บทที่ 3 ภาพซ้อนทับ
ณ ร้านอาหารจีนกึ่งบาร์สไตล์ฟิวชั่น
โต๊ะกลมขนาดใหญ่ในห้องจัดเลี้ยงส่วนตัววีไอพี ถูกจับจองโดยสมาชิกในแผนก ประสานงานต่างประเทศ ทุกคนต่างพูดคุยหัวเราะ ชนแก้วเครื่องดื่ม และคอยชวนพนักงานใหม่อย่างลลินดาคุยอยู่เป็นระยะเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกอึดอัด
“ทานเยอะๆ นะครับคุณหลินน่า อาหารที่นี่ขึ้นชื่อมาก โดยเฉพาะติ่มซำพวกนี้” ซ่งอี้หานเอ่ยอย่างใส่ใจ พลางใช้ตะเกียบกลางคีบขนมจีบกุ้งชิ้นโตมาวางในจานของเธอ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาอบอุ่นและเป็นมิตร แววตาหลังกรอบแว่นที่มองหญิงสาวตรงหน้านั้นปิดความชื่นชมเอาไว้ไม่มิด ท่าทีเทคแคร์อย่างสุภาพทว่าแฝงความประหม่าเล็กๆ ตามประสาผู้ชายที่จีบใครไม่เป็นทำให้เพื่อนร่วมงานในโต๊ะเริ่มหันมามองหน้ากันแล้วอมยิ้มแซว
“ขอบคุณค่ะคุณอี้หาน” ลลินดายิ้มตอบตามมารยาท
แม้เนื้อตัวจะนั่งอยู่กลางงานเลี้ยงต้อนรับสุดหรูหราที่แสนจะครึกครื้น แต่หัวใจของเธอกลับบินข้ามขอบฟ้ากลับไปยังห้องพักผู้ป่วยในกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว
ในอกมันร้อนรนกระวนกระวายจนแทบไม่มีแก่ใจจะกลืนอาหารรสเลิศพวกนี้ลงคอ สายตาคอยชำเลืองมองหน้าจอมือถือที่วางอยู่ข้างจานอยู่ตลอดเวลา เธอเฝ้ารอเวลาที่จะได้ยินเสียงของลูกสาวจนกระทั่งทนไม่ไหวอีกต่อไป เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังสนุกสนานกับการพูดคุย ลลินดาจึงหันไปกระซิบกับอี้หานเบาๆ
“คุณอี้หานคะ หลินขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์สักครู่นะคะ พอดีทางบ้านโทรมาน่ะค่ะ”
“อ๋อ ได้ครับๆ ตามสบายเลยครับคุณหลิน ให้ผมเดินไปส่งหน้าห้องไหมครับ?” ชายหนุ่มถามด้วยความห่วงใย
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณอี้หานทานต่อเถอะค่ะ หลินไปแป๊บเดียวก็กลับมาแล้ว” เธอยิ้มปฏิเสธอย่างเกรงใจ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือแล้วรีบก้าวเลี่ยงออกจากห้องจัดเลี้ยงไปเงียบๆ
เมื่อก้าวออกมาพ้นจากความวุ่นวายด้านใน ลลินดาก็เดินเลี่ยงไปยังมุมระเบียงทางเดินที่ค่อนข้างเงียบสงบและเป็นส่วนตัว เธอรีบกดต่อสายวิดีโอคอลกลับไทยทันที รอสายเพียงไม่กี่วินาที หน้าจอก็ปรากฏใบหน้ากลมแป้นของลูกสาวตัวน้อยที่กำลังนอนอยู่บนเตียงคนไข้
“แม่ลินขา!” เสียงใสๆ ของมีนาดังลอดลำโพงออกมาทันทีที่เห็นหน้าผู้เป็นแม่ ใบหน้าเล็กๆ นั้นฉีกยิ้มกว้างจนตาหยิบหยีพลางยกมือข้างที่ไม่มีสายน้ำเกลือโบกไปมา
“มีนาขา... ทานข้าวทานยาหรือยังคะลูก? วันนี้ดื้อกับป้าลู่หรือเปล่าเอ่ย”
“มีนาเป็นเด็กดีค่ะแม่ลิน ทานข้าวต้มหมดถ้วยเลย แล้วก็กินยาขมๆ เข้าไปด้วย ไม่ร้องไห้เลยสักแอะ ป้าลู่ยังชมมีนาว่าเก่งที่สุดในโลกเลยค่ะ!” เด็กหญิงเจื้อยแจ้วอวดความเก่งของตัวเองพร้อมทำท่าเบ่งกล้ามโชว์ เรียกเสียงหัวเราะจากลลินดาได้ในที่สุด
“เก่งมากค่ะคนดีของแม่ อยู่ทางนั้นต้องฟังป้าลู่นะคะ แม่ทำงานเสร็จแล้วจะรีบกลับไปหาหนูนะ” สองแม่ลูกคุยกันกระหนุงกระหนิงอยู่เกือบสิบนาที
ในระหว่างที่ลลินดาออกไปคุยโทรศัพท์ด้านนอก ประตูห้องจัดเลี้ยงวีไอพีก็ถูกผลักเปิดออกกว้างอีกครั้ง คราวนี้ผู้ที่ก้าวเข้ามาไม่ใช่พนักงานธรรมดา แต่เป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งใบหน้าหล่อเหลาดุจรูปสลัก
