บทที่ 1 แม่เลี้ยงเดี่ยว
“สัญญาณชีพจรของคนไข้ยังทรงตัวครับ แต่ผลตรวจเลือดรอบล่าสุดพบว่าร่างกายของคนไข้เริ่มดื้อยาตัวเดิมแล้ว” ลลินดายืนกำมือเล็กๆ ที่เย็นชืดของ ‘น้องมีนา’ ลูกสาววัยเกือบแปดขวบเอาไว้แน่น
“หมอขอแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ยาตัวนำเข้าตัวใหม่ควบคู่ไปกับการรักษาประคับประคองเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนการปลูกถ่ายไขกระดูกครับ” คุณหมอส่งเอกสารประเมินค่าใช้จ่ายชุดใหม่ให้เธอ
“แต่ยาตัวนี้ไม่อยู่ในบัญชียาหลัก และไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ค่าใช้จ่ายเฉพาะค่ายาตัวนี้จะตกอยู่ที่ประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทต่อเดือนครับ และเราต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อยหกเดือน...”
ตัวเลขกลมๆ ที่ปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้นทำให้ลลินดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงมาตรงหน้า
สมองของเธอขาวโพลนจนแทบไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง เงินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทต่อเดือน สำหรับพนักงานบริษัทกินเงินเดือนธรรมดาๆ อย่างเธอมันไม่ต่างอะไรจากภูเขาลูกใหญ่ที่ไม่มีวันปีนข้ามได้
หญิงสาวยืนนิ่ง ลำคอตีบตันจนทำได้เพียงพยักหน้ารับคำเบาๆ ก่อนที่คุณหมอจะขอตัวเดินออกไปจากห้อง
ลลินดาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ ซบหน้าลงกับฝ่ามือเล็กๆ ของลูกสาวแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาอย่างเงียบๆ
เธออยากจะอ่อนแอ อยากจะร้องไห้ให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ความจริงที่ค้ำคออยู่ทำให้เธอต้องรีบปาดน้ำตาทิ้งอย่างรวดเร็ว เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นครืดขึ้นมา
หน้าจอแสดงสายเรียกเข้าจากต่างแผนกฝ่ายบุคคล ลลินดาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติก่อนจะกดรับสาย
“สวัสดีค่ะ ลลินดาพูดค่ะ”
“สวัสดีค่ะคุณลลินดา ทางเราโทรมาติดต่อสอบถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งเกี่ยวกับใบสมัครสละสิทธิ์การโยกย้ายตำแหน่งงานที่คุณยื่นเข้ามาเมื่อสัปดาห์ก่อนค่ะ” ปลายสายเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ทางผู้บริหารและฝ่ายบุคคลยังคงเสียดายความสามารถของคุณมากนะคะ ตำแหน่งหัวหน้าโครงการประสานงานที่สำนักงานใหญ่ในไทเป เปิดโอกาสให้คุณเติบโตได้ไกลมาก พร้อมอัตราเงินเดือนใหม่ที่สูงกว่าเดิมถึงสามเท่า รวมถึงค่าครองชีพและสวัสดิการรักษาพยาบาลของครอบครัวพนักงาน ที่ครอบคลุมเป็นพิเศษ” ลู่หานพี่สาวชาว LGBT ของลลินดาเปิดประตูเข้ามา เธอหันไปมองครู่หนึ่ง แต่ยังคงตั้งใจฟังเสียงในสาย
“ทางเราอยากให้คุณลองพิจารณาใหม่อีกครั้ง ก่อนที่คุณจะเซ็นปฏิเสธข้อเสนอนี้ เราให้เวลาคิดภายในวันพรุ่งนี้ค่ะ”
“ยังไงพรุ่งนี้ดิฉันจะให้คำตอบนะคะ” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย
“ได้ค่ะคุณลลินดา ทางเราจะรอคำตอบสุดท้ายภายในเวลาห้าโมงเย็นพรุ่งนี้ ตามเวลาที่ไต้หวันนะคะ หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันค่ะ”
หลังจากวางสาย ลลินดาก็ได้แต่จ้องมองโทรศัพท์ในมือด้วยความสับสนในใจ ลู่หาน หรือ ลูลู่ พี่สาวข้ามเพศผู้เปรียบเสมือนเสาหลักอีกคนในชีวิตของเธอที่คอยช่วยเลี้ยงดูมีนามาโดยตลอด
ลูลู่เดินเข้ามาพร้อมกับถุงของใช้จำเป็น ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางตามปกติ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความกังวลหลังจากได้คุยกับคุณหมอหน้าห้องตรวจมาแล้ว
“ลิน... พี่คุยกับหมอมาแล้วนะ เรื่องค่ายาตัวใหม่” ลูลู่เดินมาแตะไหล่น้องสาวเบาๆ
“หมอก็บอกลินแล้วเหมือนกัน”
“แล้วเมื่อกี้ใครโทรมาเหรอ หน้าตาแกดูเครียดมากเลย”
“ฝ่ายบุคคลโทรมาถามเรื่องสละสิทธิ์ตำแหน่งงานน่ะพี่ลู่... เขาถามว่าลินจะเปลี่ยนใจไหม” ลลินดาตอบเสียงเบา แววตาเต็มไปด้วยความลังเล ลูลู่ถอนหายใจยาวก่อนจะดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งฝั่งตรงข้าม
“แล้วแกจะเอายังไง? ค่ายาของยัยหนูมีนาเดือนละแสนห้า ไม่รวมค่าตรวจค่าห้องรักษาจิปาถะอีกนะลิน ลำพังเงินเดือนพนักงานออฟฟิศที่ไทยของแกต่อให้ทำโอทีจนตายก็ไม่มีทางหามาจ่ายได้ทันหรอกนะ”
“ลินรู้... แต่ลินทำใจทิ้งลูกไปทำงานไกลขนาดนั้นไม่ได้จริงๆ ลินอยากอยู่ดูแลมีนา” ลลินดากล่าวพร้อมกับบีบมือลูกสาวแน่นขึ้น น้ำตาเริ่มคลอเบ้าอีกครั้ง
“ลิน แกฟังพี่นะ!” ลูลู่พูดเสียงเข้มขึ้นเพื่อเรียกสติของน้องสาวที่กำลังถูกความอ่อนแอครอบงำ
“ถ้าแกไม่อยากไปทำงานไกลบ้าน ไม่อยากทิ้งลูกไว้ที่นี่... แกก็ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งไม่ใช่เหรอ?” ลลินดาชะงักไป เมื่อได้ยินพี่พูดแบบนั้น
“แกจะทนแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวไปเพื่ออะไร ในเมื่อเรื่องนี้แกไม่ได้เป็นคนก่อขึ้นมาฝ่ายเดียว!” ลูลู่ขยับเข้ามาใกล้ น้ำเสียงร้อนรนและเต็มไปด้วยความอึดอัดใจแทน
“ไอ้เรื่องศักดิ์ศรีบ้าบอนั่น มันกินไม่ได้หรอกนะลิน ชีวิตของยัยหนูมีนาสำคัญที่สุดไม่ใช่เหรอ? ถ้าแกไม่อยากไปไต้หวัน แกก็แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วติดต่อไปหา... พ่อของเด็ก!”
“พี่ลู่!” ลลินดาเอ่ยเสียงกร้าวเพื่อขัดจังหวะทันที
“พี่จะพูด! แกจะโกรธพี่ก็ยอม!” ลูลู่ไม่ยอมถอย
“แกบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าพ่อยัยหนูเป็นคนรวย” ห้องทั้งห้องกลับมาตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศ และเสียงสัญญาณชีพจรของเด็กหญิงตัวน้อยที่ดังคลออยู่
ลลินดาสูดหายใจเข้าปอดลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่านในอก แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นนิ่งสนิทและเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย
“ลินตัดสินใจแล้วค่ะพี่ลู่” ลลินดาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
“ลินจะเซ็นสัญญากับสำนักงานใหญ่ และเดินทางไปประจำที่สำนักงานใหญ่ ตามสัญญาถ้าอยู่ครบสามปี ลินก็ทำเรื่องกลับมาสาขาที่ไทยได้” หญิงสาวถอนหายใจเพื่อระบายความอึดอัด ก่อนจะพูดต่อ
“ส่วนเรื่องค่ารักษาของมีนา ลินจะหาทางส่งกลับมาให้ครบทุกบาททุกสตางค์เองโดยไม่ให้ขาดตกบกพร่อง”
“ลิน! แกกำลังจะหนีปัญหา!”
“ลินไม่ได้หนีปัญหา แต่นี่เป็นทางออกที่ลินเลือกเอง”
“ทำไมแกถึงดื้อรั้นขนาดนี้ฮะ? แค่โทรไปหาเขา บอกความจริงกับเขาว่ามีนาป่วยหนักขนาดไหน ทำไมไม่ลองติดต่อเขาไปดูเผื่อว่าเขาจะช่วยอะไรได้บ้าง... ทำไมถึงไม่ยอมบอกพ่อของเด็กเลยสักคำ!”
“ลินไม่ได้ติดต่อเขาอีกเลย ตั้งแต่วันที่เขาบอกว่าเขาจะไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น”
“เรื่องมันก็ตั้งนานแล้ว...”
“พี่คิดจริงๆ เหรอว่าเขาจะจำได้ ถ้าเขาคิดจะช่วย เขาคงช่วยตั้งแต่แปดปีที่แล้วแล้ว อีกอย่างเขาเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหนลินก็ไม่รู้ เพราะงั้นเอาตามที่ลินบอก ทุกอย่างลินจะรับผิดชอบเอง”
