บทที่ 4 โอมหลงกู เลียกู 4

โอมหลงกู เลียกู  4

“อีบ่าวอย่างมึง อยากได้คุณพี่เป็นผัวจนตัวสั่น ไม่เจียมตัวสะเออะทัดเทียมกู เทียมพี่สร้อยลูกพระยา อย่างมึงได้เป็นเมียของบ่าวชายด้วยกันในเรือนก็ดีถมถืดแล้ว กูจักเอาไม้ทิ่มมึงจนรูมึงไม่อาจรับใช้ได้ จากนั้นกูจักหาบ่าวชายให้มึง อ้อ กูนึกได้แล้ว ไอ้จ้อนไง มันอยากเมียมานานแต่ไม่มีใครเอามัน กูจักยกมึงให้มัน”

อีเดือนเบิกตากว้าง ไอ้จ้อนแก่คราวพ่อใกล้ลงโลง ทั้งมีเมียอยู่แล้ว แต่ที่น่ากลัวว่าคือไม้ในมือของคุณพลับพลึง

“หยุดนะ หยุด!!”

พลับพลึงกำลังเงื้อมมือขึ้นเพื่อทิ่มไม้ พลันได้ยินเสียงห้าม เอี้ยวหน้าไปมองเห็นคุณสร้อยฟ้าหน้าตื่นวิ่งขึ้นเรือนมา

“คุณพี่ห้ามพลับพลึงไม่ได้หรอกค่ะ อย่างมันอีบ่าวนี่ มันต้องเจอดี!!”

สร้อยฟ้ารีบคว้ามือพลับพลึงมองหน้าที่เคยสวยบัดนี้บิดเบี้ยวเพราะโมหะ

“อีพวกมึงยืนห่าอะไร รีบมาจับคุณพลับพลึง และเอาอีบ่าวพวกนี้ไปเฆี่ยนสักสามสิบไม้”

บ่าวหญิงร่างบึกบึนวิ่งกรูเข้ามาช่วยจับคุณพลับพลึงไว้ และกระชากร่างอีช้อยกับบ่าวอีกคนออกลากลงเรือนไปทันที

“ช่วยบ่าวด้วยเจ้าค่ะ ช่วยอีช้อยด้วย”

ตุบ!!

สร้อยฟ้ากระชากไม้ออกจากมือพลับพลึงโยนลงพื้น หางตาเห็นอีเดือนตะเกียกตะกายลุกขึ้นคว้าผ้าผ่อนคลุมกาย เพียงแค่เห็นเล็กน้อยตัวสร้อยฟ้ายังตื่นตะลึง อีบ่าวเด็กมันสวยสดจนน่าหวาดกลัว

“เป็นเช่นไรคุณพี่ อีเดือนมันสวยใช่หรือไม่ ถ้าเราไม่ทำมันเสียเดี๋ยวนี้ มันจะกลายเป็นเสี้ยนตำ เป็นเมียบ่าวเทียมฐานะคนอย่างเรา”

“ไม่ได้น้องพลับพลึง หากทำเยี่ยงนั้น คุณพี่อาจโกรธจัดจนลงโทษเราได้”

สร้อยฟ้านึกใบหน้าเหม่อลอยยามมองอีเดือนสองสามวันที่ผ่านมา ยามมันขึ้นเรือนยกสำรับ ดูราวกับว่าต้องการร่วมเสพสังวาสกับมันเสียเหลือทน ถ้าขืนทำให้มันมีอันเป็นไปเสียก่อน เกรงว่าคุณพี่จักโกรธจัด

“แล้วอย่างไร โกรธแล้วอย่างไร อย่างมากก็สั่งเฆี่ยน น้องยอมโดนเฆี่ยน”

สร้อยฟ้านิ่งฟังแล้วหันไปหาอีเดือนสวมใส่ผ้าผ่อนแล้วแม้ไม่เรียบร้อยนัก

“อีเดือน มึงลงจากเรือนไป แล้วอย่าออกมาเดินเผ่นผ่าน จงอยู่แต่เรือน มะเรื่องจึงขึ้นไปรับใช้ยังเรือนเล็กด้านหลัง”

“เจ้าค่ะ”

อีเดือนรีบรุดคลานเข่าโดยไวไปยังบันไดวิ่งหายไปทันใด

“น้องพลับพลึงควรใจเย็นเสียหน่อย เชื่อพี่เถิด ตอนนี้คุณพี่ดูราวหลงใหลมันยิ่งนัก หากทำอันใดมันไปมีแต่ร้ายกับร้าย รอให้ทุกอย่างสร่างซา เราค่อยจัดการมัน”

“แต่คุณพี่!”

“มันเป็นแค่บ่าว จักคณนามือกระไรมากมาย น้องใจเย็นรอท่าอยู่เรือน พี่จักไม่ทำให้พวกเราเดือดร้อนเป็นแน่”

พลับพลึงเอี้ยวหน้ามองสร้อยฟ้า ลูกพระยาไชยศักดิ์ ใบหน้าหวานคมยิ้มนิ่งคล้ายปลอบใจ แต่ดวงตาแข็งกร้าวเอาจริง จึงค่อยคลายใจวางเดิมพันไว้ที่สร้อยฟ้าเพียงคนเดียว

“ว่ากระไรนะ”

ไอ้มาดคุกเข่าลงแทบเท้าเมื่อขุนเดชตะคอกดัง

“ยามเที่ยงคุณพลับพลึงเรียกหาอีเดือนขอรับ ลือกันว่ามีเรื่องมีราวถึงขนาดอีเดือนร้องไห้ แก้ผ้าแก้ผ่อนลงจากเรือนไป”

