บทที่ 6 จำต้องพลัดถิ่น

๙ วันต่อมา

หม่อมหลวงพระพายในชุดไว้ทุกข์นั่งเศร้าอยู่ในศาลาแปดเหลี่ยม หลังสิ้นบุญหม่อมราชวงศ์พศุตม์ก็ดูเหมือนว่าทุกชีวิตในวังระวิวรรณก็สิ้นด้วย สร้อยฟ้านำเงินเก็บส่วนตัวที่ไม่ได้ถูกยึดไปพร้อมกับวังจ่ายให้บรรดาคนรับใช้เก่าแก่ที่ต้องตกงานและไร้ที่ซุกหัวนอนกะทันหันเพื่อนำไปตั้งตัวหาอาชีพใหม่ หลังจากนั้นสองแม่ลูกก็ถูกหม่อมเจ้าตะวันฉายพามาอยู่ที่วังตุลยาธร คราแรกท่านชายจะให้อยู่ในเรือนหลังใหญ่ร่วมกับหม่อมจอมขวัญและหม่อมปรางทิพย์ แต่สร้อยฟ้าปฏิเสธ เธอขออาศัยอยู่ในเรือนริมน้ำหลังเล็กท้ายวังซึ่งเป็นเรือนที่ภรรยาในทะเบียนของท่านชายหรือมารดาของหม่อมราชวงศ์รพีสร้างเอาไว้และอาศัยอยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต

ตอนแรกพระพายไม่เห็นด้วยที่สองแม่ลูกต้องมาอาศัยใบบุญท่านชายตุ้มเพราะเกรงใจท่าน เขาชวนสร้อยฟ้าออกไปหาบ้านเช่าหลังเล็ก ๆ แต่สร้อยฟ้าให้เหตุผลว่าต้องเก็บเงินเอาไว้ให้พระพายเรียนหนังสือตามความประสงค์ของพศุตม์ที่ปรารถนาให้ลูกได้ร่ำเรียนและนำความรู้มาพัฒนาประเทศ อีกอย่างหากสองแม่ลูกออกไปอยู่ข้างนอก ท่านชายตุ้มก็คงไม่ยอมแน่

พระพายนั่งทอดอารมณ์เศร้าสร้อยอยู่ในศาลาแปดเหลี่ยมตั้งแต่บ่ายจนบัดนี้พระอาทิตย์ทอแสงสีแสดอยู่ตรงขอบทิฆัมพรอันไกลโพ้น ใกล้ได้เวลาที่จะต้องเข้าไปช่วยงานในครัว สร้อยฟ้าสอนว่าอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ช่วยงานอะไรได้ก็ต้องช่วย เพราะเรามาอยู่ในฐานะผู้อาศัยหาใช่เจ้านาย ท่านอุตส่าห์เมตตาให้ความช่วยเหลือ อย่าทำตัวตีเสมอคุณชายคุณหญิงคนอื่น ๆ ในวังอย่างเด็ดขาด พระพายจึงแทบจะไม่เคยเฉียดเข้าไปในเรือนหลังใหญ่นอกจากท่านชายตุ้มจะเรียกหา

“มาอยู่ตรงนี้นี่เอง ป้าเดินตามหาเสียทั่ว”

“หม่อม”

พระพายเลื่อนสะโพกลงจากม้านั่งภายในศาลาเพื่อจะทรุดกายลงที่พื้น แต่หม่อมจอมขวัญรั้งแขนเอาไว้เสียก่อน ให้นั่งบนม้านั่งเสมอกันเหมือนเดิม

“ทำตัวตามสบายเถิดพระพาย อย่างไรหลานก็ยังเป็นราชนิกุล อย่าได้กดตัวเองให้ต่ำศักดิ์เพียงเพราะพ่อถูกกล่าวหาในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง”

“หม่อมเชื่อใช่ไหมครับว่าคุณพ่อบริสุทธิ์”

“การเมืองเป็นเรื่องเข้าใจยาก การรัฐประหารไม่ใช่เป็นตัวชี้วัดว่าใครผิดถูก เพียงแต่เวลานั้นยืนอยู่ข้างไหนเท่านั้นเอง เวทนาก็แต่สร้อยฟ้ากับหลานต้องถูกหางเลขไปด้วย บ้านก็ไม่มีอยู่ ทรัพย์สมบัติมากมายก็ถูกยึดไปเสียหมด”

“สมบัติพวกนั้นไม่สำคัญเท่าเกียรติของคุณพ่อหรอกครับ” พระพายตัดพ้ออย่างขมขื่น พ่อของเขาถูกตราหน้าว่าฉ้อราษฎร์บังหลวงและเสียชีวิตไปโดยที่ไม่ได้แก้ต่างให้ตัวเอง คนบางกลุ่มฉวยโอกาสโยนความผิดให้พศุตม์ทั้งหมด แม้แต่งานศพก็ไม่มีใครมาร่วมไว้อาลัย หากไม่มีบารมีของหม่อมเจ้าตะวันฉายคุ้มครองพระพายกับแม่อาจจะโดนปาไข่ใส่หน้าไปแล้วก็ได้

“อย่าคิดมากไปเลยลูก อีกไม่นานคนก็ลืม”

หม่อมจอมขวัญปลอบ เธอยื่นมือไปลูบไหล่บอบบางที่ซูบผอมลงไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วันอย่างเวทนา แต่ก่อนที่จะถามไถ่เรื่องอาหารการกิน ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาขัดเสียก่อน

“มีคนมาเสริมทัพเพิ่มก็ยิ้มหน้าบานเลยนะคะคุณพี่ ได้ข่าวว่าเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กัน ไม่รู้ว่าจะเป็นพวกอะไรนะ… อ้อ เพื่อนเราเผาเรือน สำนวนนี้คุณพี่เคยได้ยินไหมคะ”

“หล่อนพูดอะไร?”

“แหม… คุณพี่ไม่ทราบหรอกหรือคะว่าตอนนี้เพื่อนรักของคุณพี่เข้าเฝ้าท่านชายอยู่ เข้าไปอยู่ด้วยกันสองต่อสองตั้งนานสองนานแล้ว ไม่รู้ว่าทำอะไรกัน”

“อย่ามาใส่ไคล้ให้ท่านชายเสื่อมเกียรติ ที่พูดถึงอยู่นั่นก็สามีหล่อนเหมือนกัน”

“ก็เพราะเป็นสามีของเราน่ะสิคะ น้องถึงได้มาบอกให้คุณพี่รู้ไว้ มีหม่อมสองคนในวังตุลยาธรก็อึดอัดจะแย่อยู่แล้ว หากท่านชายมีหม่อมเพิ่มอีกคนไม่เดินเหยียบกันตายหรือคะ แม่สร้อยฟ้านั่นเป็นคนรักเก่าของท่านชาย คุณพี่อย่าบอกนะคะว่าไม่ทราบ ก่อนมาเป็นหม่อมของท่านคุณพี่ก็ยื้อแย่งกันอยู่สักพักใหญ่เลยไม่ใช่หรือคะน้องได้ข่าว”

“อย่ามาสาระแนสู่รู้ให้มากนักหม่อมปรางทิพย์ ฉันไม่เคยล้ำเส้นหล่อน หล่อนก็อย่ามาล้ำเส้นฉัน!”

“น้องเตือนด้วยความหวังดีนะคะคุณพี่”

“อย่าคิดว่าฉันรู้ไม่เท่าทันหล่อน”

“น้องก็รู้ทันคุณพี่ค่ะ สงบเสงี่ยมรักษากิริยาชูคอเป็นหม่อมที่ท่านชายเกรงใจ แต่ข้างในก็สั่นคลอนไปถึงไหนต่อไหน กรี๊ดออกมาสิคะคุณพี่ กรี๊ดค่ะกรี๊ด”

“แม่ปรางทิพย์!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป