บทที่ 4 ฝ่าดงพายุ
ไม่รอให้พนักงานต่อสายรายงาน นปาลิลเดินตรงไปที่บันได ขึ้นสู่ชั้นสองด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคง
โถงทางเดินชั้นสองตกแต่งด้วยไม้สักและกระจกบานเปลือย หรูหราสมฐานะบริษัทร้อยล้าน ตรงสุดทางเดินมีบานประตูไม้แกะสลักขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และที่หน้าประตูนั้น มียักษ์ปักหลั่นในชุดซาฟารีสีดำสองคนยืนกอดอกขวางทางเข้าไว้
เท่งกับไข่ บอดี้การ์ดมือขวาและซ้ายของนายหัวภูรวิช
"หยุดอยู่ตรงนั้นแหละครับคุณผู้หญิง" เท่งก้าวออกมาขวางหน้า ยกมือขึ้นห้าม
"นายหัวติดประชุมบอร์ด ห้ามใครเข้าเด็ดขาด"
"ฉัน นปาลิล ทนายความผู้รับมอบอำนาจเรื่องสัญญาสัมปทาน" นปาลิลไม่ถอย เธอเชิดหน้าขึ้นสบตากับชายร่างยักษ์
"หลบไป ฉันมีเรื่องคอขาดบาดตายต้องคุยกับนายหัวพายุคนเดียวเท่านั้น"
"ด่วนแค่ไหนก็ต้องรอครับ ถ้าคุณขืนดึงดัน พวกผมคงต้องใช้กำลังเชิญตัวออกไป" ไข่ขยับเข้ามากดดันอีกคน มือหนาเตรียมจะคว้าต้นแขนของร่างบางเพื่อลากออกไปพ้นเขตหวงห้าม
"ลองแตะตัวฉันดูสิ" นปาลิลดวงตาวาวโรจน์ น้ำเสียงเรียบเย็นแต่เชือดเฉือนทะลุแก้วหู
"ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้าย โทษจำคุกสามปี และถ้าเงินร้อยแปดสิบเจ็ดล้านของเจ้านายพวกนายต้องสูญเปล่าเพราะการขัดขวางของนายสองคน คิดว่าชีวิตพวกนายสองคนรวมกันจะชดใช้ไหวไหม"
สองบอดี้การ์ดชะงักกึก ข้อกฎหมายที่พ่นใส่หน้ายังไม่หนักเท่าตัวเลขมหาศาลที่หลุดออกจากปากผู้หญิงคนนี้
เงินตั้งร้อยแปดสิบเจ็ดล้าน...
จังหวะที่เท่งกับไข่เผลอสบตากันด้วยความลังเลและตื่นตระหนก มือเรียวของทนายสาวก็ฉวยโอกาสเอื้อมไปผลักบานประตูไม้สักแกะสลักออกอย่างแรง!
ปัง!
บานประตูเปิดกว้าง เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นไม้กระดานด้านในดังก้อง
ตึก... ตึก... ตึก...
ทุกสายตาในห้องประชุมหันขวับมามองผู้บุกรุกเป็นตาเดียว ความเงียบสงัดและแรงกดดันมหาศาลจากชายหนุ่มที่นั่งอยู่หัวโต๊ะแผ่พุ่งตรงมาที่เธอทันที
มัจจุราชแห่งเกาะแก้วมุกดา... อยู่ตรงหน้าเธอแล้ว
ความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศในห้องประชุมใหญ่ทะลวงผ่านเสื้อสูทสีครีมของนปาลิล แต่สิ่งที่เย็นเยียบยิ่งกว่าอุณหภูมิห้องคือรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านมาจากชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตำแหน่งหัวโต๊ะ
ชายวัยกลางคนเจ็ดแปดคนในชุดสูทที่นั่งเรียงกันอยู่สองฝั่งโต๊ะไม้สักตัวยาวต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด เหงื่อซึมตามไรผมทั้งที่เครื่องปรับอากาศทำงานเต็มกำลัง บางคนเอาแต่ก้มหน้ามองมือตัวเองบนตัก ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
ศูนย์กลางความกดดันทั้งหมดแผ่ออกมาจากผู้ชายคนนั้น
ภูรวิช... นายหัวแห่งเกาะแก้วมุกดา
เขาไม่ได้สวมสูทเต็มยศเหมือนบอร์ดบริหารคนอื่น ชายหนุ่มสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีดำสนิท ปลดกระดุมบนสองเม็ด แขนเสื้อถูกพับลวกๆ ขึ้นมาถึงข้อศอก สาบเสื้อที่แยกออกเผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ เหนือไหปลาร้า และปลายรอยสักลายเส้นตวัดสีดำดุดันที่พาดผ่านแผงอกซ้ายหายลับเข้าไปใต้ร่มผ้า ขับเน้นความอันตรายแบบดิบเถื่อน ท่อนแขนแกร่งเต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปน มือขวาของเขากำลังหมุนไฟแช็กซิปโป้สีเงินไปมาบนโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ
แกร๊ก... แกร๊ก... แกร๊ก...