เฉินจื่อหยางผู้ร่วมทุนรายใหญ่และทายาทผู้ทรงอิทธิพลแห่งกลุ่มบริษัทเฉินกรุ๊ป พนักงานในแผนกหลายคนเมื่อเห็นหน้าเขาต่างพากันนิ่งเงียบ และโค้งศีรษะให้อย่างนอบน้อมเป็นการทักทาย แต่จื่อหยางกลับไม่ได้ใส่ใจสายตาเหล่านั้น เขากวาดสายตาคมปราบมองไปรอบห้องจัดเลี้ยงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งไปหาซ่งอี้หานที่กำลังนั่งดื่มน้ำชาอยู่
“มาสายนะเสี่ยวเฉิน นึกว่าจะเบี้ยวงานเลี้ยงต้อนรับพนักงานใหม่ของพี่ซะแล้ว” อี้หานหันไปหัวเราะร่าทักทายรุ่นน้องคนสนิทอย่างสนิทสนม
“งานเลี้ยงของพี่อี้หานทั้งที ผมจะเบี้ยวได้ยังไงล่ะครับ... แล้วไหนล่ะครับ? าที่พี่สะใภ้ของผม คนไหนคือผู้หญิงที่พี่ขอให้ผมมาช่วยดูวันนี้?” เฉินจื่อหยางแกล้งแซวพลางกวาดสายตามองไปรอบโต๊ะกลมเพื่อมองหาพนักงานใหม่ที่ซ่งจื่อหานหมายตา แต่กลับไม่พบใครที่มีลักษณะตรงตามที่ซ่งอี้หานเคยเล่าให้ฟังเลยสักคน
“เฮ้ย! อย่าเสียงดังไปสิเสี่ยวเฉิน เดี๋ยวคนอื่นได้ยินหมด!” ซ่งอี้หานรีบยกมือขึ้นตะปบปากรุ่นน้องพลางทำตาโต หันรีหันขวางมองคนในแผนกที่โชคดีว่ากำลังคุยกันเสียงดัง จนไม่ได้ยินประโยคเมื่อครู่
หัวหน้าฝ่ายประสานงานหนุ่มหน้าร้อนวูบ พลางลดเสียงลงเหลือเพียงเสียงกระซิบพลางชี้นิ้วไปที่เก้าอี้ว่างข้างตัวเขา
“เธอเพิ่งจะขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์เมื่อกี้เองเสี่ยวเฉิน... อย่าเพิ่งล้อพี่สิ ยิ่งจีบคนไม่เป็นอยู่ด้วย เดี๋ยวเธอตื่นตระหนกเตลิดหนีไป พี่จะโทษแกคนแรกเลยนะ” ซ่งอี้หานคาดโทษแบบไม่จริงจังนัก เฉินจื่อหยางแค่นยิ้มในลำคอพลางส่ายหัวเบาๆ
“ทำเป็นป๊อดไปได้ พี่อี้หานโปรไฟล์ดีขนาดนี้ ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ตาบอดก็คงไม่ปฏิเสธพี่หรอกครับ ผมล่ะอยากเห็นหน้าจริงๆ ว่าผู้หญิงแบบไหนที่ทำให้เสือยิ้มยากอย่างพี่สยบได้ขนาดนี้”
“เดี๋ยวเธอก็เข้ามาแล้ว แกนั่งนิ่งๆ แล้วทำตัวสุภาพด้วยล่ะ อย่าไปตีหน้ายักษ์ใส่เธอเชียวนะ” อี้หานสำทับพลางส่งแก้วไวน์ให้รุ่นน้อง
เฉินจื่อหยางรับแก้วไวน์มาถือไว้ในมือ เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย
ในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องจัดเลี้ยงวีไอพีก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้งอย่างแผ่วเบา ลลินดาในฐานะหลินน่า เดินก้าวกลับเข้ามาในห้อง ใบหน้าหวานประดับไปด้วยรอยยิ้ม หลังจากได้คุยกับลูกสาวเมื่อครู่ แต่รอยยิ้มนั้นกลับแข็งค้างอยู่บนใบหน้าในวินาทีถัดมา
เหมือนเวลาทั้งโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ เมื่อลลินดามองกลับมาที่เก้าอี้ของเธอ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เฉินจื่อหยางหันมองประตู สองสายตาสบประสานกันอย่างไม่มีใครเชื่อสายตาตัวเอง แปดปี แปดปีเต็มๆ ที่เขาเดินจากไปพร้อมกับความสัมพันธ์ที่มันค้างคา
‘เขาไม่ได้อยู่ที่อเมริกาหรอกเหรอ’ หญิงสาวคิดในใจ
สายตาสองคู่ประสานกันนิ่งงัน ท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวที่พลันอึดอัดขึ้น จนแทบหายใจไม่ออก ข้างกันนั้นซ่งอี้หานที่ยังคงนั่งยิ้มแย้ม โดยไม่รับรู้เรื่องราวระหว่างคนทั้งสอง ที่เขาเป็นคนจัดแจงให้ได้กลับมาเจอกัน
