บทที่ 1 บทนำ : Salted Wound
ผ้าม่านสีขาวบางปลิวไสวยามต้องลมเอื่อยในเช้าแรกของฤดูใบไม้ผลิ ร่างบางระหงที่นอนซุกตัวใต้ผ้าห่มสีควันบุหรี่สัมผัสถึงความเย็นนุ่มนิ่มที่แตะบนใบหน้า กลิ่นหอมของดอกคาโมมายทำให้มุมปากอวบอิ่มยกยิ้มสุขใจ แขนเรียวเอื้อมไปคว้าตัวคนต้นเหตุเข้ามาแนบอก
แต่แขนนุ่มกลับแปรเปลี่ยนเป็นเถ้าธุลีสีขาว ร่วงจากอุ้งมือบางลงสู่ที่นอนซึ่งบัดนี้แข็งกร้านและร้อนระอุแหลือเกินในความรู้สึกคนนอน
ความฉงนที่ไม่เคยกระจ่างพาความหวาดหวั่นแล่นปราดเข้าเกาะกุมขั้วหัวใจ ขณะมองเห็นเถ้าสีขาวกลายสภาพเป็นเลือดสยดสยอง พลันเกิดเสียงกรีดร้องโหยหวนผสานกับเสียงเล็กที่ร้องไห้แสบโสตสั่นขวัญ ดวงตากลมโตที่เบิกโพลงเพราะความตระหนกปนสงสัยและอยากรู้มองไปรอบห้องอย่างรอคอยการปรากฏตัว
“ได้โปรด”
เสียงหวานวอนขอ สะอื้นไห้น้ำตาไหลพรากแต่ทั้งห้องกลับเริ่มมืดมิด เย็นเยียบ อึดอัดและไร้อากาศหายใจ
เธออยู่ในน้ำอย่างนั้นหรือ
จินตปาตีประมวลในสมองอันมึนตื้อ เอาตัวรอดในนาวาพิศวงอันน่าหวาดผวาอย่างสุดชีวิต แต่ขณะแหวกว่ายตะกุยตะกายให้ได้หายใจ ภาพที่ปรากฏตรงหางตากลับทำให้ต้องหันขวับ
เธอเปลี่ยนทิศทาง
ว่ายแหวกฝ่าความมืดมิดเพื่อไขว่คว้าสิ่งที่ปรารถนาอันเป็นสิ่งเดียวที่ผลักให้ชีวิตดิ่งลึกอยู่ในความปวดร้าวและทรมานซึ่งไร้ขอบเขต
แต่ไม่ว่าจะกี่ครั้ง...เธอก็คว้าเอาไว้ไม่ได้ ความสุขเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตจมหายไปไกลสายตาเรื่อยๆ ขณะที่ปอดของเธออึดอัดและปวดร้าว ร่างกายก็ดิ้นทุรนทุรายต่อต้านแรงโน้มถ่วงที่ฉุดให้ดิ่งลึก
สัญชาตญาณสุดท้ายของคนใกล้ตาย
จินตปาตีหอบหายใจอย่างรุนแรงจนตัวโยน ดวงตาเบิกโพลงทว่าดูไม่ตกใจกับความฝันร้ายแรงที่ให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองตายแล้วในทุกๆครั้งที่ตื่นขึ้นมา หากสิ่งที่สร้างความเสียหายได้ร้ายแรงยิ่งกว่าก็คือความรู้สึกของการสูญเสียที่สาดซัดเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า
มือน้อยยกขึ้นมาลูบใบหน้าอย่างหวั่นวิตก หอบหายใจถี่กระชั้นและคิดถึงเรื่องดีๆ ที่สร้างเสียงหัวเราะซึ่งจะช่วยเพิ่มฮอร์โมนออกซิโตซินในร่างกายที่มีบทบาทในการคลายความวิตกกังวลตามผลการวิจัยของใครก็ช่างหัวมันเถอะ
มันไม่ได้ผลกับเธอ!
เวลานี้น้ำตาแห่งความโศกาอาดูรกำลังไหลหลั่ง เสียงร้องไห้ระงมถูกปล่อยออกมาราวกับสาแก่ใจ กระนั้นน้อยคนนักที่จะรู้ว่าทั้งหมดนี้คือหลักฐานแห่งความแหลกสลายภายในจิตใจของเธอ
สองปีแล้วที่จินตปาตีต้องทรมานด้วยอาการนอนไม่หลับซึ่งพัฒนาสู่ภาวะที่มีความภูมิใจแห่งตนต่ำ การเสียความสนใจและสุขารมณ์ในกิจกรรมที่ปกติทำให้เพลิดเพลินใจ หรือเรียกง่ายๆ ว่าโรคซึมเศร้านั่นแหละ
แต่ใครจะรู้ว่าเธอไม่อยากจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอีกเลยนับจากวันนั้น
เธอยอมแลกความเงียบสงบและการฟื้นฟูของร่างกายทุกประการเพื่อให้ตัวเองได้ตื่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นหมายถึงเธอจะได้ไม่ต้องพบเจอความทรมานเหมือนในฝันนั่นอีก
กระนั้นหมอประจำตัวก็ไม่เห็นด้วย เขาบอกว่าไม่มีมนุษย์คนไหนทำแบบนั้นได้เลยทำให้เธอมีเพื่อนแท้ที่ชื่อว่าเบนโซไดอะซีปีน ซึ่งเพิ่งจะโยนมันทิ้งทั้งกล่องตอนจะงีบหลับไปเมื่อกี้ อีกทั้งยังปลอบใจด้วยคำพูดที่ดูโง่เง่าที่สุดในความรู้สึกของเธอที่ว่า
‘ราคาของวันพรุ่งนี้ย่อมแพงเสมอ’
แต่เธอไม่ยินดีจ่ายเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ในวันนี้และจะไม่ยอมจ่ายเป็นอันขาดถ้าต้องอยู่ต่อไปโดยไร้ความสุข
จินตปาตีลุกจากเก้าอี้โยกแบบยุโรปสีดำ สาวเท้าเข้าใกล้หน้าต่าง มือบางหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งบนกองโตขึ้นมากางอ่าน ความร้าวรานฉายชัดขึ้นมาจากแววตาหมองเศร้าอย่างน่าหวาดหวั่น
เมื่อสองปีก่อน สำนักข่าวใหญ่ของเนเธอแลนด์รวมถึงสำนักข่าวท้องถิ่นอัมสเตอร์ดัมพาดหัวข่าวเรือโดยสารส่วนตัวระเบิดในทะเลสาบไอเซิลส์เมร์
เรือแหลกเป็นจุณ ผู้โดยสารสูญหาย
ใช่...นั่นละเรือของเธอ
และมันควรจะเป็นเธอที่อยู่ในเรือลำนั้น!
เธอควรจะตายไปเสียตั้งแต่วันที่ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงโทรศัพท์จากตำรวจน้ำ เพราะความสาหัสสากรรจ์อย่างยิ่งยวดที่โลกใบนี้มอบเป็นรางวัลให้แก่ ‘คนที่เหลืออยู่’ ช่างน่าสะอิดสะเอียนเหลือเกิน
แต่การไมได้เห็นศพกลับเป็นความหวังเพียงน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่...แต่มันริบหรี่ และหลายครั้งแทบไม่อยากหวัง
หลายคนแทบจินตนาการไม่ออกว่าความกลัวที่จะมีชีวิตอยู่แต่ก็กลัวที่จะตายมันเป็นอย่างไร อารมณ์สับสนที่จะต้องตัดสินใจเลือกว่าจะอยู่หรือไปตีรันฟันแทงอยู่ในจิตใจวันแล้ววันเล่าอย่างไม่ผ่อนปรนและเข่นฆ่าเธออยู่ภายในนั้น
ทว่าทั้งหมดที่เธอรับรู้...มันคือความจริงอันลวงหลอก
“โกหกทั้งเพ!!!”
กำปั้นเล็กๆ ทุบลงกับขอบหน้าต่าง สายตาอันถูกโลมเลียด้วยไฟแค้นมองจ้องเงาสะท้อนของสะพานโบราณและบ้านริมน้ำที่สะท้อนอยู่บนคลองแสนสวย จ้องมองเนิ่นนานราวกับว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้มองก่อนการจากลา
“ลาก่อนอัมสเตอร์ดัม”
