บทที่ 8 ตอน ที่พึ่งทางใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น ศศิชาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหวาดผวาอย่างหนัก เหตุการณ์เมื่อคืนยังคงติดตา
ทั้งเสียงกระซิบของนางพิไลที่สั่งกำจัดเธอ และสัมผัสรุนแรงจากเมฆาที่ตอกย้ำว่าเขาไม่ใช่ที่พึ่งของเธอได้เลย
ตลอดช่วงเช้า ศศิชาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างระมัดระวัง สังเกตความเคลื่อนไหวรอบตัวอย่างระแวดระวัง
แม้แต่รอยยิ้มของหญิงรับใช้บางคน ก็ยังทำให้เธอรู้สึกไม่ไว้วางใจ
ระหว่างที่ศศิชากำลังช่วยหญิงรับใช้จัดแจกันดอกไม้ในโถงทางเดิน
เธอรู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือที่ซ่อนไว้ในกระเป๋ากระโปรงสั่นขึ้นมา จึงรีบเดินหลบไปยังมุมอับ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว
หน้าจอแสดงชื่อ "พี่พีท" ดวงตาของศศิชาเบิกกว้างด้วยความดีใจ
ศศิชารีบกดรับสาย น้ำเสียงของพิริยะเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“จันทร์! พี่เพิ่งรู้ข่าวเมื่อไม่กี่วันก่อน ก็รีบบินมาภูเก็ตเลย เป็นยังไงบ้าง อยู่ที่นั่นลำบากมากไหม”
น้ำเสียงอบอุ่นของพี่ชายที่คุ้นเคย ทำให้ศศิชาเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ที่เธอต้องเผชิญ ทั้งความเย็นชาของเมฆา การกลั่นแกล้งของนางพิไล
และสิ่งที่เธอได้ยินเมื่อคืนว่านางพิไลต้องการกำจัดเธอ รวมถึงเรื่องที่นางพิไลจะให้แพรวาเข้ามาเป็นเมียอีกคนของเมฆาด้วย
“พี่พีท จันทร์ไม่รู้จะทำยังไงแล้วค่ะ จันทร์กลัวมาก”
พิริยะฟังด้วยความตกใจและเป็นห่วง
“ใจเย็นๆ นะจันทร์ พี่จะไปหาเธอเดี๋ยวนี้แหละ”
“ตอนนี้พี่พีท อยู่ที่ไหนเหรอคะ”
“พี่อยู่หน้าปากซอยทางเข้าคฤหาสน์นี่แหละ เธอแอบออกมาหาพี่ได้ไหม พยายามหาโอกาสช่วงที่คนน้อยๆ นะจันทร์ ระวังอย่าให้ใครรู้เด็ดขาด”
“ได้ค่ะ จันทร์จะหาทางออกไปให้ได้ พี่พีทรอจันทร์ก่อนนะคะ”
ศศิชากลืนน้ำลายลงคอ มองซ้ายมองขวาเกรงจะมีคนได้ยินเธอพูด
หลังจากนั้นอีกสองชั่วโมง ศศิชาพยายามหาจังหวะที่ปลอดคนที่สุด บอกกับหญิงรับใช้ว่าจะไปเดินเล่นในสวน อาศัยช่วงเวลาที่ผู้คนในคฤหาสน์กำลังพักผ่อนช่วงบ่าย แอบย่องออกจากประตูเล็กด้านหลังคฤหาสน์อย่างระมัดระวัง แล้วรีบวิ่งออกมาที่หน้าปากซอยตามที่พิริยะบอก
ร่างสูงของพิริยะยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เมื่อเห็นศศิชา เขาก็รีบเดินเข้ามาหา สวมกอดหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง
“จันทร์! พี่เป็นห่วงเธอแทบแย่”
“พี่พีท!”
ศศิชากอดตอบเขาแน่น ใบหน้าซบกับไหล่กว้างของอีกฝ่าย เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้นมา
พิริยะรีบพาศศิชาขึ้นรถแท็กซี่ไปที่ร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง
“พี่จะพาเธอกลับบ้านนะจันทร์ เราจะหนีออกจากที่นี่กัน”
“จันทร์อยากกลับค่ะพี่พีท แต่... แม่เลี้ยงของจันทร์ เขาบอกว่าส่งคนไปเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลแล้ว ถ้าจันทร์หนีไป เขาอาจจะสั่งคนให้ทำอะไรแม่ของจันทร์ค่ะ”
น้ำเสียงของศศิชาเต็มไปด้วยความกังวล รู้ดีว่านางดารินแม่เลี้ยงของเธอ เกลียดชังแม่ของเธอแค่ไหน หากสบโอกาสคงคิดทำร้ายแน่
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงนะจันทร์ พี่จะหาทางช่วยแม่เธอออกมาเอง พี่รับรองว่าจะไม่ปล่อยให้แม่เธอเป็นอะไรแน่นอน จันทร์เชื่อใจพี่นะ”
พิริยะชะงักไปเล็กน้อย เขาจับมือศศิชาให้กำลังใจ
“พี่จะหาทางช่วยเธอ ออกมาจากที่นรกนี่ให้ได้”
ศศิชามองพิริยะด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง เธอพยักหน้ารับคำอย่างช้าๆ
พิริยะใช้เวลาพูดคุย ปลอบใจ และให้กำลังใจศศิชาอีกพักใหญ่ ก่อนจะพาเธอกลับไปส่งที่ปากซอยทางเข้าคฤหาสน์
“ขอบคุณนะคะพี่พีท แล้วพบกันใหม่ค่ะ”
ศศิชาบอกลาพิริยะ ก่อนจะย่องกลับเข้ามาในห้องนอนในช่วงเย็น เธอต้องตัวแข็งทื่อกับภาพที่เห็น เมฆากำลังนั่งอยู่บนเตียง จ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
“แอบไปไหนมา”
เมฆาถามเสียงต่ำ ไร้ซึ่งอารมณ์ แต่แฝงด้วยความกดดันมหาศาล
ศศิชาหน้าซีดเผือด เธอไม่คิดว่าเขาจะรู้
“ฉัน...ฉันแค่ไปเดินเล่นในสวนค่ะ”
“เดินเล่นนานขนาดนั้นเลยเหรอ”
เมฆาแค่นเสียงในลำคอ
“โกหกไม่เนียนเลยนะศศิชา อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าเธอไปไหนมา ฉันส่งคนตามดูความเคลื่อนไหวของเธอตลอดเวลา”
ศศิชายืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้อง หัวใจเต้นรัวระทึกกับคำพูดของเมฆาที่บอกว่าเขาส่งคนสะกดรอยตามเธอตลอดเวลา ความกลัวถาโถมเข้าใส่
เธอรู้สึกราวกับถูกเปลือยเปล่าท่ามกลางสายตาที่มองไม่เห็น และอันตรายที่มองไม่เห็นในคฤหาสน์แห่งนี้
เมฆาลุกขึ้นจากเตียง เดินเข้ามาหาศศิชาช้าๆ แต่ละก้าวของเขาเต็มไปด้วยแรงกดดัน
ทำให้ศศิชาถอยหลังไปชนกับผนังเย็นเฉียบ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาไร้อารมณ์ใดๆ นอกจากความเย็นชาที่กัดกินไปถึงกระดูก
“ตอบมา” เมฆาพูดเสียงต่ำ “เธอไปพบใครมา”
ศศิชาเม้มปากแน่น ดวงตาหลุกหลิก เธอไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ พยายามคิดหาคำโกหกอื่น
“ฉัน...ฉันแค่ไปเดินเล่นในสวนค่ะ”
เธอยืนกระต่ายขาเดียวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา
“โกหก”
เมฆาเค้นเสียงรอดไรฟัน เขากระชากแขนของศศิชาเข้ามาหาตัว แรงบีบที่ข้อมือทำให้เธอเจ็บจนนิ่วหน้า
“คนของฉันเห็นทั้งหมด เธอออกมาจากประตูเล็กด้านหลังคฤหาสน์ ไปขึ้นรถแท็กซี่กับผู้ชายคนหนึ่ง แล้วกลับมาตอนเย็น”
เขาพูดเสียงเย็นเฉียบ แววตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ
“บอกมาว่ามันเป็นใคร มาจากตระกูลพิทักษ์ธาราใช่ไหม มาตามแผนของพ่อเธอใช่ไหม!”
ศศิชาส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว น้ำตาเอ่อคลอเบ้า
“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ เขาไม่ใช่คนตระกูลพิทักษ์ธารา”
เธอพยายามดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการ
ความดื้อดึงของศศิชายิ่งทำให้เมฆาโมโหจัด ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความไม่พอใจ ดวงตาที่ลุกวาวเต็มไปด้วยโทสะ มืออีกข้างของเขาเลื่อนขึ้นมาเชยคางของศศิชาให้เงยขึ้นสบตา
“เธอคิดจะปิดบังอะไรฉัน ศศิชา!”
เขาคำรามเสียงต่ำคล้ายสัตว์ร้าย
“เธอกล้าโกหกฉันอย่างนั้นเหรอ!”
โดยไม่รอให้ศศิชาได้ตอบโต้อะไร เมฆาก็ผลักร่างของศศิชาล้มลงบนเตียงอย่างแรง ก่อนจะตามขึ้นไปคร่อมร่างบอบบางของเธอไว้ทันที
