บทที่ 4 ตอน กลั่นแกล้งรังแก

“น้ำชาค่ะ คุณพ่อ”

ศศิชายกถ้วยชาขึ้นแล้วยื่นส่งให้ด้วยท่าทางนอบน้อม มนตรีรับถ้วยชามาจิบคำหนึ่ง แล้วพยักหน้ารับ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตัวเล็กข้างๆ

“น้ำชาค่ะ คุณแม่”

ศศิชาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและให้ความเคารพ หญิงสาวหยิบถ้วยชาอีกถ้วยขึ้นมายื่นส่งให้นางพิไล

แต่ก่อนที่ถ้วยชาจะแตะริมฝีปากของอีกฝ่าย จู่ๆ มือของนางก็ปัดถ้วยชาในมือศศิชาอย่างจงใจ 

เสียงถ้วยชากระทบกันดัง “แกร๊ก” 

น้ำชาที่ร้อนระอุกระเด็นใส่มือของศศิชาทันที

“โอ๊ย!” 

ศศิชาอุทานเบาๆ เธอรีบชักมือกลับด้วยความตกใจและเจ็บปวด น้ำชาที่ร้อนจัดลวกมือเธอจนแดงเป็นรอย

“ว้าย! ตายจริง ฉันขอโทษนะ” 

นางพิไลเอ่ยขึ้น เสียงของนางแสดงความตกใจ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับปราศจากความรู้สึกผิดใดๆ 

 “ขอโทษนะครับน้าพิไล เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” 

เมฆารีบเอ่ยขอโทษนางพิไล ขณะหันมามองหน้าศศิชาด้วยแววตาตำหนิ ส่งสายตาให้เธอขอโทษผู้ใหญ่

“ฉันขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจค่ะ”

ศศิชาเอ่ยขอโทษออกมา ทั้งที่เธอรู้ว่าอีกฝ่ายต่างหากที่จงใจรับถ้วยชาพลาด จนทำให้ถ้วยตกแล้วน้ำชาร้อนๆ ก็กระเด็นลวกมือเธอจนแสบไปหมด 

“น้าไม่เป็นไรเลยจ้ะ เมฆา” 

นางพิไลตอบเสียงอ่อนโยนกับเมฆา 

“น้าแค่ตกใจเท่านั้นเอง ไม่คิดว่าสะใภ้จะซุ่มซ่าม” 

นางกล่าวตัดพ้อ แต่สายตากลับจ้องมองศศิชาอย่างตำหนิ

มนตรีมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยตัดบทว่า

“เอาล่ะๆ เรื่องแค่นี้เอง ไม่ได้ใหญ่โตอะไรหรอก พิธีก็จบแล้ว พวกเธอไปจัดการเรื่องของตัวเองเถอะ” 

“ครับ คุณพ่อ”

เมฆาพยุงศศิชาให้ลุกขึ้น ใบหน้าของเขาดูไม่สบอารมณ์เล็กน้อย เขาพาเธอออกจากห้องโถงกลางทันที 

เมื่อออกมาจากห้องโถงกลาง เมฆาปล่อยมือจากศศิชา เขาไม่ได้พูดอะไรกับเธอ เพียงแค่เดินนำเธอไปที่ห้องนั่งเล่นห้องเล็กๆ ซึ่งอยู่ใกล้กับห้องโถง 

เขาบอกให้หญิงรับใช้นำยามาให้ ศศิชาได้แต่นั่งนิ่ง หญิงรับใช้เข้ามาทายาให้เธออย่างเงียบๆ

“เมฆา ลูกไปที่ห้องทำงานกับคุณพ่อได้แล้ว” 

เสียงของนางพิไลดังขึ้น นางเดินตามเข้ามาในห้อง ใบหน้าของนางกลับมาเรียบเฉย แต่ดวงตานั้นแฝงด้วยความเย็นชาเมื่อมองมาที่ศศิชา 

ป้าสายเดินตามหลังนางพิไลเข้ามาอย่างเงียบๆ ยืนกอดอกมองศศิชาด้วยสายตาที่คล้ายจะเยาะเย้ย

“ครับน้าพิไล” 

เมฆาตอบรับ เขาหันมามองศศิชาเพียงแวบเดียว ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไป โดยไม่พูดอะไรกับเธออีก ทิ้งให้ศศิชาอยู่ในห้องกับนางพิไลและป้าสาย

นางพิไลเดินเข้ามาใกล้ศศิชา ใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มเย็นๆ

“ศศิชา ในเมื่อเธอเข้ามาเป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลวสุไกรเลิศแล้ว ฉันเองในฐานะนายหญิงใหญ่ของที่นี่ มีหน้าที่อบรมสั่งสอนเธอ ให้เรียนรู้การดูแลครอบครัวนี้ให้ดี”

“ฉันจะพยายามค่ะ” ศศิชาตอบอย่างนอบน้อม

“พยายามอย่างเดียวคงไม่พอ” 