ขุนเดชนิ่วหน้าจ้องไปทางด้านหลังท้ายสวน อาณาบริเวณของเรือนขุนเดชกว้างใหญ่มากนักจนตัวเขาเองไม่อาจเดินได้ทั่ว เกิดเรื่องร้ายแรงเพียงนี้เขาเองยังไม่รู้เรื่อง

“แล้วอีเดือนเป็นกระไรหรือไม่”

“ไม่ขอรับ มีบ่าววิ่งไปแจ้งแก่นายหญิงสร้อยฟ้าเสียก่อน เลยไปช่วยได้ทันขอรับ”

ขุนเดชค่อยผ่อนลมหายใจโล่งอกแล้วจึงยกน้ำจัณฑ์ดื่มต่อ ยามไม่ได้มีศึกอันใด ตัวเขาย่อมอยู่บ้านว่างการงาน มีเพียงฝึกซ้อมช่วงเช้า

“เอ็งไปแจ้งอีขันว่าให้แจ้งแม่สร้อยฟ้า ให้อีเดือนขึ้นรับใช้คืนนี้เลย”

“ขอรับ”

ไอ้มาดรีบลุกขึ้นเดินลงจากเรือนเล็กที่ขุนเดชสร้างแยกไว้เพื่อนั่งทำงาน ทั้งยังไว้ผ่อนคลายหนีบรรดาเมียคนอื่นปลีกวิเวกตามลำพัง

ใจมันยังคิดว่าถ้ามันได้ตกแต่งผูกข้อมือจักขอมีเมียเดียวเป็นพอ ขืนหลายเมียแล้วเป็นแบบขุนเดช เขาคงกลุ้มใจตายวันละหลายเวลา

“อีเดือน อีเดือน แย่แล้ว!!”

“ว่าไงจ้ะแม่”

อีเดือนโผล่หน้าออกมาจากเรือนนอนของบ่าว เรือนหลังเล็กนอนกันหลายคนนัก เห็นสีหน้าแม่คล้ายตกใจสิ่งหน้าตื่นขึ้นมา

“ขุนเดชเรียกมึงคืนนี้”

“แล้ว แล้ว!!”

“มึง ห่อสมุนไพร เร็ว ๆ จักไม่ทันการ”

สองแม่ลูกวุ่นวายหาห่อสมุนไพรที่พ่อครูเสือให้มาแล้วตรงไปยังครัวด้านหลัง

“ไม่ได้!”

จู่ ๆ อีคล้ายก็ตะโกนขึ้นเสียงดัง

“ทำไมจ๊ะแม่ ถ้าช้าจักไม่ทันการเอา มาจุดฟืนสิแม่”

“กงนี้ไม่ได้ จักมีคนเห็น เข้าไปในห้อง”

อีเดือนคว้าเตาดินเผาเล็กพร้อมหม้อหอบเข้าห้องโดยมีอีคล้ายหอบฟืนตามเข้าไป

“มึงจุดไฟ กูเทยาลงหม้อ”

อีเดือนมือสั่นจุดไฟใช้พัด ๆ ถ่านกระทั่งไฟเริ่มติด

“แม่ ได้แล้ว”

อีคล้ายยกหม้อขึ้นวางรอกระทั่งเริ่มมีควัน

“มึงขึ้นไปคร่อมเร็ว”

อีเดือนขึ้นยืนถ่างขาคร่อมบนเตาให้ควันอบเข้าไปด้านในผ้านุ่ง ความร้อนพวยพุ่งจนอีเดือนเริ่มทนไม่ได้

“แม่มันร้อน อบนานไหม”

“ก็จนกว่าน้ำมันออก”

“น้ำอะไรล่ะแม่ ถ้าเหงื่อก็ออกแล้ว”

“ไม่ ต้องเป็นน้ำจากรูมึง”

“แล้วจักรู้ได้เยี่ยงไร”

“มึงรออีกเดี๋ยวแล้วลองเอามือป้ายดู”

ความร้อนพุ่งขึ้นสูงใส่ผ้านุ่ง อีเดือนร้อนจัดจนเหงื่อท่วมทั้งกายแต่ทำอย่างไรน้ำก็ไม่ออกจากรู ฟืนเริ่มมอดลงอีคล้ายเติมฟืนอีกจนร้อนจัด

“แม่ มันร้อน ร้อน ทนไม่ไหวแล้ว”

“มึงต้องทน”

อีเดือนกำลังก้าวขาลงจากตาพลันได้ยินเสียงตะโกนมาจากทางหน้าเรือน

“อีเดือน อีคล้าย อีเดือน คุณท่านเรียกหาแล้วมึง”

อีคล้ายมองท้องฟ้านี่ยังไม่ทันพลบค่ำเลย ขุนเดชไยจึงเรียกหาแล้ว

“เออ ๆ รอกระเดี๋ยว”

“อีเดือน มึงลองป้ายรู น้ำออกยัง”

อีเดือนล้วงมือเข้าไปป้ายยังซอกหลืบ แต่เด็กสาวไม่เข้าใจว่ามันคือน้ำอะไรจึงพยักหน้า

“ออกแล้วจ๊ะ”

“เอานี่”

อีคล้ายส่งขวดเล็กให้ซึ่งอีเดือนแปลกใจว่าแม่เตรียมไว้ตั้งแต่กะเมื่อใด อีเดือนรับมาแล้วส่งเข้าใส่ผ้านุ่ง

อีคล้ายมองน้ำในขวดดูแปลกประหลาด มีไม่มากนักสีใส ไร้กลิ่น

“มันใช่หรือเปล่าอีเดือน”

“ใช่สิ มันมีน้ำเดียว”

อีเดือนบอกหนักแน่นคว้าขวดมาจากมือแม่แล้วเดินออกจากห้องไป

“กำลังไปจ้า”

อีคล้ายมองตามยังไม่คลายใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป