บทที่ 4 ถ่านไฟเก่า
เวลาราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ลลินดายืนตัวแข็งอยู่ตรงประตู มือที่กำโทรศัพท์ไว้เริ่มเย็นขณะที่สายตาคู่นั้นยังคงจับจ้องเธอไม่ยอมละ
'ทำไมต้องเป็นเขา ทำไมต้องมาเจอกันตอนนี้' ความคิดวิ่งพล่านอยู่ในหัว แต่ใบหน้าของเธอกลับต้องฝืนนิ่งไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะรู้ดีว่าทุกสายตาในห้องกำลังจับจ้องมาที่คนสำคัญตัวเองที่เพิ่งเดินเข้ามา
เฉินจื่อหยางเองก็ไม่ต่างกัน หัวใจของเขาเต้นแรง สมองที่เคยคิดเร็ว ทำงานเร็วในทุกสถานการณ์กลับค้างอยู่กับภาพตรงหน้า ใบหน้าที่เขาจำได้ดี แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เธอยังคงสวยไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ดวงตาคู่นั้นที่เคยเป็นประกายเมื่อมองมาที่เขา วันนี้กลับเต็มไปด้วยความเย็นชา จนเขาสับสนว่าใช่เธอจริงๆ หรือไม่
“หลินน่า! มานี่สิครับ” เสียงของซ่งอี้หานดังขึ้นทำลายความเงียบของลลินดา เขาโบกมือเรียกเธอด้วยรอยยิ้มกว้าง
ลลินดาสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะบังคับมุมปากให้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มฝืนๆ แล้วก้าวเท้าเดินกลับเข้าไปที่โต๊ะ
“อาเฉินนี่คือคุณหลินน่า พนักงานใหม่ที่ฉันเล่าให้ฟัง” อี้หานหันไปแนะนำเธอให้จื่อหยางรู้จักด้วยน้ำเสียงภูมิใจ
“คุณหลินน่าคนนี้คือเฉินจื่อหยาง รุ่นน้องคนสนิทของผม ผู้ร่วมทุนรายใหญ่ของบริษัทเราด้วยนะครับ” เฉินจื่อหยางลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ สายตาที่มองมาที่เธอเปลี่ยนกลับเป็นแววตานิ่งสงบเหมือนที่เขาใช้ในห้องประชุมทุกครั้ง
“สวัสดีครับคุณหลินน่า ยินดีที่ได้รู้จัก” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พร้อมยื่นมือขวาออกมาอย่างสุภาพ
ลลินดามองมือที่ยื่นมานั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นไหว้ทักทายตามธรรมเนียมไทยแทนการจับมือ ราวกับต้องการรักษาระยะห่างเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพเช่นกัน
“ต้องขอโทษด้วยนะครับ ลืมบอกไปเลยว่าคุณหลินน่าเป็นคนไทย” อี้หานหัวเราะร่วน พลางหันไปกระซิบบอกจื่อหยางเบาๆ
“เขาไหว้แบบนี้เป็นมารยาทของคนไทยน่ะเสี่ยวเฉิน แกก็ไหว้ตอบเขาสิ” เฉินจื่อหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นไหว้ตอบอย่างเก้ๆ กังๆ
“ทำได้ไม่เลวเลยนะเสี่ยวเฉิน อ๋อจริงสิ! นายเคยไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ไทยด้วยนี่” อี้หานเอ่ยขึ้น คำพูดนั้นทำให้ทั้งเฉินจื่อหยาง และลลินดาต่างก็หน้าถอดสี แต่คนพูดไม่ทันได้สังเกตอะไร เขาดึงเก้าอี้ให้ลลินดานั่งลง
“เชิญนั่งก่อนครับคุณหลิน เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าเสี่ยวเฉินคนนี้เก่งขนาดไหน เขาเป็นหนึ่งในคนที่ลงทุนในบริษัทเราตั้งแต่เริ่มขยายสาขาต่างประเทศเลยนะครับ” ลลินดานั่งลงอย่างช้าๆ พยายามควบคุมมือที่เริ่มสั่นให้นิ่งที่สุด เธอวางมือไว้บนตักใต้โต๊ะเพื่อไม่ให้ใครเห็น สายตาแอบชำเลืองมองไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเฉียงเยื้องจากเธอเพียงเล็กน้อย
เขาดูต่างไปจากที่เธอจำได้มาก ทั้งบุคลิกที่นิ่งขึ้น ทั้งแววตาที่เคยละเล่นขี้เล่น อาจะเพราะเขาไม่ใช่หนุ่มมหาวิทยาลัยที่เธอเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว
'เขาเปลี่ยนไปเยอะมาก... หรือจริงๆ แล้วคนที่เปลี่ยนไปคือฉันเองกันแน่'
เฉินจื่อหยางเองก็แอบมองเธออยู่เช่นกัน ทุกครั้งที่มีจังหวะเผลอ สายตาของเขาจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าคุ้นเคยตรงหน้าโดยไม่รู้ตัว เขาสังเกตเห็นริ้วรอยความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มสวยของเธอ สังเกตเห็นสายตาที่คอยเหลือบมองโทรศัพท์บนโต๊ะอยู่เป็นระยะ เหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา
'เธอเป็นอะไรไป ทำไมถึงดูกังวลขนาดนั้น'
“ว่าแต่เสี่ยวเฉิน วันนี้ทำไมมาสายจัง มีธุระอะไรหรือเปล่า” อี้หานถามพลางรินไวน์ให้รุ่นน้องอีกแก้ว
“มีประชุมกับทางฝ่ายกฎหมายน่ะครับพี่ กว่าจะเคลียร์เอกสารเสร็จก็ล่วงเวลามาหน่อย” เฉินจื่อหยางตอบเรียบๆ สายตายังคงแอบเหลือบมองลลินดาเป็นระยะ
“พอดีเลยนะ จะได้มารู้จักคุณหลินคนนี้ เดี๋ยวต่อไปคุณหลินอาจต้องประสานงานกับเสี่ยวเฉินบ่อยๆ นะครับ เพราะโครงการใหม่ของแผนกเรามีเสี่ยวเฉินเป็นหนึ่งในผู้อนุมัติงบด้วย” อี้หานอธิบายอย่างเป็นกันเอง ไม่ทันสังเกตว่าทั้งสองคนตรงหน้าต่างพากันเงียบไปชั่วครู่หลังได้ยินประโยคนั้น
“งั้นก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับคุณหลิน”
“ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ค่ะ” เธอตอบกลับสั้นๆ
บทสนทนาในวงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ มีเรื่องราวสัพเพเหระคละเคล้าเสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง ลลินดาพยายามตอบคำถามที่คนอื่นถามและร่วมวงสนทนาให้เป็นปกติที่สุด ทั้งที่ในใจยังคงวุ่นวายอยู่กับความจริงที่เพิ่งพบ
เธอแอบคิดถึงมีนาที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ที่กรุงเทพฯ คิดถึงตัวเลขค่ารักษาที่ยังรอเธอต้องหามาให้ทัน และตอนนี้ยังต้องมาเจอกับอดีตที่เธอพยายามฝังกลบไว้ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้
'ไม่เป็นไร... แค่ทำงานกันไปตามหน้าที่ ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับอดีตที่จบไปแล้ว'
เธอบอกตัวเองซ้ำๆ ในใจ พยายามสร้างกำแพงหนาที่สุดกั้นระหว่างตัวเองกับอดีตที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้า
งานเลี้ยงดำเนินไปจนใกล้จบ คนในโต๊ะเริ่มทยอยลุกไปเข้าห้องน้ำ บ้างก็คุยงานกันเป็นกลุ่มย่อย ทิ้งช่วงเวลาสั้นๆ ที่โต๊ะเหลือเพียงลลินดา อี้หาน และเฉินจื่อหยางเท่านั้น
“คุณหลินครับ วันนี้ขอบคุณที่มาร่วมงานเลี้ยงนะครับ พรุ่งนี้เจอกันที่ออฟฟิศนะ” อี้หานพูดพลางลุกขึ้นเตรียมตัวจะไปพูดคุยกับผู้บริหารท่านอื่นที่เรียกเขาไป
เฉินจื่อหยางถือโอกาสในจังหวะนั้นลุกขึ้นยืนตามอี้หานไปด้วย ก่อนจะยื่นมือออกมาอีกครั้งเหมือนต้องการทดสอบบางอย่าง
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณหลินน่า หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันด้วยดี” ครั้งนี้ลลินดารู้ดีว่าหากปฏิเสธไม่จับมือเขาอีก คงจะดูแปลกเกินไปต่อหน้าคนอื่น เธอจึงจำต้องยื่นมือออกไปสัมผัสกับมือใหญ่ตรงหน้าอย่างเชื่องช้า
ปลายนิ้วที่แตะโดนกันเพียงเสี้ยววินาทีกลับรู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งผ่านผิวหนัง ทั้งสองต่างรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่คุ้นเคย ทั้งที่พยายามสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป
มือของเขากำมือเธอไว้นานกว่าปกติแม้เพียงไม่ถึงนาที แต่ก็นานพอที่จะทำให้หัวใจของทั้งคู่เต้นรัวขึ้นพร้อมกัน แต่ก็สั้นเกินกว่าที่ใครจะสังเกตเห็น
“ยินดีค่ะ” ลลินดาชิงดึงมือกลับก่อน เสียงของเธอแผ่วเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย
เฉินจื่อหยางยืนนิ่งมองเธอเดินจากไปพร้อมกับอี้หาน ก่อนจะเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างห้องจัดเลี้ยงที่มองเห็นแสงไฟยามค่ำคืนของไทเปกระพริบระยิบระยับ
'แปดปีผ่านไป เธอก็ยังคงเป็นคนเดิม... คนที่ยังทำหัวใจฉันสั่นได้แค่จากการแตะมือ'
ฝ่ายอี้หานที่เดินอยู่ข้างลลินดาเขายิ้มอย่างมีความสุข เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เธอฟังอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้ระแคะระคายถึงความไม่ปกติของคนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย
“เสี่ยวเฉินเป็นคนดีนะครับ แค่ท่าทางอาจจะดูเย็นชาไปหน่อยเพราะไม่ค่อยถนัดเรื่องเข้าสังคม แต่จริงๆ แล้วเป็นคนน่ารักมากเลยนะ” อี้หานพูดชมเชยรุ่นน้อง
“ค่ะ” ลลินดาตอบรับสั้นๆ ไม่ได้ออกความเห็นอะไรมากนัก
