บทที่ 8 โปรดรักษาระยะห่าง
ห้องประชุมใหญ่เต็มไปด้วยพนักงานจากสองแผนก เสียงพูดคุยจอแจ ดังกระจายไปทั่วห้องก่อนการประชุมจะเริ่ม ลลินดานั่งอยู่แถวกลางร่วมกับเพื่อนร่วมแผนก มือถือสมุดจดพร้อมจะเริ่มบันทึกตามปกติ
"เนื่องจากโปรเจกต์ขยายสาขาในไตรมาสหน้ามีขนาดใหญ่กว่าที่ผ่านมามาก ฝ่ายบริหารจึงตัดสินใจให้แผนกประสานงานต่างประเทศทำงานร่วมกับฝ่ายร่วมทุนอย่างใกล้ชิดตลอดโปรเจกต์นี้..." ผู้จัดการอาวุโสยืนอยู่หน้าจอโปรเจกเตอร์ อธิบายพลางเลื่อนสไลด์ไปเรื่อยๆ
ลลินดาก้มหน้าจดตามอย่างตั้งใจ ไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงบนสไลด์จนกระทั่งเพื่อนข้างๆ กระซิบถามขึ้น
"คุณหลินน่า นั่นชื่อคุณไม่ใช่เหรอ" เธอเงยหน้าขึ้นมองตามที่เพื่อนชี้ ใจหล่นวูบทันทีที่เห็นชื่อของตัวเองปรากฏอยู่ในผังองค์กรใหม่บนจอ เชื่อมเส้นตรงไปยังตำแหน่งของเฉินจื่อหยางอย่างชัดเจน
"คุณหลินน่าจะเป็นผู้ประสานงานหลักฝั่งแผนกเรา รายงานตรงกับคุณเฉินจื่อหยางในส่วนของงบประมาณและไทม์ไลน์ทั้งหมด" ผู้จัดการอาวุโสอธิบายต่อ
ลลินดารู้สึกทุกสายตาในห้องหันมามองเธอเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับไปสนใจสไลด์ต่อ มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้สึกเหมือนอากาศในห้องเบาบางลงไปทันที
เธอเหลือบมองไปทางฝั่งจื่อหยางที่นั่งอยู่แถวหน้าฝั่งตรงข้าม เขาก็หันกลับมาพอดี สายตาสองคู่สบกันแวบหนึ่งก่อนที่ทั้งคู่จะรีบหันหน้าหนีจากกันพร้อมกัน
การประชุมดำเนินต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง แต่ลลินดาแทบจำรายละเอียดที่เหลือไม่ได้เลยสักนิด หัวของเธอวนเวียนอยู่กับคำถามเดียวว่าต่อจากนี้จะต้องเจอเขาบ่อยแค่ไหน
หลังประชุมเลิก พนักงานทยอยลุกออกจากห้องกันเป็นกลุ่มๆ ลลินดาเก็บสมุดจดของตัวเองอย่างช้าๆ ตั้งใจรอให้คนอื่นออกไปก่อน
เธอไม่อยากเดินปะปนไปกับกลุ่มคนที่เพิ่งได้ยินข่าวเรื่องผังงานใหม่ กลัวจะโดนจับตามองซ้ำอีกรอบเหมือนเมื่อครู่ ยิ่งช่วงนี้ตั้งแต่อี้หานเริ่มวนเวียนมาที่โต๊ะเธอบ่อยๆ ก็มีเสียงกระซิบนินทาลอยมาเข้าหูเป็นระยะอยู่แล้ว เธอไม่อยากให้มีเรื่องให้คนเอาไปพูดต่อเพิ่มอีก
แต่พอเงยหน้าขึ้นมา เธอก็พบว่าห้องประชุมเหลือเพียงเธอกับเฉินจื่อหยางเท่านั้น เขายืนอยู่ใกล้ประตู มือถือแฟ้มเอกสารแนบอก ท่าทางเหมือนกำลังรอจังหวะจะพูดอะไรบางอย่าง
"ดูเหมือนเราจะต้องทำงานด้วยกันบ่อยขึ้นแล้วนะครับ" เขาเอ่ยขึ้นก่อน ลลินดาถอนหายใจ เหมือนว่าตอนนี้เธอจะรอดพนจากการถูกจับตามองของเพื่อนร่วมงานแล้ว แต่กลับต้องมาอยู่เพียงลำพังกับเฉินจื่ออย่าง
"ค่ะ" ลลินดาตอบสั้นๆ ไม่อยากต่อบทสนทนาให้ยาวไปกว่านี้
"ถ้ามีอะไรไม่สะดวกใจ บอกได้นะครับ ผมจะลองคุยกับฝ่ายบริหารดูว่าจะปรับโครงสร้างได้ไหม" คำพูดนั้นทำให้เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คาดคิดว่าเขาจะเสนอแบบนี้ขึ้นมาเอง
"ไม่ต้องหรอกค่ะ" เธอตอบในที่สุด สายตายังคงหลบไม่มองตรงไปที่เขา
"งานก็คืองาน ดิฉันแยกเรื่องส่วนตัวออกจากงานได้"
"งั้นก็ดีครับ" เขาตอบกลับ พร้อมกับพยักหน้าเบาๆ
"ผมจะพยายามคุยกับคุณแค่เรื่องงานเป็นหลัก ไม่ให้มันเกินขอบเขต" ลลินดาไม่ได้พูดอะไรตอบ เธอเพียงแค่พยายามจะเดินเลี่ยงไป แต่เฉินจื่อหยางก็เดินตามมาติดๆ
“อยู่ไต้หวันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ชินกับที่นี่หรือยัง” เขาเอ่ยถาม เหมือนกับจะหาเรื่องคุย เพราะเห็นว่าถึงอย่างไร ต่อจากนี้เขากับเธอก็ต้องติดต่อประสานงาน และคงจะได้พูดคุยกันมากขึ้น อย่างน้อยก็ไม่อยากให้เธออึดอัดเวลาที่ต้องพูดคุยกับเขา
“ค่ะ” เธอยังคงตอบเพียงสั้นๆ และพยายามเดินหนี
“โชคดีนะ ที่ไทยกับไต้หวันสภาพอากาศไม่ต่างกันมาก อาหารไทยในไต้หวันก็มีเยอะ คุณคงไม่...”
"งั้นก็เริ่มเลยแล้วกันค่ะ" ลลินดาหยุดเดินแล้วแทรกขึ้นทันที
“อะไรนะ?”
“ที่คุณพูดก่อนหน้านี้ไงคะ มีธุระงานอะไรค่อยติดต่อกันก็พอ" เฉินจื่อหยางชะงักพูดอะไรไม่ถูก เขาไม่คิดว่าเธอจะต่อต้านเขาขนาดนี้
“ผมก็แค่อยากให้การสนทนาระหว่างเรา ไม่อึดอัดจนเกินไป อย่างน้อยเราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ไม่ใช่เหรอ...ลิน” เขาเรียกชื่อเล่นของเธอ และมันก็ทำให้สายตาเย็นชาลุกโชนด้วยความไม่พอใจทันที
“ฉันไม่ได้อยากจะเป็นเพื่อนกับคุณ หรือกับใครทั้งนั้น ฉันมาที่นี่เพื่อทำงาน หาเงิน เมื่อถึงเวลาฉันก็จะกลับสาขาที่ไทย ไปรับตำแหน่งและเงินเดือนที่ก้าวหน้าขึ้น ความตั้งใจของฉันมีแค่นั้น หวังว่าคุณคงจะเข้าใจ”
"ครับ" เขาตอบสั้นๆ ไม่มีอะไรจะโต้แย้ง
ทั้งคู่ยืนนิ่งอยู่อีกครู่หนึ่ง ความเงียบที่ปกคลุมห้องประชุมว่างเปล่า ความอึดอัดหนักขึ้นกว่าตอนที่ยังมีคนเต็มห้อง
"งั้น...ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ" ลลินดาเป็นฝ่ายขยับตัวก่อน เดินผ่านเขาไปทางประตู
“แค่เพื่อนก็ไม่ได้จริงๆ เหรอ” เขาพูดขึ้นอีกครั้งด้วยภาษาไทย ลลินดาเพียงชะงักไม่กี่วินาที ก่อนจะเดินต่อไปโดยไม่ตอบอะไรทั้งนั้น
เขาไม่ได้พูดอะไรกั้นเธอไว้ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ แล้วยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองอย่างแรง เขาพยายามคิดว่าระหว่างเขากับเธอมันจบลงแบบไหน 8 ปีมันนานเสียจนเขาแทบจำรายละเอียดอะไรไม่ได้
จะพูดให้ถูกก็คือตอนที่ตัดความสัมพันธ์กับเธอ มันเป็นช่วงที่เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรเธอเท่าไหร่แล้ว ไม่เหมือนช่วงที่รู้จักกันแรกๆ
สิ่งที่ทำให้ซ่งอี้หานตกหลุมรักเธอ ไม่ได้ต่างกับตอนที่ทำให้เขาสนใจในตัวเธอเลย สาวไทยหน้าตาสวยโดดเด่น เสือยิ้มยาก ที่ยิ้มแล้วมีเสน่ห์กว่าใครทั้งหมด ที่พิเศษกว่าคือตอนนั้นเขาเหมือนได้ครอบครองใบหน้ายิ้มแย้มของเธอ เขามั่นใจว่าตัวเองได้เห็นมากกว่าผู้ชายคนไหนแน่
แต่ดันจำแทบไม่ได้เลย ว่าทำไมเธอถึงหายออกไปจากชีวิต และถ้ายิ่งคิดย้อนกลับไปให้ดี ระหว่างเขากับเธอมันเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่เพื่อน แต่ก็ไม่ใช่แฟน เพราะแบบนั้นมันถึงไม่เรียกว่าจบในความทรงจำของเขา เพราะจริงๆ แล้วมันยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ
“หยุดคิดสักที” เขาพูดออกมาในที่สุด และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า ที่อยากคุยกับเธอ เพราะไม่อยากให้ตรึงเครียดตอนทำงานจริงๆ เหรอ ไม่ใช่อยากคุยกับเธอด้วยเรื่องส่วนตัวแน่เหรอ
