บทที่ 13 ตระกูลเดชากุล

“พี่แพร อาหลิ่นดีใจที่เรามีเงินเดินทางเสียที แต่อาหลิ่นก็รู้สึกใจหายยังไงก็ไม่รู้ คงเพราะอาหลิ่นไม่อยากแยกจากคุณหนูแน่ ๆ”

“เดี๋ยวเราก็กลับมารับคุณหนูของอาหลิ่น”

“จ๊ะ งั้นเดี๋ยวอาหลิ่นถือของพวกนี้เอง อาหลิ่นถือไหว พี่แพรอุ้มคุณหนูภัสเถอะ” กระเป๋าผ้าถูกยกขึ้นสะพายอย่างถมัดทะแมน แม้ว่าจะใช้แขนได้เต็มที่ข้างเดียวแต่อาหลิ่นก็ไม่เคยปริปากบ่น 

ส่วนใหญ่มักจะร้องไห้เท่านั้น

ก่อนเดินทางคนทั้งสองแวะไปลาลุงกับป้าก่อน พวกท่านก็อวยพรให้ปลอดภัย ก่อนจากยังให้ของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดมือมาด้วย นับว่าเป็นมิตรภาพอันมีค่าที่ผ้าแพรได้พบระหว่างทาง

“พี่แพร พี่รู้สึกว่าไอ้ผู้ชายคนนั้นมันตามพวกเรามาหรือเปล่า” อาหลิ่นกระซิบถาม ตัวผ้าแพรก็รู้สึกเหมือนกัน 

“เดินเร็วหน่อยละกัน แถวนี้ไม่มีบ้านคน” คนทั้งสองก้าวเร็วขึ้น แต่ดูเหมือนว่าคนที่ตามมาก็จะก้าวเร็วไม่แพ้กัน กระทั่งคนด้านหลังเปลี่ยนจากเดินเร็วเป็นวิ่ง อาหลิ่นและผ้าแพรก็วิ่งเช่นกัน

อาหลิ่นหอบถี่หายใจไม่ทัน แขนที่หักตอนนี้แทบยกไม่ขึ้น กระนั้นสองเท้าก็ยังคงวิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง

“โอ้ย...” อาหลิ่นสะดุดล้ม ผ้าแพรที่นำหน้าไปได้นิดหน่อยรีบวิ่งกลับมา พยายามช่วยพยุงแต่ก็ลำบากเกินไปที่จะวิ่งหนีได้ทัน

“นายต้องการอะไร เงินเหรอ พวกเราไม่มีหรอก” ผ้าแพรร้องถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ สภาพหนึ่งคนเจ็บกับหนึ่งคนอุ้มเด็กสู้อะไรไม่ได้มากหรอก

ชายคนนั้นเอามีดสั้นออกมา สายตามองมาทางผ้าแพรพร้อมกับหัวเราะคล้ายเย้ยหยัน “เงินเหรอ เงินฉันได้แน่ แต่ต้องหลังจากที่แกตายสะก่อน ผ้าแพร!”

“แกรู้จักฉัน? มีคนจ้างแกมาฆ่าฉันอย่างนั้นเหรอ” เดาไปทางอื่นไม่ได้เลย แต่ใครกันนะที่คิดจะฆ่าเธอ

“ก็ถือว่าไม่โง่ งั้นก็อย่าหนีให้เสียเวลา ตายซะ!”

อาหลิ่นกัดฟันแน่น เธอยัดจดหมายและหยกใส่มือของผ้าแพร พร้อม ๆ กับการดันร่างผอมบางของอีกฝ่ายให้หลบวิถีมีด

ฉึก—

คมมีดจมหายเข้าไปกลางหลังของอาหลิ่น ผ้าแพรเบิกตากว้างหยุดหายใจไปชั่วขณะ ดวงตามองจ้องไปยังภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างทำอะไรไม่ถูก

“เวรเอ้ย!” ชายผู้นั้นสบทอย่างหัวเสีย คิดว่าจะได้เงินง่าย ๆ แต่ดันมีเรื่องยุ่งยาก ครั้นพอจะไปจัดการคนที่ยืนห่างออกไปก็ถูกหญิงสาวตรงหน้ากอดรัดตัวเอาไว้แน่น

“รีบไป…บ้านตระกูลเดชากูล… พาคุณหนูไปให้ได้ อาหลิ่นขอร้อง!” อาหลิ่นใช้กำลังของเธอทั้งหมดกอดรัดชายร่างกำยำเอาไว้ เธอใช้ปากกัดหูของชายคนนั้นสุดกำลังในเฮือกลมหายใจสุดท้าย

ผ้าแพรกัดริมฝีปากจนเลือดซึม เธอกอดเด็กทารกในวงแขนเอาไว้แน่น ในมือกำหยกและจดหมายไว้เหมือนกำชีวิตของคนสองคนที่จากไปแล้ว

วิ่ง! 

