บทที่ 1 บทนำ
ฉันเกิดมาในมุมมืด ไร้แสงสว่าง
เดินอยู่บนเส้นทาง ไร้ความโชคดี
เฝ้าริษยาใครเขา ไล่ตามไขว่คว้าสิ่งที่เราไม่มี
โปรดเถิดฟ้ามองลงมาที่ฉันคนนี้
สาดแสงขับไล่เมฆหมอกร้ายรอบกายที่มี
ให้ใจดวงนี้พ้นจากทุกข์ทรมาน
...................
“กลับมาซะมืดค่ำเชียวนะอีดาว เมื่อไหร่มึงจะเลิกๆ ไปไหนมาไหนกับไอ้วิทซะทีหา? แรดๆให้มันเอาฟรีแทนที่จะหาผัวเจ๊กรวยๆ อย่างลูกชาวบ้านเขา อีลูกไม่รักดี!”
‘นางสาว’ยืนเท้าสะเอวจิกด่า ‘บุตรสาวคนเดียวของนางอยู่หน้าบ้าน ด้วยความไม่ชอบใจ ที่ ’วิทยา’ หนุ่มขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาส่งบุตรสาว
"แม่..!!! พี่วิทเขาแค่มีน้ำใจมาส่งดาว เขาไม่ใช่แฟนดาว ถึงจะใช่..เขาก็เป็นคนดี ไม่เห็นเสียหายอะไร”
ดาริน สกุลไทย ตอบโต้มารดาอย่างข่มใจ เกรงวิทยาที่ขับมอเตอร์ไซค์ออกไปได้ไม่ไกลจะได้ยินแล้วเสียความรู้สึก เขาอุตส่าห์มีน้ำใจพาเธอมาส่งที่บ้านไม้หลังเล็กสภาพเก่าแก่สุดซอยเปลี่ยวแถวนอกเขตกรุงเทพมหานคร
มารดาของเธอชอบด่าทอบุตรสาวตัวเองเสียงดัง จนบ้านใกล้เรือนเคียงได้ยินแล้วนำเอาเรื่องภายในบ้านไปนินทากันสนุกปาก
นางสาวมีความคิดในแง่ลบและอยากมั่งมีเหมือนชาวบ้านที่มีลูกสาวตกถังข้าวสารได้สามีรวยอยู่เสมอ จนเธอเอือมระอา
“ไม่เสียหายเหรอ ? มึงดูตัวเองซิ หน้าตาสวยซะปล่าว จะมาเอาวินมอไซค์ มึงไม่อายคนรึไง ?”
“ถ้าผัวรวยๆ อย่างแม่ว่ามันหาง่ายอย่างนั้น ทำไมแม่ไม่ไปหาซะเอง ?”
หญิงสาวแย้งมารดา เพราะไม่เคยเห็นด้วยกับความคิดของนาง ที่อยากรวยทางลัด อยากได้อยากมีแต่ไม่ขยันทำมาหากิน มีรายได้จากการซื้อขายหวยใต้ดินและการขูดรีดบุตรสาว
“อีดาว!! อีลูกเนรคุณ!!..นี่กูเป็นแม่มึงนะ กูเลี้ยงมึงมามึงกล้าเถียงกูเหรอ อีลูกไม่รักดี!!” นางสาว ก่นด่าบุตรีสารพัด ด้วยความโมโห
ดารินเดินหลบมารดา หนีเข้าห้องตัวเองทั้งที่ยังไม่ได้ทานข้าวเย็นเธอทำงานและทำโอทีทุกวัน เพื่อจะมีเงินเก็บและมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
แต่บุพการีของเธอ ไม่เคยภูมิใจที่มีบุตรีขยันเป็นคนดี... กลับนิยมชมชอบคนมั่งมีเงินทอง มีหน้าตาในสังคม แม้เขาเหล่านั้นจะทำเลวแค่ไหนได้เงินมาอย่างไร นางไม่แยแส
หญิงสาวน้อยเนื้อต่ำใจในชะตาชีวิตที่เกิดมาจน ได้ร่ำเรียนสูงสุดแค่มัธยมปลาย อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยเหมือนเพื่อนวัยเดียวกัน ก็ทำไม่ได้ เพราะโดนมารดาบังคับให้ทำงาน...
ดารินมีชีวิตเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานในโรงงานย่านเขตอุตสาหกรรม เหนื่อยสายตัวแทบขาด ทำโอทีทุกวัน แต่ไม่มีเหลือพอจะเก็บ เพราะรายได้ของคนรากหญ้าหาเช้ากินค่ำ ช่างน้อยนิดนักเมื่อเทียบกับค่าครองชีพปัจจุบัน
“ปังๆๆๆๆ !!!”
“มึงออกมาเลยนะอีดาว! มึงจะทำไม่รู้ไม่ชี้ หนีเอาตัวรอดไม่สนใจแม่ที่เบ่งมึงออกมาเป็นคนอย่างนี้ไม่ได้นะ!”
นางตามมาทุบประตูดุด่าราวี รู้ดีว่าบุตรสาวเป็นคนหน้าบาง โดนด่าทอได้ไม่นานก็คงออกมา คงกลัวว่าชาวบ้านจะมาได้ยิน จริงอย่างที่นางคาดเดา
บุตรสาวเปิดประตูห้องออกมาฟังคำดุด่าพร้อมน้ำตาอาบสองแก้ม ครั้งนี้ก้อนเนื้อสีแดงในอกข้างซ้ายมันอ่อนล้าเกินจะอดทนการบีบคั้นจากมารดา หญิงสาวแพ้พ่ายความน้อยเนื้อต่ำใจในชะตาชีวิต ทำดีแทบตายสิ่งที่ได้มีแต่วาจาดุด่าถากถางเธอสารพัด
“แม่! แม่จะให้ดาวทำยังไง ถึงจะพอใจ ? แม่ก็รู้ว่าดาวเป็นแค่เสมียนโรงงาน เงินทองหามาได้ดาวก็ให้แม่จนหมด แม่ยังไม่พออีกเหรอ ?” ดารินตัดพ้อมารดา
“เออ... กูไม่พอใจ! มึงไม่แหกตาดูลูกสาวบ้านข้างๆรึไง... ผัวมันซื้อรถคันเก๋งใหม่ป้ายแดงให้แม่ยายขับ น้ำหน้าอย่างมึงหาดีๆแบบนี้ได้ไหม? กูน่ะอายเขา มีลูกสาวก็โง่เหมือนควาย ไม่รักดี!”
นางก่นด่า นิ้วชี้กดลงกลางหน้าฝากบุตรสาว โดยไม่สนสักนิดว่าเธอจะมีอาการท้อแท้เหนื่อยล้า โศกเศร้าเสียใจอย่างไร
“แม่อยากได้มากใช่ไหมลูกเขยรวยๆ.. ได้!! ดาวจะหาให้..หวังว่าแม่ได้เงินแล้ว คงปล่อยดาวไปนะ.. จะได้หมดเวรกรรมต่อกันซักที!”
ดารินวิ่งหนีออกจากบ้านตัวเปล่า.. หญิงสาวแรกรุ่นร่างบอบบางในชุดฟอร์มเสมียนโรงงานวิ่งร้องไห้กระเซอะกระเซิง ด้วยสภาพเท้าเปลือย เธอวิ่งไปร้องไห้ไป ไม่มีจุดหมายปลายทาง
“เออ!!...ดี ถ้าไม่มีเงิน มึงอย่ากลับมาให้กูเห็นหน้านะอีดาว!!” นางสาวยังไม่วายตะโกนด่าไล่หลัง...
ฉันไม่มีแม้รองเท้าสวมใส่
ฉันไม่มีสตางค์แม้เศษสลึง
ฉันไร้ญาติมิตรเป็นที่พึ่ง
ฉันไร้ซึ่งความหวังกำลังใจ
เธอหยุดวิ่ง...แต่ไม่หยุดเดิน
หยุดร้องไห้แต่ยังไม่คลายเศร้าโศก...
ดารินเดินมาไกลมาก... ไกลจนไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ใดในกรุงเทพฯ รอบกายรายล้อมไปด้วยไฟแสงสีและเหล่าผีเสื้อราตรี สถานที่ที่เธอไม่เคยย่างกรายเข้ามา แม้ดวงตาเธอยังมองเห็นแสงสว่าง แต่ก็หารู้ไม่ว่าจะเดินไปยังทางทิศใด...
‘ราตรี’
สตรีวัยกลางคนผู้มีหน้าตารูปร่างงดงามกว่าวัยเพราะหมั่นดูแลตัวเองอย่างดีเป็นประจำ เธอแต่งหน้าจัดจ้าน แต่งกายยั่วกิเลสในยามวิกาล บ่งบอกให้รู้ว่ามีอาชีพอะไร..
