บทที่ 10 บ้าน
บ้านตระกูลวีรวรวรรณ 13 วันต่อมา
หลังจากพิธีจบการศึกษา ฉันอยู่เที่ยวต่อที่ฮ่องกงต่อราวๆ เกือบสองอาทิตย์ได้ ส่วนหนึ่งก็คือกำลังรอสัญญาจากโรงงานเรื่องของการผลิตผ้าและตัดเย็บเพื่อส่งไปยังสาขาที่กำลังจะเปิดในประเทศไทย ฉันกำลังจะเปิดห้องเสื้อเป็นของตัวเองในชื่อแบรนด์ ตติญา ซึ่งทุกอย่างได้ถูกตระเตรียมเอาไว้หมดแล้ว
ส่วนอีกอย่างหนึ่ง คือฉันกำลังเที่ยวเพื่อให้ลืมเรื่องบ้าๆ บนเรือนั่น ฉันไม่รู้ว่าตัวเองโดนอะไรถึงได้มีอะไรกับเขา แล้วยัยเคทหายตัวไปไหนไม่รู้ติดต่อก็ไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเธอนั่นแหละ
ภายในบ้านหลังใหญ่ของครอบครัวที่มีฐานะอย่าง วีรวรวรรณ บรรยากาศรอบๆ ตัวบ้านช่างแตกต่างจากก่อนที่ฉันจะไปฮ่องกงลิบลับ สวนนอกตัวบ้านเมื่อก่อนเคยมีต้นไม้ดอกไม้ขึ้นเต็มไปหมดสร้างความร่มรื่นส่งกลิ่นหอมอยู่ทุกฤดู ทว่าตอนนี้กลับเหี่ยวเฉาราวกับไม่ได้รับการใส่ใจดูแล ไม่ต่างอะไรจากน้ำใจของคนในบ้านหลังนี้ หลังจากที่เสียประมุขของบ้านอย่างคุณยายประไพไปแล้ว ศึกแห่งการแก่งแย่งสมบัติก็ทำให้ทุกอย่างไม่ต่างจากขุมนรก
ยังดีที่ก่อนคุณยายเสีย ท่านได้แบ่งทรัพย์สินให้ทั้งลูกๆ และหลานๆ อย่างเท่าเทียม ฉันเลยไม่ต้องทนเรื่องปวดหัวที่จะเกิดหลังจากนั้น แม้ว่าสุดท้ายแล้วฉันจะต้องมาอยู่กับน้องสาวคนเล็กของแม่อย่าง น้าพา ที่นิสัยไม่ได้ใจดีอะไรกับฉันเลยก็ตามที
“กะอีแค่เครื่องเพชรไม่กี่ชุดจะอะไรนักหนาคะคุณแม่ หนูแค่เอาไปให้เพื่อนยืม ไม่ได้เอาไปทำหายที่ไหนซะหน่อย”
“แกกล้าพูดนะว่าเอาไปให้เพื่อนยืม เกิดเพื่อนพวกนั้นมันเอาไปขายแกจะทำยังไงฮะ!!”
ทันทีที่เดินขึ้นบันไดบ้านมาสิ่งแรกที่ฉันได้ยินเลยคือเสียงของคุณน้าพรประพา หรือน้าพา ญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่ฉันพอจะพึ่งพาได้ เพราะก่อนที่คุณยายจะเสียพ่อแม่ของฉันต่างก็เสียไปก่อนแล้วทั้งคู่ เลยทำให้ฉันต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้าสาวปากร้ายคนนี้มาตลอดจนกระทั่งเรียนมหาวิทยาลัย
ท่านกำลังทะเลาะอยู่กับ พิมพิ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของตัวเองซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉัน เธออายุไล่เลี่ยกับฉันแต่ดันสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยดังอย่างที่ตั้งใจ พ่อแม่เลยจับให้เรียนมหาวิทยาลัยเอกชนที่ค่าเทอมแพงหูฉี่ นี่ได้ยินว่าเพิ่งเรียนจบมาก่อนหน้าฉันไม่กี่เดือนนี่เอง
“คุณแม่คะ จะดูถูกเพื่อนพิมเกินไปแล้วนะคะ เห็นอย่างนี้พิมก็เลือกคบเพื่อนนะ” น้ำเสียงสะดีดสะดิ้งฟังแล้วน่าหมั่นไส้ชวนให้ปลายเท้ากระตุก ก็มีแค่ยัยพิมพิเท่านั้นแหละที่ทำได้
“เหอะ แกน่ะเหรอเลือกคบเพื่อน อย่าหาว่างั้นงี้เลยนะ ครั้งที่แล้วเพื่อนแกมาบ้านของฉันของหายไปตั้งหลายชิ้น ที่ไม่แจ้งความเพราะเห็นแก่หน้าแกหรอกนะ”
“ถ้าคุณแม่อยากแจ้งความก็เอาสิคะ พิมไม่แคร์หรอก”
เสียงฝีเท้าของสองแม่ลูกเหมือนจะเดินตรงมาทางนี้ ฉันจึงได้ลากกระเป๋าเข้าไปในบ้านเพื่อจะทักทายท่านด้วยมารยาทที่เด็กพึงมีต่อผู้ใหญ่
“น้าพา สวัสดีค่ะ”
ทันทีที่เห็นหน้าน้าฉันก็ยกมือขึ้นไหว้ด้วยความนอบน้อม ความคิดถึงบ้านทำให้ฉันคาดหวังปฏิกิริยาที่ดีใจจากผู้เป็นน้าอยู่บ้าง แต่ก็นั่นแหละไม่มีเลย ท่านมองฉันหัวจรดเท้าก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“กลับมาได้แล้วเรอะ อยู่เมืองนอกเมืองนาต้องแต่งตัวติดหรูขนาดนี้เชียว?”
ฉันถึงกับต้องก้มมองตัวเองอย่างพิจารณา อย่างฉันเนี่ยนะที่เรียกว่าติดหรู หากเสื้อผ้าที่ฉันใส่ทำให้น้าคิดว่านี่คือแบรนด์หรู อย่างนั้นคนออกแบบอย่างฉันก็คงดีใจจนลอยได้แล้ว
“นี่เป็นเสื้อผ้าที่ญ่าตัดเองตอนอยู่ในคลาสค่ะน้าพา ฟรีหมดเลยนะคะ” ฉันบอกน้าไปด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ทว่ากลับมีคนกระแนะกระแหนด้วยความหมั่นไส้
“เหอะ ทำเป็นอวด”
ฉันไม่แปลกใจหรอกที่พิมพิจะคิดกับฉันอย่างนั้น เพราะเธอไม่ค่อยชอบฉันมาแต่ไหนแต่ไร ฉันเป็นเด็กที่พ่อแม่ต-ยทั้งคู่ ต้องมาเป็นกาฝากของแม่เธอตั้งแต่อายุเพียง 15 ปีเท่านั้น ช่วงนั้นไม่ว่าพิมพิจะไปไหนยังไงก็จะมีฉันตามไปด้วย ซึ่งมีครั้งหนึ่งที่เธอพาเพื่อนวิ่งหนีฉันกลางซอยเปลี่ยวๆ จนทำให้ฉันเกือบถูกทำร้าย พอฉันเอาเรื่องนั้นมาฟ้องน้าพาและยายทำให้เธอต้องถูกตี เลยทำให้เธอยิ่งเกลียดฉันมากกว่าเดิม
“กลับมาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำอาบท่าซะสิ จะได้ลงมากินข้าวกินปลา”
“ค่ะน้าพา” ฉันทำท่าจะเดินขึ้นไปบนบ้าน แต่ก่อนไปก็ไม่ลืมจะบอกญาติรุ่นเพื่อนที่ไม่ชอบขี้หน้ากันคนนี้ก่อน “ไปแล้วนะพิมพิ”
“ย่ะ!”
ขึ้นมาบนห้องนอนที่เดิมเป็นห้องของฉัน มันเคยเป็นห้องนอนสีชมพูสดใสสม มีเตียงนอนและผ้าม่านสีชมพูที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในฝันไม่มีผิด ทว่าตอนนี้นั้นทุกอย่างถูกคลุมเอาไว้ด้วยผ้าสีขาวสะอาด ฝุ่นขึ้นหนาเตอะเพราะไม่ได้รับการทำความสะอาดมานาน
“คุณหนูไม่บอกสักคำว่าจะกลับมาบ้าน นวลจะได้ทำความสะอาดไว้ให้ค่ะ”
เสียงของแม่นวล แม่บ้านซึ่งผูกพันธ์กับบ้านหลังนี้มานานได้ดังขึ้นจากด้านหลังของฉัน เมื่อหันไปก็พบกับหญิงชราที่อายุน่าจะย่างเข้า 60 ปีเข้าไปแล้วในชุดแม่บ้านกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตู ใบหน้าอันเหี่ยวย่นไปตามกาลเวลาได้ฉีกยิ้มกว้างอย่างเช่นทุกครั้งที่เจอกัน
แม่นวลเป็นแม่บ้านที่ทำหน้าที่ไม่ต่างอะไรจากคุณยายคนที่สองของฉันเลยสักนิด ตั้งแต่ฉันจำความได้ก็มีแม่นวลอยู่ในชีวิตแล้ว ทุกครั้งที่ฉันทุกข์ใจ ร้องไห้ หรือดีใจเรื่องอะไรก็ตาม แม่นวลจะเป็นคนแรกๆ ที่ฉันคิดถึง แม้แต่ชุดแรกที่ฉันตัดออกมาเมื่อสมัยตัดชุดรีไซเคิลงานโรงเรียน แม่นวลก็เป็นคนชื่นชมจนจุดประกายความฝันของฉันขึ้นมา
หากนับจริงๆ แล้ว แม่นวลถือเป็นแม่คนหนึ่งของฉันเลยด้วยซ้ำ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวญ่าทำเองก็ได้ แม่นวลไปพักเถอะค่ะ”
“ไม่ได้หรอกนะคะ นวลรับปากกับคุณหญิงท่านแล้วว่าจะดูแลคุณหนูอย่างดี คุณหนูไปอาบน้ำอาบท่าแล้วลงไปกินข้าวนะคะ วันนี้กับข้าวไม่เผ็ดเลยสักอย่าง คุณหนูน่าจะชอบ”
ท่านเป็นคนที่รู้เสมอว่าฉันชอบไม่ชอบอะไร ตั้งแต่เด็กฉันมีปมกับเรื่องของกิน ก็เลยมีแม่นวลคอยทำกับข้าวมาเสริมบนโต๊ะให้เสมอ ฉันไม่กินของร้อน ไม่กินของเย็น ท่านก็ทำให้ไม่เคยปริปากบ่น มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีจริงๆ ที่ต่อให้เสียพ่อแม่และคุณยายอันเป็นที่รักยิ่งไป แต่ก็ยังเหลือคนที่ใจดีกับฉันมากๆ คนนี้อยู่อีกคน ฟ้าคงไม่ได้ใจร้ายกับฉันมากขนาดนั้น
หลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยฉันก็ได้เปลี่ยนเป็นชุดเดรสสีชมพูแขนนางเงือกอย่างที่ชอบใส่อยู่บ่อยๆ เป็นชุดที่ฉันตัดเองขึ้นมาในปีแรกของการเรียนออกแบบแฟชั่น และเป็นชุดโปรดที่ใส่สบายด้วยเนื้อผ้าที่ฉันเลือกมาเองกับมือ ทั้งยังสุภาพใส่ได้ในทุกโอกาส
“อาบน้ำก็ยังชักช้าอืดอาดเหมือนเดิมเลยนะยะ”
เพียงแค่ฉันเดินลงบันไดมาเท่านั้นก็มีเสียงแว้ดๆ ของพิมพิทักขึ้นมาในทันที ตอนนี้น้าพาและสามีของน้าอย่างน้าแมททิว รวมทั้งพิมพิต่างก็นั่งรออยู่บนโต๊ะอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ฉันเท่านั้นที่มาท้ายสุด
“ขอโทษค่ะ พอดีช่วยแม่นวลจัดของนิดหน่อย”
“อ๋อ ทำตัวเป็นคนใช้ ชอบแบบนั้นก็ไม่บอก”
สถานการณ์ที่เหมือนเจอได้ทั่วไปในละครหลังข่าวมาเกิดขึ้นในชีวิตของฉันแล้วล่ะ ท่าทางกระแนะกระแหนแบบนั้นเห็นแล้วสะอิดสะเอียนอยากจะอ้วก นี่ถ้าไม่ติดว่าเธอเป็นลูกสาวของน้าพาที่เลี้ยงฉันมากับมือ ฉันคงจะฉะไม่ไว้หน้าไปแล้ว
“นั่งสิ” น้าพาเอ่ยเสียงเรียบเลยทำให้ยัยพิมพิหยุดฝีปากลงชั่วคราว
“คราวนี้ทำไมกลับมาช้านัก เห็นว่าพิธีจบการศึกษาไปตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนแล้วนี่”
น้าแมทเริ่มจับช้อนส้อมหั่นสเต๊กเข้าปากแล้วถามขึ้นมา คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็เริ่มกินข้าวกันอย่างพร้อมเพรียง
“ญ่าอยู่คุยกับโรงงานเรื่องสัญญาน่ะค่ะ ใช้โรงงานที่ฮ่องกง เพราะที่นั่นผ้ามีให้เลือกค่อนข้างเยอะแล้วการดีลก็สะดวกดีด้วย”
“โรงงาน? ไม่เห็นเคยบอกน้าเลยว่าเราจะทำอะไรต่อหลังเรียนจบ”
“ยัยญ่าเป็นสาวแล้ว คงไม่ต้องบอกน้าเขยทุกเรื่องหรอกมั้งคะ”
บทสนทนานั้นทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารน่าอึดอัดขึ้นมาในทันที ฉันเองก็ไม่ใช่เด็กอมมือที่จะไม่รู้ว่าทั้งน้าพาและน้าเขยคิดอะไรอยู่ แต่ฉันแค่พูดอะไรไม่ได้มาก ตอนนี้ฉันกำลังวางแผนจะย้ายออก แต่ต้องรอเงินพร้อมอีกหน่อยก่อน
“ช่วงนี้แกเรียนจบแล้ว เรื่องห้องเสื้อที่คิดจะทำก็พักซะ”
“ทำไมล่ะคะ?”
ฉันที่เงียบมานานเงยหน้าขึ้นถาม แต่แล้วก็ต้องก้มหน้าลงเพราะเห็นสายตาดุๆ ของน้าพาที่ส่งมาให้
“ฉันจะส่งแกไปแต่งงาน”
“แต่งงาน?/แต่งงาน!!”
ทั้งฉันและน้าเขยพูดขึ้นมาพร้อมกัน นั่นทำให้น้าพายิ่งถลึงตามองเราทั้งคู่พร้อมทั้งถอนหายใจออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่คิดจะเงียบปาก เพราะสิ่งที่น้าพาพูดออกมาเกี่ยวข้องโดยตรงกับอนาคตของฉัน
“ญ่าไม่เข้าใจค่ะ การแต่งงานอะไรกันเหรอคะ?”