หญิงสาววิ่งจากไปอย่างไม่คิดชีวิต เธอต้องหนีให้พ้น เธอต้องไปให้ถึงบ้านตระกูลเดชากูลให้ได้ ต้องพาเด็กชายภัสวัตน์ไปส่งบ้านแทนภัสรดาและอาหลิ่นให้ได้

เธอต้องทำให้สำเร็จ

ผ้าแพรวิ่งมาถึงท่ารถได้ทันเวลารถออกพอดี เธอขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย นั่งรอได้ไม่นานรถก็ออก ในตอนที่รถออกก็เห็นชายคนนั้นวิ่งกระหืดกระหอบตามมา โชคดีเหลือเกินที่เธอหนีพ้น ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้เลยว่าเด็กชายภัสวัฒน์จะเป็นอย่างไรต่อ

ตลอดเส้นทางผ้าแพรพยายามจะไม่ร้องไห้ แต่เธอก็ไม่สามารถอดกั้นได้เลย ชีวิตเธอกำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไร ทำไมมันถึงได้น่าอดสูขนาดนี้ เส้นทางชีวิตของเธอทำไมมันช่างยากลำบากและเจ็บปวดเจียนตายเหลือเกิน

“น้าหลิ่นเขารักแม่ของหนูมากเลย” ผ้าแพรพูดกับเด็กทารกในวงแขน เด็กชายดวงตากลมโตมองเธออย่างไร้เดียวสา “สุดท้ายน้าหลิ่นก็อยู่ดูแลแม่หนู รอหนูถึงบ้าน รอหนูพบคุณลุง เราค่อยมารับทั้งสองคนนะฮึก ๆ”

“คุณชายใหญ่คะ มีแม่ลูกอ่อนมานอนสลบอยู่หน้าบ้าน เรียกเท่าไรก็ไม่ฟื้น ให้ทำยังไงดีคะ” แม่บ้านรีบรายงานหลังจากคุณชายใหญ่ลงมาจากชั้นบนของคฤหาสน์

คฤหาสน์ใหญ่ตระกูลเดชากุลมีขนาดสามชั้น ชั้นสามปีกซ้ายเป็นห้องนอนที่รับแสงอาทิตย์ยามเช้า ห้องนั้นเป็นห้องของคุณชายใหญ่ ปีกซ้ายเช่นกันแต่เป็นชั้นสองคือห้องนอนของคุณชายรอง ส่วนห้องของคุณหนูภัสรดาอยู่ทางปีขวาชั้นสาม เพราะเจ้าตัวไม่ชอบการตื่นเช้า

“พาเธอไปเรือนรักษาด้านหลัง เสื้อผ้าเตรียมให้เธอด้วย เมื่อคืนฝนตกคงจะเปียกฝนจนไม่สบาย” พงษ์ภัสเอ่ยอย่างร้อนรน เขาเป็นหมอจะนิ่งดูดายได้อย่างไร

เพราะความใจดีที่มีมาตั้งแต่รุ่นมารดา รั้วคฤหาสน์หลังนี้จึงมีสองชั้น เรือนรักษาอยู่ด้านหลังในอนาเขตรั้วชั้นนอก ไม่สามารถเข้ามาที่บ้านใหญ่ได้ เหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะเคยมีคนที่แกล้งทำเป็นป่วยไข้เพื่อเข้ามาในคฤหาสน์ จากนั้นก็สร้างความวุ่นวาย นั้นแหละจึงเป็นสาเหตุให้เกิดรั้วขึ้นอีกชั้น แม้แต่เรื่องความปลอดภัยก็ยังเพิ่มอีกหนึ่งระดับ

“เกิดอะไรขึ้นพี่ใหญ่” ภูมิภัสออกมาจากห้องเห็นพี่ชายรนรานจะไปด้านหลังคฤหาสน์แต่เช้า ปกติพี่ชายคนนี้รักสุขภาพมาก หากไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้าไม่ยอมไปไหนง่าย ๆ

“แม่บ้านบอกว่ามีคนมานอนสลบอยู่หน้าบ้านเราน่ะ พี่จะไปดูหน่อย แล้วนี่นายจะไปไหนแต่เช้า ไหนว่าวันนี้จะพัก”

“ว่าจะออกไปสืบข่าวจากเพื่อน ๆ ของรดาหน่อย เผื่อว่ารดาจะไม่กล้ากลับบ้านแล้วเลือกติดต่อไปหาเพื่อน ๆ แทน” แม้จะบอกพี่ชายว่าคงต้องรอให้ครบสองปีตามที่ภัสรดาเขียนไว้ในจดหมาย ทว่าเมื่อคิดหนทางไหนได้เขาก็อยากจะพยายามอีกหน่อย

“งั้นก็ไปเถอะ อย่าลืมกินข้าวเช้าก่อนไปนะ สุขภาพสำคัญ” พี่ใหญ่กำชับตามนิสัยของคนเป็นหมอ

“ครับคุณหมอ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป