บทที่ 1 ตอน วิวาห์ไร้รัก
ในโรงแรมหรูระดับห้าดาวของเกาะภูเก็ต พิธีวิวาห์อันยิ่งใหญ่ถูกจัดขึ้น
เจ้าบ่าวมาจากตระกูลวสุไกรเลิศ และเจ้าสาวคือคนของตระกูลพิทักษ์ธารา สองตระกูลมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลในภาคใต้
ศศิชาในชุดเจ้าสาวลูกไม้ฝรั่งเศสราคาแพง ยืนตัวสั่นเทาอยู่บนทางเดินปูพรมสีแดง มือบางกุมช่อดอกลิลลี่ไว้แน่น แววตาสั่นระริกและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“ไปกันเถอะ เจ้าบ่าวรออยู่”
ผู้เป็นบิดากุมมือลูกสาวให้คล้องแขน พาเดินไปยังด้านหน้าเวที ซึ่งมีเจ้าบ่าวรออยู่ ทุกย่างก้าวที่เธอถูกจูงให้ก้าวไป มันไม่ได้รู้สึกเหมือนการก้าวไปสู่ความสุข แต่เหมือนเธอกำลังก้าวขึ้นสู่ลานประหารด้วยตัวเอง
ตรงหน้าของเธอคือชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดสูทสากลสีดำสนิท เมฆา วสุไกรเลิศ ทายาทมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในอันดามัน เขายืนตระหง่านราวกับรูปปั้นสลักที่ไร้หัวใจ
ใบหน้าหล่อเหลาปานเทพบุตรนั้นนิ่งสนิท ไร้ซึ่งรอยยิ้มอย่างที่เจ้าบ่าวควรจะมี มีเพียงดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์ที่มองจ้องมายังเธอ ด้วยความเย็นชา
“ผมฝากหนูจันทร์ด้วยนะครับ คุณเมฆา”
ผู้เป็นพ่อเอ่ยกับเจ้าบ่าว ก่อนจะส่งมือของลูกสาวให้อีกฝ่ายรับไปจับไว้ แล้วเดินผละออกมาจากตรงนั้น เพื่อให้บาทหลวงเริ่มทำพิธีแต่งงาน
เมื่อสายตาของทั้งคู่ประสานกัน ศศิชาถึงกับลมหายใจสะดุด ความเย็นเยือกจากนัยน์ตาคู่นั้นบาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจ มันไม่ใช่สายตาของชายหนุ่มที่มองคนรัก แต่มันคือสายตาชิงชังรังเกียจ
“ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตที่เหลือของเธอ... เป็นของฉัน”
เจ้าบ่าวก้มลงมากระซิบขณะสวมแหวน คำพูดนั้นเบาแสนเบา ทว่ากลับดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเจ้าสาวผู้ไร้ทางเลือก
น้ำตาหนึ่งหยดไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่มันถูกปกปิดไว้ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีขาวบางเบา
งานวิวาห์ที่ยิ่งใหญ่จบลงท่ามกลางเสียงปรบมือ
แต่สำหรับศศิชา... นี่คือเสียงระฆังเริ่มต้นของขุมนรก ที่เธอไม่มีวันหลบหนีไปได้
หนึ่งเดือน ก่อนงานแต่งงาน...
ณ คฤหาสน์ ตระกูลวสุไกรเลิศ
"ผมไม่เห็นด้วยกับการแต่งงาน คุณพ่อคิดยังไง ถึงยอมรับข้อตกลงนี้"
"ถึงแกไม่เต็มใจ แต่แกก็ต้องแต่งงาน ไปเตรียมตัวซะ อีกหนึ่งเดือนตระกูลพิทักษ์ธารา จะส่งลูกสาวมา"
มนตรีไม่รับฟังลูกชาย เขาเองแม้ไม่พอใจแต่คัดค้านผู้นำองค์กรไม่ได้เช่นกัน จำต้องยอมรับการแต่งงานครั้งนี้อย่างจำใจ
"หึ ก็ได้ครับ ผมยอมแต่ง แต่อย่าหวังให้ผมยอมรับผู้หญิงคนนั้นเป็นเมีย!"
เมฆาประกาศกร้าว ดวงตาวาววับเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้น ภาพการตายของมารดายังฝังใจเขาไม่ลืม เขาต้องเสียแม่ไปเพราะฝีมือของสินธุ พิทักษ์ธารา ชาตินี้เขาสาบานแล้วว่า จะต้องฆ่าสินธุและทำลายตระกูลพิทักษ์ธาราให้สิ้นซาก
เมื่อฝ่ายนั้นกล้าส่งลูกสาวมาแต่งงานกับเขา ก็เท่ากับส่งตัวแทนมารองรับความแค้นจากเขา เมฆาจะทำให้เจ้าสาวของเขาต้องชดใช้แทนคนในตระกูลของเธอให้สาสม
หลังจบพิธีแต่งงาน เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวถูกส่งตัวเข้าหอ โดยไม่มีแม้แต่คำอวยพรจากคนในครอบครัว
ห้องหอถูกประดับประดาด้วยดอกกุหลาบสีขาว และโคมไฟระยิบระยับส่งแสงนวลตา เตียงนอนสี่เสาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ประดับด้วยผ้าม่านโปร่งแสงดูงดงาม แต่กลับทำให้ศศิชารู้สึกอึดอัดราวกับถูกพันธนาการ
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเมฆาดังขึ้น เขาเดินเข้ามาในห้อง ทอดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดลงที่เธอ
ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับกำลังประเมินค่าของบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เป็นที่ต้องการ
เรือนร่างบอบบางภายใต้ชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ ถูกประดับประดาด้วยลูกไม้อย่างวิจิตรบรรจง ผ้าไหมชั้นดีทอประกายระยิบระยับยามต้องแสงไฟ
ทว่าไม่อาจปกปิดความหวาดหวั่นในดวงตาคู่สวยได้เลยแม้แต่น้อย ดวงหน้าหวานที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มสดใส บัดนี้ซีดเผือดราวกับกลีบดอกไม้ที่กำลังจะร่วงโรย
“ชุดเจ้าสาวดูดีนะ เสียดายที่มันไม่คู่ควรกับคนอย่างเธอ”
เมฆาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์ใดๆ ราวกับกำลังพูดกับวัตถุไร้ชีวิต
ศศิชาเม้มปากแน่น เธอได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาคมกริบคู่นั้น ก่อนหน้าเธอเคยได้ยินนางเดือนวาดโต้เถียงกับสินธุพ่อของเธอ อีกฝ่ายเรียกเมฆาว่า ไอ้ตัวอันตราย นิสัยโหดเหี้ยมฆ่าคนได้แบบไม่กะพริบตา
เพราะแบบนี้ดาริกาถึงหวาดกลัว ไม่กล้าแต่งงานด้วยจนหนีไป บิดาจึงบังคับให้เธอ มาแต่งงานแทนลูกสาวสุดที่รักของแม่เลี้ยง
“เงยหน้าขึ้น”
เขาออกคำสั่ง เสียงนั้นทรงอำนาจจนเธอต้องเงยหน้าขึ้นอย่างจำยอม
ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจและหวาดกลัว
ร่างสูงของเขายืนตระหง่านดุจเทพบุตรแห่งความตาย ใบหน้าคมคายราวรูปสลักไร้อารมณ์ใดๆ ดวงตาคมกริบจ้องมองมาราวกับเธอคือเหยื่อ
แววตาของเขาทอประกายวาววับ ความแค้นที่สุมอยู่ในอกมานานหลายปี ทำให้เขาเย็นชาต่อเธออย่างยิ่ง
“คุณเมฆา...”
เธอเรียกชื่อเขาเสียงแผ่ว ไม่กล้าสบตาคมกริบคู่นั้น พลางคิดถึงสาเหตุที่เขาแสดงความเกลียดชังเธอ
คงเป็นเพราะความแค้นที่คนของสินธุบิดาเธอ สังหารมารดาเขาเมื่อหลายปีก่อน
"ฉัน... ฉันขอโทษนะคะ"
ศศิชากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา
ทว่ากลับไม่พบสิ่งใดเลย นอกจากความเย็นชาและเกลียดชัง
“ขอโทษงั้นเหรอ เธอคิดว่าคำพูดพวกนี้ จะทำให้ฉันให้อภัยพ่อเธอหรือไง ศศิชา”
เขาเน้นย้ำชื่อของเธอด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน น้ำเสียงของเขายิ่งทวีความเย็นยะเยือกขึ้นเรื่อยๆ
“คุณเมฆา ฉันไม่ได้รู้เรื่องของคุณกับพ่อของฉันเลย ฉันแค่ถูกบังคับให้มาแต่งงานกับคุณ”
ศศิชาเอ่ยเสียงสั่น ริมฝีปากของเธอบิดเบี้ยวเล็กน้อย พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา เธอหวังให้เขาเห็นใจเธอบ้าง
เมฆากลับมองว่าสิ่งที่เธอพูดออกมา กิริยาน่าสงสารนั้นเป็นเพียงมารยาให้เขาเห็นใจ ซึ่งเขาไม่คิดจะให้ค่าเลยสักนิด
เขาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นแหบห้าวและไร้อารมณ์ขันโดยสิ้นเชิง
“ฉันไม่สนหรอกว่าเธอจะมาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร หรือถูกบังคับมาหรือไม่”
มาเฟียหนุ่มเดินเข้ามาใกล้เธออีกก้าว แววตาคมกริบจับจ้องเธออย่างไม่ลดละ