ทุกครั้งที่เสียงโลหะกระทบกัน บรรดาผู้บริหารในห้องจะลอบสะดุ้งเล็กน้อย
เท่งกับไข่พรวดพราดตามทนายสาวเข้ามาด้วยหน้าตาตื่นตระหนกที่เสียรู้ผู้หญิงตัวเล็กๆ
"นายหัวครับ พวกผมพยายามห้ามแล้ว แต่คุณทนายคนนี้งัดประมวลกฎหมายอาญามาสวดขู่พวกผม" เท่งรายงานเสียงสั่น ลอบมองใบหน้าถมึงทึงของผู้เป็นนาย
ภูรวิชยกมือซ้ายขึ้นเพียงนิดเดียวเป็นสัญญาณ บอดี้การ์ดทั้งสองก็ปิดปากฉับ ก้มหน้าถอยหลังกลับไปยืนคุมเชิงที่ประตูทันที
ไฟแช็กซิปโป้ในมือขวาหยุดหมุน ชายหนุ่มค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผู้หญิงที่กล้าเดินฝ่ารังสีอำมหิตเข้ามา
ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาสไตล์คนใต้ สันกรามชัดเจน คิ้วหนาพาดเฉียงดุดัน ดวงตาคู่นั้นนิ่งสนิท เป็นสายตาที่คนทั้งจังหวัดกระบี่ไม่มีใครกล้ามองสบตรงๆ
แต่นปาลิลไม่ใช่คนกระบี่ และเธอไม่เคยกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น
ทนายสาวเดินพุ่งตรงไปที่หัวโต๊ะด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย หยุดยืนห่างจากเก้าอี้ของภูรวิชเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมจางๆ ลอยมาจากตัวเขา
หญิงสาวล้วงมือลงไปในกระเป๋าสะพาย หยิบแท็บเล็ต แฟลชไดรฟ์สีดำ และแฟ้มสัญญาว่าจ้างฉบับจริง โยนลงบนโต๊ะไม้สักตรงหน้าชายหนุ่ม
ปัง!
เสียงแฟ้มกระแทกโต๊ะทำเอาบอร์ดบริหารหลายคนสะดุ้งเฮือก
"ฉัน นปาลิล ฉัตรวณิช พาร์ทเนอร์สำนักงานกฎหมายที่คุณเพิ่งเซ็นสัญญาแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนดูแลเรื่องสัมปทาน"
น้ำเสียงของนปาลิลชัดเจน หนักแน่น และดังกังวานไปทั่วห้อง ดวงตากลมโตสบประสานกับเจ้าของเกาะโดยไม่หลบเลี่ยง
"และฉันบินมาที่นี่เพื่อจะแจ้งให้คุณทราบด้วยตัวเองว่า เงินวางประกันรังนกร้อยแปดสิบเจ็ดล้าน บินไปเข้าบัญชีม้าที่เกาะเคย์แมนแล้วค่ะ"
สิ้นคำประกาศ บรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่แล้วพุ่งทะยานสู่จุดแตกหัก ลูกน้องระดับหัวหน้าที่ยืนคุมเชิงอยู่มุมห้องขยับตัวตามสัญชาตญาณระวังภัย มือหนาล้วงเข้าไปแตะด้ามปืนใต้แจ็กเก็ต เตรียมพร้อมรอรับคำสั่งเด็ดขาดจากเจ้านายที่เพิ่งสูญเงินมหาศาล
ภูรวิชกลับยกมือขวาขึ้นมาอีกครั้ง เป็นสัญญาณห้ามที่เด็ดขาด อาวุธทุกชนิดถูกเก็บกลับเข้าที่ บอดี้การ์ดถอยกลับไปยืนกุมมือเงียบกริบ
"ร้อยแปดสิบเจ็ดล้าน หายไปไหน" นายหัวดำเกิง บอร์ดบริหารอาวุโสที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ตบโต๊ะผุดลุกขึ้นชี้หน้าทนายสาวด้วยท่าทีร้อนรน
"เธอเป็นใครถึงกล้าบุกเข้ามาพล่ามเรื่องเงินในนี้ ไอ้พายุ ไล่ผู้หญิงคนนี้ออกไป เรากำลังคุยเรื่องสำคัญอยู่"
นปาลิลปรายตามองดำเกิง สัญชาตญาณทนายความของเธอทำงานทันที คนปกติเมื่อรู้ว่าเงินเกือบสองร้อยล้านหาย ควรจะตกใจและถามหาสาเหตุ ไม่ใช่รีบร้อนโวยวายไล่คนส่งสารออกไป อาการแบบนี้ภาษาศาลเรียกว่า 'ร้อนตัว'