นางพิไลพูดน้ำเสียงเข้มขึ้น 

“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป หน้าที่การดูแลเมฆาทั้งหมดเป็นของเธอ เธอต้องทำอาหารเช้าให้เขา เตรียมเสื้อผ้าให้เขา จัดการเรื่องส่วนตัวของเขาให้เรียบร้อย” 

นางพิไลเอ่ยเสียงเรียบ แต่ทุกคำพูดดังก้องอยู่ในใจศศิชา เธอรู้ดีว่าการดูแลมาเฟียอย่างเมฆาไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ค่ะ ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุด” ศศิชารับคำอย่างนอบน้อม

“ฉันหวังว่าเธอจะทำได้ดีนะศศิชา อย่าให้ตระกูลวสุไกรเลิศต้องเสื่อมเสีย เพราะสะใภ้ที่ไม่เอาไหนอย่างเธอ”

นางพิไลเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ศศิชานั่งอยู่เพียงลำพังในห้องนั่งเล่นแห่งนั้น หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความกังวลและความหวาดหวั่น

การเริ่มต้นชีวิตในคฤหาสน์แห่งนี้ดูเหมือนจะยากเย็นกว่าที่เธอคิดไว้มากนัก

เธอต้องเผชิญกับความเกลียดชังจากเมฆา การกดดันจากมนตรี และการกลั่นแกล้งอย่างโจ่งแจ้งจากนางพิไล

ตกค่ำ ศศิชาได้รับอนุญาตให้กลับห้อง หลังจากทั้งวันต้องเรียนรู้กฎระเบียบของบ้านตระกูลวสุไกรเลิศ และถูกนางพิไลใช้ทำความสะอาดห้องพระ 

เธอเดินกลับมาอย่างเหนื่อยล้า ทั้งกายและใจของเธออ่อนแรง

เมื่อเข้ามาในห้อง เธอเห็นเมฆากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขามองเธอเพียงแวบเดียว ก่อนจะกลับไปสนใจหนังสือในมือ

ศศิชาเดินไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วจึงมานั่งลงบนพื้นห้องมุมเดิมของเธอ เธอรู้สึกหนาวจับใจ แม้ข้างนอกอากาศจะไม่ได้เย็นมากนัก

“เธอทำอะไรผิดหรือเปล่าวันนี้” 

เมฆาเอ่ยขึ้น โดยไม่ละสายตาจากหนังสือ

“ไม่ทราบค่ะ ฉันพยายามทำตามที่นายหญิงใหญ่ สั่งทุกอย่างแล้วค่ะ” 

ศศิชาสะดุ้งเล็กน้อย ตอบเขาเสียงแผ่ว

“งั้นเหรอ” เมฆาพึมพำ “อย่าสร้างปัญหาให้ฉันก็พอ”

ศศิชาเงียบไป เธอไม่รู้จะตอบอะไรอีก เธอได้แต่กอดเข่าตัวเองแน่น สัมผัสได้ถึงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา

“มานี่”

“คะ”

ศศิชาได้ยินก็ตกใจ เธอหันไปมองหน้าคนพูด พบว่าสายตาของเขากำลังจ้องมองเธออยู่ หนังสือในมือถูกวางไว้บนโต๊ะเล็กข้างเตียงแล้ว 

“ได้ยินแล้ว ทำไมยังนั่งนิ่งอยู่” 

เขาส่งเสียงดังขึ้น แววตาวาววับน่ากลัวกว่าเดิม ทำให้ศศิชารีบดีดตัวลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยืนข้างเตียง หญิงสาวไม่กล้าขึ้นไปบนเตียง ยืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้น

“ขึ้นมาบนเตียงสิ” 

เขาเอ่ยเสียงเย็น ตายังคงจดจ้องใบหน้างดงามของหญิงสาวนิ่ง มาเฟียหนุ่มสังเกตกิริยาอาการของเธอ มุมปากกระตุกยิ้มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังตัวสั่น 

“ขึ้นมานี่”

“คะ ค่ะ”

ศศิชารับคำเสียงสั่น ร่างงามค่อยๆ ขยับขึ้นไปบนเตียง ทิ้งระยะห่างจากร่างหนาของมาเฟียหนุ่มพอสมควร 

หญิงสาวใจเต้นโครมครามกำมือแน่นจนชื้นเหงื่อ ก้มหน้าลงนั่งเงียบอยู่ 

“กลัวฉัน หรือกลัวอะไร...”

เมฆายื่นหน้ามากระซิบข้างใบหูของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดผะแผ่วข้างแก้ม จมูกโด่งงามคล้ายจงใจแตะลงบนผิวนุ่มเนียนนั้น

“คุณเมฆาคะ ฉะ ฉัน... อื๊อ”

ศศิชาเบี่ยงหน้าหลบ แต่ก็ถูกมาเฟียหนุมจับต้นคอไว้ แล้วดึงเข้ามาหา 

ก่อนที่เสียงของเธอจะหายไปในลำคอ เมื่อเขาแนบริมฝีปากลงมาปิดปากเธอไว้ ก่อนจะบดเคล้าอย่างดุดัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป