บทที่ 3 ถอยหลังไม่ได้
เด็กสาวเงยหน้ามองรูปถ่ายใบเก่าของคุณย่าที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าของหญิงชราที่ยิ้มแย้มอย่างอบอุ่นในภาพ ยิ่งกรีดลึกซ้ำลงบนแผลใจของเธอจนปวดร้าว... ถ้าคุณย่าฟื้นขึ้นมาแล้วรู้ว่าเธอต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อหาเงินมารักษา... ท่านจะเสียใจและผิดหวังในตัวเธอมากแค่ไหน
“แต่... หนูยังไม่เคยมีอะไรกับผู้ชายเลยนะคะพี่เอมมี่” คำพูดประหม่าอายที่เธอเคยเอ่ยแย้งไปเมื่อคราวก่อนยังคงหลอนหลอกสะท้อนก้องอยู่ในหัว พร้อมกับคำตอกย้ำจากโมเดลลิ่งสาวที่ยังคงแจ่มชัด
“โธ่เอ๋ย... ตอนแรก ๆ ใคร ๆ ก็กลัวกันทั้งนั้นแหละจ้ะ เมื่อก่อนพี่ก็กลัวจนตัวสั่นเหมือนหนูเนี่ยแหละ... แต่เชื่อพี่เถอะ พอผ่านครั้งแรกไปได้ เดี๋ยวมันก็ชินไปเอง เผลอ ๆ หนูนั่นแหละจะติดใจรสชาติความสนุกจนลืมไม่ลงเลยล่ะ”
มนลดาหลับตาลงอย่างข่มขื่น หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลผ่านร่องแก้ม หยดลงบนหลังมือที่ประสานกันแน่น ในเมื่อโชคชะตาเหลือเพียงทางเลือกเดียว และความตายของคุณย่ากำลังไล่ต้อนอยู่เบื้องหลัง ศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้นี้ เธอก็จำเป็นต้องตัดใจโยนมันทิ้งไปเสีย
แสงไฟนีออนสลัวภายในส่องกระทบแผ่นหลังบอบบางของมนลดาที่กำลังยืนกำสายกระเป๋าสะพายแน่นจนปลายนิ้วซีด ในที่สุดเธอก็เลือกเส้นทางนี้ เส้นทางที่ใช้เรือนร่างค้ำประกันชีวิตของผู้มีพระคุณ
“มาแล้วเหรอจ้ะมน... แหม!! แต่งตัวแบบนี้ดูเซ็กซี่เชียว พี่รับรองเลยว่า คุณคาร์เตอร์เค้าจะต้องถูกใจหนู อย่างแน่นอน” เสียงของเอมมี่เอ่ยขึ้นพยายามทำลายความกลัวและประหม่าของเด็กสาวในสังกัด
โมเดลลิ่งสาวหันมามองสำรวจเด็กในปกครองด้วยสายตาพึงพอใจ มนลดาอยู่ในชุดเดรสสีขาวเรียบง่าย อวดผิวขาวผุดผ่องราวกับน้ำนม เนื้อผ้าแนบไปกับส่วนเว้าโค้งตามธรรมชาติของสาวแรกรุ่น ใบหน้าจิ้มลิ้มแต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงบางเบา ยิ่งขับเน้นความใสซื่อไร้เดียงสาให้เด่นชัดจนขย้ำ
“พะ...พี่เอมมี่คะ หนู...หนูเปลี่ยนใจตอนนี้ทันไหม” มนลดาเค้นเสียงกระซิบ ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ขอบตาร้อนผ่าวด้วยความขลาดกลัวที่จู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน
“ว้าย! ตายแล้วหนู มาถึงขั้นนี้แล้ว จะมาเปลี่ยนใจอะไรกันจ๊ะ ต๊ายตาย อกอีแป้นจะแตก!” เอมมี่รีบถลาเข้ามาจับไหล่บางพลางกดเสียงต่ำสำทับ
“เงินค่าผ่าตัดคุณย่าที่พี่สำรองจ่ายไปให้โรงพยาบาลเมื่อเช้านี้ มันก็คือเงินของคุณคาร์เตอร์เค้าทั้งนั้นนะมน ถ้าหนูจะหันหลังกลับตอนนี้ พี่ก็ช่วยหนูไม่ได้แล้วนะ หนูก็รู้ว่าคุณคาร์เตอร์เค้าไม่ใช่มหาเศรษฐีธรรมดา”
“แล้วเค้าเป็นใครเหรอคะพี่เอมมี่” เด็กสาวเอ่ยถามด้วยความเป็นกังวล
“ก็มาเฟียดี ๆ เนี่ยแหละจ๊ะ” โมเดลลิ่งสาวพลางกระซิบกระซาบ
“ห๊า!!... แล้วแบบนี้หนูจะรอดมั้ยอ่า พี่เอมมี่” มนลดาเอ่ยถามด้วยความตกใจ
“หนูก็ต้องทำให้เขาเอ็นดูสิจ๊ะ อย่าไปขัดใจเขาเด็ดขาดเลยรู้มั้ย ทำตามที่พี่สอน” คำขู่ที่แทงใจดำทำเอาสาวน้อยผู้อ่อนต่อโลกหน้าซีดเผือด มนลดากลืนก้อนความขมขื่นลงคอ ก่อนจะตอบรับอย่างจำนน
“ค่ะ พี่เอมมี่”
“ดีมากจ้ะ... หนูจำไว้นะ คุณคาร์เตอร์เนี่ย เขาทั้งรวยทั้งใจดี แค่หนูทำตัวว่านอนสอนง่าย เอาอกเอาใจเขาดี ๆ ไม่แน่นะ... เขาอาจจะเมตตาตบรางวัลให้เงินหนูเพิ่มอีกก็ได้” เอมมี่ตบมือลงบนบ่าบางเบา ๆ เป็นเชิงปลอบประโลม
19.00 น. แสงไฟท้ายรถสีแดงฉานตัดกับความมืดมิดบนท้องถนน มนลดาตระกองกอดกระเป๋าสะพายใบเก่งเอาไว้แนบถอนหายใจยาวอยู่บนเบาะหลังของรถแท็กซี่ ยิ่งรถเคลื่อนตัวเข้าใกล้จุดหมายปลายทางตามพิกัดโรงแรมหรูมากเท่าไหร่ หัวใจของเด็กสาวก็ยิ่งบีบรัดและรัวกระหน่ำจนแทบเป็นบ้า ตึกสูงระฟ้าสไตล์โมเดิร์นที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า บ่งบอกถึงความหรูหราอันห่างไกลจากชีวิตความเป็นอยู่ของเธอ
เมื่อก้าวขาลงจากรถ มนลดาแหงนหน้ามองยอดตึกที่สูงเสียดฟ้าสลับซับซ้อนราวกับขุนเขาเหล็กกล้า ความอลังการและบรรยากาศอันโอ่อ่ารอบบริเวณนั้นทำให้เธอรู้สึกตัวเล็กลีบ ราวกับกำลังจะถูกกรงเล็บของสัตว์ร้ายขนาดมหึมากลืนกินเข้าไปในไม่ช้า
“สวัสดีค่ะ...” พนักงานต้อนรับในชุดยูนิฟอร์มสีขาวสะอาดเอ่ยทักทายมนลดาด้วยรอยยิ้มและกิริยาสุภาพ
“ดิฉัน... มาพบคุณคาร์เตอร์ ค่ะ” เอมมี่เดินนำมนลดาเข้ามาถาม พนักงานสาวเมื่อได้ยินชื่อของผู้บริหารสูงสุดก็เปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อมขึ้นทันตา
“อ๋อ... คุณเอมมี่ใช่มั้ยคะ เชิญทางนี้เลยค่ะ”
พนักงานนำทางเธอไปยังลิฟต์โดยสารตัวในสุดซึ่งเป็นลิฟต์ส่วนตัว แผ่นการ์ดพิเศษถูกแตะลงบนหน้าจอแผงควบคุม ตัวเลขแสดงชั้นต่าง ๆ พลันดับวูบลงเกือบทั้งหมด เหลือไว้เพียงตัวเลข 70 แสตนด์บายเด่นชัด... ชั้นบนสุดอันเป็นอาณาเขตของเพนเฮ้าท์ ที่คาร์เตอร์อาศัยอยู่
ติ๊ง! เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นสูงสุด มนลดาก็ก้าวขาอันสั่นเทาออกมาพร้อม ๆ กับเอมมี่ ก่อนจะพบกับชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สองคนในชุดสูทสีดำสนิท รูปร่างสูงใหญ่และแววตาคมดุเฉียบขาดก็ทำให้ทั้งเอมมี่และมนลดารู้ได้ทันทีว่าพวกเขาคือบอดี้การ์ดส่วนตัวของมาเฟียหนุ่ม
“พี่ไปก่อนนะหนู... โชคดีนะจ๊ะ” เอมมี่โบกมือลาอย่างให้กำลังใจ
เมื่อแผ่นหลังของเอมมี่หายลับไป ความเงียบวังเวงก็เข้าปกคลุมห้องโถงกว้างอีกครั้ง มนลดา ก้าวเท้าตามบอดี้การ์ดร่างสูงเข้าไปในส่วนลึกของเพนต์เฮาส์ หัวใจดวงน้อยรัวกระหน่ำในอกราวกับกลองรบ
“คุณเดวิดกำลังรออยู่ด้านใน... เชิญครับ” หนึ่งในบอดี้การ์ดเอ่ยเสียงเรียบพลางเอื้อมมือเปิดประตูบานใหญ่ให้เธอ มนลดาอึกอักเล็กน้อยก่อนจะพาร่างอรชรก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไปข้างใน
เสียงประตูดิจิทัลปิดลง เบา ๆ ราวกับเสียงกรงขังที่ปิดตายอิสรภาพและอดีตอันบริสุทธิ์ของของเธอ ภายในเพนต์เฮาส์กว้างขวางหรูหราจนน่าใจหาย
เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นดูมีราคาแพงไปเสียหมด ผนังกระจกใสบานใหญ่เผยให้เห็นทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืน ด้านล่างช่างสวยงามมนลดามองลงไปอย่างชื่นชม
