บทที่ 11 การแต่งงานที่รออยู่
“แกโตเป็นสาวแล้ว ธุรกิจของครอบครัวเราก็กำลังซบเซา ฉันจะให้แกแต่งงานกับลูกชายตระกูลคัลเลน คุณย่าแม่ของน้าเขยแกบอกว่าอยากให้หลานๆ แต่งงานกัน”
คัลเลน? นี่มันตระกูลของน้าแมทไม่ใช่เหรอ แต่นอกเหนือจากนามสกุลของน้าเขย ฉันเหมือนเคยได้ยินเรื่องนี้จากที่ไหนมาก่อน แต่นั่นไม่ใช่ใจความสำคัญเลยสักนิด ฉันเรียนจบออกมาเพื่อจะทำห้องเสื้อ เพื่อเป็นดิไซเนอร์อย่างที่ฉันใฝ่ฝัน เรื่องแต่งงานก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ทำไมฉันต้องพักเรื่องห้องเสื้อด้วยล่ะ
“ทำหน้าอย่างนั้นทำไม ฉันเลี้ยงแกมาตั้งแต่อายุ 15 จนถึงตอนนี้เรียนจบมีงานทำคิดจะเนรคุณฉันงั้นสิ?”
“เปล่าค่ะ เรื่องแต่งงานหนูไม่มีสิทธิ์ขัดน้าพาอยู่แล้ว แต่เรื่องห้องเสื้อหนูเตรียมการมาตั้งแต่หนูอยู่ปีสอง ลงทุนกับเว็บไซต์กับโรงงานไปแล้ว หนูเลิกไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
“หรือแกอยากให้บ้านนั้นเขามาว่าเอาได้ที่สะใภ้คนนี้มีดีแค่เย็บผ้าโหล อยากให้ฉันขายหน้ามากเลยใช่ไหมฮะ”
น้ำเสียงของน้าพาเจอไปด้วยอารมณ์ที่รุนแรงขึ้นจนฉันไม่กล้าที่จะเถียงต่อ น้าแมทเห็นอย่างนั้นจึงปกป้องฉันด้วยการทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิม
“เอาจริงเหรอคุณ นั่นหลานชายผมนะ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเลย”
“ติญ่าเป็นหลานฉัน ไม่ได้มีสายเลือดคัลเลน คุณจะกลัวไปทำไมกัน”
“แต่เรื่องแต่งงานมันต้องคุยกันยาวๆ คุณจะไปเร่งเด็กมันทำไม”
ปึง!
น้าพาได้ยินอย่างนั้นก็ตบโต๊ะขึ้นมาเสียงดัง
“เร่งเหรอ? ฉันเลี้ยงมันมาเกือบสิบปี ข้าวปลาอะไรก็หาให้มันกิน เงินทองของแม่ฉันก็ต้องแบ่งให้มันใช้ หมดเงินไปกับการส่งมันเรียนเดือนละไม่รู้เท่าไร นี่ธุรกิจที่แม่ฉันสร้างไว้กำลังจะล้มคุณรู้บ้างไหม มันควรจะทำอะไรเพื่อบ้านเราบ้างสิ”
ฉันอยากจะเถียงออกไปใจจะขาด ว่าจริงๆ แล้วเงินพวกนั้นเป็นเงินประกันของพ่อแม่ฉันต่างหาก แต่ก็ทำได้แค่ก้มหน้าหุบปากเงียบ...
“แต่ติญ่ายังเด็กอยู่ เพิ่งจะ 22 เท่านั้นเอง ไอ้หมอนั่นแก่กว่าเธอตั้งสิบปี เอาอะไรมาเหมาะสม”
“แล้วใครที่เหมาะสม คุณงั้นสิ?”
บทสนทนาเริ่มจะรุนแรงและลามปามมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันรีบลุกขึ้นเพื่อจะห้ามทั้งสองคนไม่ให้ทะเลาะกันมากไปกว่านี้ แต่ไม่คิดว่าจะถูกมือของผู้เป็นน้าฟาดหน้าเข้าให้อย่างจัง
เพียะ!!
“น้าพา...” ฉันยกมือขึ้นกุมแก้มข้างนั้นเอาไว้ ความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาจนชาไปทั้งหน้า แต่นั่นยังไม่เท่าความเจ็บปวดที่หัวใจ ทั้งขอบตาก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา
“ฉันเลี้ยงแกมาเพื่อให้แกมาทดแทนบุญคุณ ไม่ใช่มาแย่งผัวฉัน เข้าใจไหมนังติญ่า”
ทุกสายตาของทุกคนในบ้านมองมาเหมือนกับว่าฉันเป็นคนผิด ทั้งที่ฉันยังไม่ทันได้ทำอะไรด้วยซ้ำ บรรยากาศรอบข้างเริ่มกดดันฉันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนกับมีหินหนักๆ มาทับร่างเอาไว้ ฉันได้แต่ยืนนิ่ง มองหน้าน้าสองคนสลับกันแล้วตั้งคำถามอยู่ในใจ
ฉันผิดอะไร?
“ขึ้นไปบนห้องแกซะ วันพรุ่งนี้แกต้องไปดูตัวกับคุณคามินทร์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”
แม้ว่าฉันจะอยากอ้าปากเถียงมากแค่ไหน แต่สุดท้ายสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ ก็คือการก้มหน้ารับคำแต่โดยดี
“ค่ะ น้าพา”
ถึงไม่อยากคิดน้อยใจคนที่เลี้ยงมา แต่สุดท้ายฉันก็อดไม่ได้อยู่ดี...ตั้งแต่เด็กแล้วที่ฉันมักจะถูกน้าพาดุด่า ฉันไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะตื่นสายต่อให้วันนั้นเป็นวันหยุดก็ตาม กิจกรรมที่โรงเรียนหากไม่ใช่ในเวลาเรียนจะไม่มีสิทธิ์ได้ทำ แม้แต่งานที่ต้องรับผิดชอบอย่างกีฬาสีก็ต้องยอมผิดใจกับเพื่อนเพียงเพราะน้าไม่อนุญาตให้นอนค้างที่อื่น ช่วงวัยเรียนของฉันเลยกลายเป็นช่วงเวลาที่ไม่ต่างจากฝันร้าย
แต่ว่าพอฉันไปเรียนต่อมหา’ลัยที่จีน พบว่าความสัมพันธ์ของฉันกับน้าพาดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ท่านโทรมาแต่ละครั้งไม่เคยกระโชกโฮกฮาก ทำให้ฉันเชื่อสนิทใจว่าน้าอาจจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
จนกระทั่งวันนี้...
“โธ่ คุณหนูของนวล อย่าโกรธคุณพาเธอเลยนะคะ เธอจิตใจไม่ปกติ อาจจะพูดจาแรงไปบ้าง”
ฉันนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงนอนของตัวเองโดยที่มีแม่นวลคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง มือสากๆ ที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นตามอายุได้เอื้อมมาเช็ดน้ำตาที่เปื้อนแก้มฉันออกอย่างแผ่วเบา ทว่านั่นก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นสักเท่าไร
“หนูไม่โกรธหรอกค่ะแม่นวล แต่หนูแค่ไม่เข้าใจ ทำไมน้าต้องโกรธหนู ทำไมต้องสั่งให้หนูเลิกทำในสิ่งที่หนูรัก ถ้าหนูไม่มีห้องเสื้อนั่น หนูคงไม่ต่างอะไรกับคนไร้ค่า...”
“คุณหนูไม่เคยไร้ค่าสำหรับนวลนะคะ”
ได้ยินคำพูดที่เหมือนจะด้อยค่าตัวเอง แม่นวลจึงรีบสวนขึ้นมาทันควัน ก่อนที่จะถอนหายใจไล่ความอึดอัดออกไปแล้วเริ่มเล่าเรื่องราวให้ฉันฟัง
“ตอนที่คุณหนูยังเรียนอยู่ คุณพาเธอท้องค่ะ ตอนนั้นเธอเห่อลูกคนเล็กมากๆ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เตรียมของเป็นพัลวัน แต่อยู่ดีๆ คุณแมทก็เล่นชู้กับเด็กมหา’ลัย เลยทำให้คุณพาเครียดจนแท้งกลายเป็นซึมเศร้ารักษาอยู่นาน...”
ฉันได้แต่นั่งฟังเงียบๆ โดยไม่พูดแทรกขึ้นมา เรื่องที่ได้ยินมันทำให้ความรู้สึกน้อยใจก่อนหน้านี้เบาลงนิดหน่อย หากว่าน้าพาต้องเผชิญเรื่องราวอย่างนั้นมาตลอด มันก็คงไม่แปลกที่เธอจะจิตใจอ่อนไหวจนคิดมากไปเสียทุกเรื่อง ที่ผ่านมา นอกจากความเข้มงวดที่ทำให้ฉันอึดอัดจนเผลอร้องไห้ออกมาหลายครั้ง น้าพาเองก็ดูแลฉันได้ดีไม่ต่างจากแม่ที่เป็นพี่สาวท่าน...
คนที่ต้องเผชิญความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งพี่สาว แม่ และยังลูกในท้อง...จะต้องแกร่งแค่ไหนถึงยังใช้ชีวิตอยู่ได้นะ
“เพราะอย่างนั้นคุณหนูไม่ต้องไปโกรธไปเคืองอะไรคุณเธอหรอกนะคะ ถ้าเธอด่า เธอว่า มาระบายกับนวลได้ค่ะ”
“แม่นวลไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกนะคะ ยังไงญ่าจะไม่ดื้อ ไม่เถียง ไม่โกรธคุณน้าเลยค่ะ”
ฉันไม่ได้โกรธ ไม่ได้เคืองน้าเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ฉันแค่ไม่เข้าใจ ทำไมฉันถึงต้องโดนคนกล่าวหาว่าทุกเรื่องเป็นความผิดของฉัน ตั้งแต่ผู้ชายบนเรือนั่น เขาทำเหมือนกับว่าฉันอยากเข้าไปในชีวิตเขา ทำเหมือนฉันเป็นตัวซวย ทั้งที่ความจริงแล้วฉันไม่ได้ทำอะไรเลย
แล้วมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว ทุกครั้งที่คนรอบตัวเกิดเรื่อง คนแรกที่ถูกโยนให้มีความผิดมักจะเป็นฉันเสมอ
ฝ่ามือของแม่นวลลูบที่หัวของฉันอีกครั้ง ท่านดึงตัวฉันเข้าไปกอด ใช้ความอบอุ่นจากสัมผัสนั้นปลอบประโลมฉันอย่างเช่นที่เคยทำมาตลอด
“ไม่ต้องห่วงนะคะ ไม่ว่าใครจะว่ายังไง นวลจะคอยดูแล คอยปกป้องคุณหนูเสมอเลยค่ะ”
“ขอบคุณนะคะแม่นวล”
