บทที่ 7 ลมหายใจมารดา

“แต่อาหลิ่นยังไม่สบายใจ ใจไม่ดีเลย...” หลายวันมานี้ผ้าแพรสัมผัสได้ว่าอาหลิ่นรักภัสรดามาก เรียกได้ว่า... หากสามารถอุ้มเดินได้ก็คงทำไปแล้ว “พี่แพร... เงินเราพอมีเหลืออยู่ใช่ไหม ฉันขอเอาเป็นค่ารถเดินทางไปก่อนได้ไหม หากไปตอนนี้...ไม่ถึงค่ำก็ถึงบ้านตระกูล พี่ชายคุณหนูจะต้องดูแลได้ดีกว่าหมอที่นี่แน่”

ผ้าแพรหยิบเงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ส่งให้กับอาหลิ่นโดยไม่ลังเล

“เอาไว้ให้พี่ส่วนหนึ่ง ฉันจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด บอกคุณหนูว่าฉันจะไปแจ้งตระกูล เดี๋ยวพวกเขาจะมารับคุณหนูกลับบ้าน ฝากพี่แพรดูแลคุณหนูแทนอาหลิ่นด้วยนะจ๊ะ” อาหลิ่นมองไปที่ประตูห้องรักษาด้วยความอาลัยอาวรณ์ เธออยากอยู่เป็นเพื่อนคุณหนู แต่เธอก็กลัวเหลือเกิน กลัวว่าเงินจะไม่พอรักษา กลัวว่าหมอที่นี่จะไม่เก่ง กลัวว่าเธอจะปกป้องคุณหนูได้ไม่ดีพอ

“ได้ ระวังตัวนะอาหลิ่น”

“จ๊ะ อาหลิ่นไปก่อนนะจ๊ะ”

หลังอาหลิ่นไปผ้าแพรก็นั่งรออยู่เพียงลำพัง ในใจของเธอเคว้งขว้าง ห่วงและกังวลว่าภัสรดาจะไม่ปลอดภัย ทว่าก็ยังเชื่อว่าพระจะต้องคุ้มคลองคนดี ๆ

เวลาผ่านไปร่วมสามชั่วโมง พยาบาลคนหนึ่งออกมาจากห้อง

“คลอดแล้วค่ะ เป็นลูกชายค่ะ” พยาบาลคนนั้นพูดบอก ผ้าแพรลุกเร็ว ๆ ก้าวเข้าไปหา กำลังจะเอ่ยถามถึงแม่เด็กอีกฝ่ายก็พูดต่อไปว่า “แต่ญาติรออีกสักครู่นะคะ แม่เด็กอาการไม่ค่อยดี ส่วนเด็กร่างกายแข็งแรงดีค่ะ”

“อาการไม่ค่อยดีเหรอคะ” หัวใจของผ้าแพรหล่นวูบ 

“เธออ่อนเพลียเกินไปค่ะ หมอกำลังพยายามช่วยอย่างเต็มที่”

พยาบาลพูดอธิบายถึงรายละเอียดของอาการอีกเล็กน้อยจึงได้เดินจากไป ผ้าแพรยังยืนอยู่ที่เดิม เธอมองเข้าไปในห้องด้วยใจแห่งความหวังอันเต็มเปรี่ยม

“ขออย่าได้เป็นอะไรเลยนะ อดทนนะรดา ผ่านมันไปให้ได้นะ รดาอยากเห็นลูกตอนกินนมตัวเองไม่ใช่เหรอ อดทนนะคนเก่ง” พูดแล้วน้ำตาของหญิงสาวรินไหล เธอเองก็คลอดลูกแล้วไม่มีโอกาสแม้ให้นมลูก เธอจึงเข้าใจความปรารถนาของภัสรดาดี

ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง หมอออกมาแจ้งรายละเอียดว่าอาการของแม่เด็กยังไม่ถือว่าปลอดภัยดี ยังต้องอยู่ในความดูแลของหมออย่างใกล้ชิด

“เดี๋ยวญาติตามไปนะคะ จะพาไปห้องผู้ป่วยรวมค่ะ” ผ้าแพรเดินตามไปติด ๆ ดวงตาของเธอจับจ้องหญิงสาวที่นอนหลับตาสนิทบนเตียง ใบหน้าซีดเซียวนั้นช่างน่าสงสารเหลือเกิน

ตอนที่เธอคลอดลูกนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองได้ผ่านความเจ็บปวดครั้งใหญ่ในชีวิต ความเจ็บที่เสมือนว่าจะพากชีวิตของตัวเองไปก็ไม่ปาน เพียงแต่มันเป็นความเจ็บที่มากล้นไปด้วยความหวัง ความอดทนที่เธอเต็มใจจะเจ็บ ขอเพียงแค่ลูกนั้นคลอดออกมาอย่างปลอดภัยก็พอแล้ว

“รดา ลูกของรดาร่างกายแข็งแรงดีนะ รีบฟื้นนะคนเก่งของพี่” หลังจากที่พยาบาลออกไปจนหมดแล้ว ผ้าแพรใช้มือลูบหัวคนที่นอนหลับด้วยความถนอม พูดบอกเรื่องลูกหวังให้หญิงสาวได้ยินและมีแรงที่จะต่อสู้

“อาหลิ่นก็กำลังไปหาพี่ชายของรดา พวกเขากำลังจะมารับ อดทนนะ รดาต้องเข้มแข็ง ต้องสู้นะรู้ไหม” จากลูบหัวก็เปลี่ยนมาจับมือข้างหนึ่งลูบเบา ๆ นี่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ผ้าแพรพอจะทำได้

จนเช้าวันใหม่ภัสรดาก็ยังไม่ฟื้น พยาบาลแจ้งว่าจะให้นมผงกับเด็กเพราะแม่ยังให้นมไม่ได้ เพียงแต่ผ้าแพรเสนอว่าตนเองก็เป็นแม่ลูกอ่อน จะขอทำหน้าที่ให้นมแทนได้ไหม ในใจยังเชื่อว่านมแม่นั้นเต็มเปรี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์

สุดท้ายพยาบาลอนุญาต เด็กน้อยตัวขาวอมชมพูก็แสนจะเต็มใจ ทันทีที่หยดน้ำนมสัมผัสริมฝีปากเขาก็อ้าปากดูดงับด้วยความหิวโหย เป็นภาพที่ทำเอาผ้าแพรน้ำตาไหลอาบสองแก้ม

หากเธอได้ให้นมลูกชายก็คงจะรู้สึกแบบนี้ ไม่รู้เลยว่าเจ้าตัวน้อยของเธอจะเป็นอย่างไร กินอิ่มหรือไม่ พวกเขาจะห่วงใยดูแลเท่าเธอที่เป็นแม่หรือเปล่า

ผ่านไปหนึ่งวันเต็ม ๆ ภัสรดายังไม่ฟื้นคืนสติ หมอบอกว่าอาการยังไม่สู้ดี ยังต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด อาหลิ่นเองก็ยังไม่กลับมาตามที่พูดบอกเอาไว้ ส่วนเจ้าหนูน้อยที่ยังไม่มีชื่อเป็นของตัวเองร่างกายแข็งแรงกินเก่ง ความปวดคัดของสองเต้าที่ผ้าแพรแบกรับมาตลอดหลายวันก็ทุเลาเบาบางไปสิ้น

“เมื่อไหร่แม่หนูจะตื่นน่า...” ผ้าแพรจับมือน้อย ๆ ของเด็กทารกไปสัมผัสมือของภัสรดา “รีบตื่นนะครับแม่รดา ผมรอดื่มนมจากเต้าแม่อยู่ ผมหิวมากเลยครับ หิว ๆ”

เด็กทารกในผ้าห่อฉีกยิ้มและส่งเสียงอ้อแอ ราวกับว่าผ้าแพรกำลังคุยเล่นกับตัวเอง ไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้มารดาของตนกำลังพยายามต่อสู้กับความเจ็บป่วยทางด้านร่างกายอยู่

แวบหนึ่งในตอนที่หญิงสาวหันมาหยอกล้อเจ้าหนูน้อยในวงแขน ผ้าแพรเหมือนจะเห็นว่ามือของภัสรดาขยับ เธอรีบดีดตัวนั่งตรงและกวาดตามองร่างที่นอนนิ่งชัด ๆ

“รดา! เมื่อกี้รดาขยับตัวใช่ไหม พยาบาลคะ เมื่อกี้ฉันเห็นน้องสาวขยับนิ้วค่ะ พยายาลช่วยดูหน่อยได้ไหมคะ”

“ฉันก็เห็นเหมือนกัน เหมือนว่าแม่เด็กจะรับรู้ได้นะ” คนเฝ้าไข้เตียงข้าง ๆ พูดเสริม พยาบาลจึงรีบเข้ามาตรวจดูอาการภัสรดา จากนั้นก็ตามหมอมาตรวจซ้ำ

“แม่หนูจะตื่นแล้ว เจ้าหนู... แม่หนูจะตื่นแล้วนะครับ” ผ้าแพรภาวนาให้เป็นแบบนั้น เธอโอบอุ้มเด็กชายยืนห่างจากเตียงผู้ป่วยเล็กน้อย สายตายังเฝ้ามองว่าคนที่อยู่บนเตียงจะตื่นหรือไม่

“คนไข้ฟื้นแล้วจริง ๆ ครับ” คุณหมอที่ตรวจอาการหันมาบอก เมื่อผละออกก็เห็นว่าภัสรดานอนลืมตาอยู่บนเตียง

“รดา ฟื้นแล้วจริง ๆ ด้วย รดา... นี่เจ้าหนูของเธอ” คนที่ปรือตาอยู่บนเตียงมองลูกน้อยที่ถูกนำมาวางข้างตัว ดวงตาของเธอเห่อแดงก่อนที่น้ำตาจะรินไหล นัยแววตาที่จ้องมองไปยังเด็กทารกเต็มเปรี่ยมไปด้วยความปราบปลื้ม

“ภัส... ภัสวัตน์” ริมฝีปากที่แห้งพรากเปล่งเสียงพูดออกไปจนได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป