บทที่ 3 จี้หยกพูดได้!

เมื่อครอบครัวเล็ก ๆ ได้บุตรสาวกลับคืน ถึงแม้ยังไม่รู้ว่าในร่างนี้มิใช่บุตรสาวที่ตนรู้จัก แต่ด้วยอุปนิสัยไม่ยอมคนของหลิวซูอัน ผู้มาครอบครองร่างทีหลังย่อมสวมรอยได้ไม่ยาก

เพราะยังมีงานที่ต้องทำค้างอยู่ ทั้งสามคนจึงให้หลิวซูอันพักผ่อน โดยงานในส่วนของนางผู้เป็นพี่สาว จะรับผิดชอบทำแทนให้เอง

จือเหมยเอ่ยบอกกับซูอันอย่างห่วงใย “อันเอ๋อร์เจ้านอนพักต่ออีกหน่อยเถิดนะ หากแม่กับพ่อและพี่สาวของเจ้า ทำงานที่ค้างไว้เสร็จจะรีบทำโจ๊กมาให้กิน ส่วนเรื่องยาค่อยให้พ่อของเจ้า แอบไปซื้อมาต้มให้ดื่มทีหลังนะ”

ซูอันที่รับรู้เรื่องการเงินจากร่างเดิมแล้ว ก็รีบเอ่ยปรามเอาไว้เสียก่อน “ท่านแม่เรื่องยาสมุนไพรอย่าได้เปลืองเงินเลยเจ้าค่ะ ยามนี้ข้าไม่รู้สึกเจ็บเหมือนตอนถูกตีแล้ว ขอแค่โจ๊กฝีมือท่านแม่และได้นอนพัก อีกไม่กี่วันก็มีแรงช่วยพวกท่านทำงานแล้วเจ้าค่ะ”

ซูอันพูดภาษาในโลกนี้ได้คล่องแคล่ว อย่างน้อยตอนที่นางเรียนหนังสือ ยังมีวิชาประวัติศาสตร์รวมถึงภาษาของแต่ละพื้นที่ นางจึงเอามาปรับใช้ได้ไม่ยากเย็นนัก

“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน เจ้าถูกไม้ตีรุนแรงมากนะอันเอ๋อร์ แค่นอนไม่ถึงครึ่งชั่วยามเจ้ากลับบอกว่าไม่เจ็บแล้ว” เยี่ยนหลิงไม่คิดเชื่อ

พอพี่สาวตอบกลับมาด้วยคำถาม ภายในหัวของซูอันจึงคิดถึงเรื่องเทพเซียน นำมันมากล่าวอ้างกับพี่สาวได้ทันควัน “พี่หญิงเจ้าคะข้าคิดว่าที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่รู้สึกเจ็บ อาจจะเป็นเพราะเทพบนสวรรค์เมตตา ยังอยากให้ข้าอยู่กตัญญูท่านพ่อท่านแม่ จึงช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ก็เป็นได้นะเจ้าคะ”

มู่ถงไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของซูอัน จึงเข้าข้างบุตรสาวคนเล็ก โดยในใจลึก ๆ ก็มีเอนเอียงไปกับคำพูดนี้เช่นกัน “เอาล่ะ ๆ พวกเรากลับไปทำงานกันก่อนเถิด อันเอ๋อร์จะได้พักผ่อนต่ออีกสักหน่อย แผลที่ศีรษะจะได้หายเร็วขึ้นอย่างไรเล่า”

“นั่นสินะ ลูกแม่พวกเราจะรีบทำงานให้เสร็จ ตอนนี้เจ้านอนพักอยู่ในเรือนรอนะ” จือเหมยอยากอยู่ดูแลบุตรสาวก็จริง แต่งานที่ค้างอยู่นางไม่อาจปล่อยทิ้งไว้ได้

“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะท่านแม่”

คล้อยหลังคนในครอบครัวออกจากห้องไป หลิวซูอันทำตามที่พวกเขาบอก นั่นคือการค่อย ๆ ล้มตัวลงนอน เนื่องจากยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่เล็กน้อย แต่นางต้องเจออุปสรรคในการนอนพัก จนรีบกระโดดลงจากเตียงไม้แทบไม่ทัน

[สวัสดีเจ้าค่ะนายหญิง]

พรึ่บ! ตุบ ขวับ! ขวับ!

