหนุ่มที่นั่งรออยู่บนเบาะหนังราคาแพงอย่างนอบน้อมตามความเคยชิน
มาร์คัสที่นั่งไขว่ห้างอยู่รีบรับไหว้แทบไม่ทัน ใบหน้าคมเข้มฉายแววหนักใจอย่างเห็นได้ชัด
“อือต่อไปห้ามไหว้ฉันอีก” เขาบอกเสียงเรียบแล้วขยับตัวอย่างอึดอัด เขาไม่ชอบให้ใครมาทำท่าทางนอบน้อมใส่แบบนี้ โดยเฉพาะการไหว้ที่มันทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองแก่ลงไปหลายปี
“ค่ะ”
“ตัดสินใจได้แล้วใช่ไหม” มาร์คัสเข้าประเด็นทันที ดวงตาคมกริบจ้องมองเธอราวกับจะอ่านความคิด
“คุณจะจ่ายเงินฉันจริงๆ ใช่ไหมคะ” มิรันดาถามย้ำเพื่อความมั่นใจ เงินจำนวนนั้นมีความหมายต่อเธอมากในตอนนี้
“แล้วคิดว่าการที่ฉันต้องมานั่งดักรอคุยกับเธอตอนตีสองแบบนี้ มันคือเรื่องล้อเล่นหรือไงล่ะ” เขาเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงเจือความรำคาญเล็กน้อย
“อย่างนั้นฉันขอบอกคุณอีกครั้งนะคะ ว่าฉันไม่ใช่เมียน้อยของพี่ต้น” เธอพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หวังว่าเขาจะเข้าใจความจริงเสียที
“ผมมาถามว่าคุณจะรับข้อเสนอของผมไหม ไม่ได้มาเพื่อฟังคำแก้ตัว” มาร์คัสตัดบทอย่างเย็นชา
“ฉันบอกความจริงคุณไปแล้วนะ แต่คุณไม่ยอมฟังฉันเอง” มิรันดาเริ่มรู้สึกฉุนที่เขาเอาแต่ตราหน้าเธอ
“มันก็แค่คำแก้ตัวของพวกผู้หญิงที่ชอบยุ่งกับสามีคนอื่น”
“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่คุณจะคิดเลยค่ะ เพราะสำหรับฉัน ความจริงมันก็คือความจริง” เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ในใจจะรู้สึกเจ็บจี๊ดกับคำสบประมาทนั้น
“จะพูดอีกนานไหม ฉันจะได้หลับรอ” มาร์คัสแสร้งทำท่าจะหลับตาลง
“ไม่พูดก็ได้ ไหนล่ะเงินของฉัน” มิรันดาแบมือทวงทันที
“คิดว่าฉันจะเอาเงินสดปึกใหญ่มาให้เธอ โดยที่ไม่มีสัญญาอะไรเลยหรือไงสาวน้อย” เขาแค่นยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะหยิบเอกสารชุดหนึ่งออกมา
“สัญญาอะไรคะ”
“ก็สัญญาที่เธอจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับนายต้นอีกไงล่ะ”
“ฉันสัญญาค่ะ”
“แค่สัญญาปากเปล่าใครจะเชื่อ เธอต้องเซ็นชื่อลงในนี้ด้วย” มาร์คัสยื่นกระดาษสัญญาที่เตรียมมาให้เธอ
มิรันดารับมาถือไว้ แต่ภายในรถที่ปิดไฟมืดสลัวทำให้เธออ่านข้อความในนั้นไม่ได้เลย
“มันมืด ฉันมองไม่เห็นค่ะ”
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวพลางส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือข้ามมาเปิดไฟสำหรับอ่านหนังสือที่อยู่บนเพดานฝั่งที่เธอนั่ง จังหวะที่เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมสะอาดสดชื่นที่แฝงไปด้วยความหรูหราจากตัวเขาโชยเข้าจมูกเธออย่างจัง
หัวใจของมิรันดาเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เธอรู้สึกประหม่าจนทำตัวไม่ถูก เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเองในตอนนี้ที่มีทั้งกลิ่นควันบุหรี่และกลิ่นเหงื่อจากการทำงานหนักปะปนกันจนเหม็นไปทั้งตัว หญิงสาวรีบกระชับเสื้อคลุมตัวนอกให้แน่นขึ้น พยายามห่อไหล่เพื่อปกปิดกลิ่นที่เธอคิดว่ามันน่ารังเกียจสำหรับคนอย่างเขา