“คระ คระ ใครพูด อย่าคิดหลบซ่อนตัวเพื่อลอบทำร้ายข้าเชียวนะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวรีบออกมาเสียดี ๆ” หลิวซูอันหันไปมองรอบ ๆ ห้องที่ไม่ได้กว้างขวางอันใดนัก

[นายหญิงข้าอยู่กับท่านตลอดเวลา เพราะท่านคล้องข้าไว้กับสร้อยคออย่างไรล่ะเจ้าคะ]

“ห๋า!! เจ้าอย่ามาโกหกเสียให้ยาก ข้าจะคล้องสร้อยคอในร่างคนอื่นได้หยะ...เอ๋ หมับ! นี่มัน! จี้หยกที่คุณย่าให้ไว้ก่อนตายนี่” หลิวซูอันลองคลำบริเวณลำคอก็พบว่า มีสร้อยเส้นหนึ่งอย่างที่เสียงปริศนาบอกจริง ๆ

[ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้าคือจี้หยกที่ท่านพกติดตัวไว้ ตั้งแต่นายหญิงผู้เฒ่าตายในโลกแห่งนั้น]

“อ่อ เฮ้ย! จะ จะ เจ้าเป็นจี้หยกแล้วพะ พูด พูดได้ยังไงกัน คงไม่ใช่ภูตผีปีศาจมาสิงอยู่ในนี้หรอกนะ ข้าไม่กลัวผีแต่จะหาหมอผีมากำจัดเจ้าแทน”

[โอยยย ก็ข้าเป็นจี้หยกวิเศษก็ต้องพูดได้สิเจ้าคะ ที่สำคัญข้าไม่ใช่แค่จี้หยกวิเศษพูดได้ธรรมดานะนายหญิง แต่ด้านในจี้หยกคือมิติที่สามารถเก็บของ ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตได้อีกด้วยเจ้าค่ะ]

“ห๊ะ!! มิติวิเศษเหมือนในซีรี่ย์ที่คนนิยมกันใช่ไหม เช่นนั้นข้าจะเก็บของสำคัญไว้มากแค่ไหนก็ได้น่ะสิ”

[ถูกต้องเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้ท่านช่วยตั้งชื่อให้ข้าทีเจ้าค่ะนายหญิง]

“อืม นั่นสิถ้าไม่มีชื่อเวลาจะเรียกหาเจ้า คงจะลำบากอาจสื่อสารผิดพลาดได้ ถ้างั้นข้าเรียกเจ้าว่า ‘จีจี้’ เป็นอย่างไร ชอบชื่อนี้หรือไม่” ซูอันไม่อยากตั้งชื่อยาก ๆ 

[ต่อไปข้ามีชื่อว่าจีจี้ ขอบคุณนายหญิงสำหรับชื่อที่ไม่เหมือนใครเจ้าค่ะ ว่าแต่ท่านอยากเข้าไปดูภายในมิติหรือไม่เจ้าคะ]

“ก็ดีเหมือนกันจีจี้ ข้าอยากเห็นว่าด้านในจะมีบรรยากาศเช่นไร”

[จีจี้จะพาท่านเข้าไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ]

แค่เพียงซูอันตกลงเข้ามาด้านในมิติของจี้หยก นางยังไม่ทันกระพริบตาก็มาโผล่ยังสถานที่หนึ่ง ที่ตรงหน้ามีอาคารยุคสมัยใหม่ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของนางทั้งซ้ายและขวา ยิ่งไปกว่านั้นเสียงที่ได้ยินคล้ายกับว่า อุปกรณ์ภายในอาคารทั้งสอง ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพัก

วับ! “โอ้ นี่มันเป็นไปได้ยังไงกันจีจี้ โรงงานทั้งสองมาอยู่ในมิติของเจ้าได้อย่างไร แล้วเสียงที่ได้ยินคงไม่ใช่ว่า เครื่องจักรยังทำงานอยู่หรอกนะจีจี้”

[เพราะมันเป็นมรดกที่นายหญิงผู้เฒ่า ยกให้ท่านพร้อมกับจี้หยก พอท่านตายจากอุบัติรถคว่ำ ข้าจึงนำโรงงานเข้าไว้ในนี้ทั้งหมด รวมถึงทองคำแท่งที่ท่านเก็บสะสมไว้ในตู้เซฟเจ้าค่ะ]

ซูอันพูดอันใดไม่ออกแล้ว เมื่อได้ยินสิ่งที่จี้หยกวิเศษลงมือทำ ภายหลังที่นางตกตายจากอุบัติเหตุ หากมีโรงงานทั้งสองที่ผลิตสินค้าได้ต่อเนื่อง ครอบครัวของร่างนี้ก็ไม่ต้องทำงานหนักอีกต่อไป

“ขอบใจเจ้ามากจริง ๆ นะจีจี้ ที่นำสมบัติของคุณย่าตามข้ามาที่นี่ ไหนจะทองคำมูลค่ามหาศาลที่สะสมไว้อีก ถ้าท่านพ่อตัดขาดกับตระกูลนี้เมื่อใดละก็ ข้าค่อยบอกพวกเขาเรื่องมิติก็แล้วกัน จากนั้นจะได้ลงมือทำการค้า ข้าจะหาผู้สนับสนุนที่มีอำนาจ และทำให้ตระกูลหลิวที่น่ารังเกียจ มีชีวิตที่ตกต่ำไม่เหลืออะไรให้โอ้อวดได้อีก”

[ข้ายินดีช่วยเหลือนายหญิงทำภารกิจให้สำเร็จเจ้าค่ะ ท่านเข้าไปดูด้านในโรงงานเถิด เพราะมันยังมีห้องพยาบาลที่มียารักษาอาการป่วย หรือยาที่ช่วยรักษาแผลของท่านให้ดีขึ้นในเร็ววันนะเจ้าคะ อ้อ ยังมีโรงอาหารเผื่อท่านต้องการทานให้อิ่มท้อง หรือจะนำไปทานร่วมกับครอบครัวใหม่ของท่านก็ได้เช่นกันเจ้าค่ะ]

“อืม รบกวนเจ้าพาข้าเข้าไปสำรวจด้านในทีนะจีจี้”

[เจ้าค่ะนายหญิง]

ซูอันเดินเข้าไปสำรวจด้านในโรงงานทั้งสอง และมันเป็นเช่นที่นางคิดเอาไว้จริง ๆ เครื่องจักรนับร้อยตัวยังคงทำงาน ส่วนผ้าที่ทอเสร็จหรือปักลวดลายที่ตั้งค่าเอาไว้ จะถูกเก็บเข้าชั้นอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้ยังมีโรงอาหารที่จะสั่งอาหารที่อยากทานก็ได้เช่นกัน

ส่วนยารักษาแผลที่ท้ายศีรษะของซูอัน ก็ได้ยาจากห้องพยาบาลของโรงงาน ทั้งยากินยาทานางนำมาเผื่อทั้งสองอย่าง และสิ่งที่ซูอันคิดวางแผนสำหรับอนาคตของครอบครัว ย่อมเป็นผ้าทอและผ้าปักลวดลายที่งดงาม อีกทั้งยังมีลวดลายที่หลากหลาย มากกว่างานปักในยุคนี้ให้ลูกค้าได้เลือก นางหวังว่าเมื่อใดทำการเปิดร้านค้า ชื่อเสียงของครอบครัวเล็ก ๆ สี่คน จะเป็นที่กล่าวขานไปทั่วในพริบตาแน่นอน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป