บทที่ 6 รอยรำลึก (5)
“คุณแม่ก็คิดถึงคุณปรียาที่สุดค่ะ ขอโทษนะคะ ที่วันนี้คุณแม่ไม่ได้อยู่กับคุณปรียา”
‘ปรียานุช กษิดิ์เดช’ เป็นสาวสวยรูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม เธอเอ่ยราวกับจะขอโทษ ในขณะที่เอียงแก้มให้ลูกน้อย ดวงหน้ากลมมนปรากฏรอยยิ้มชื่นใจ คิ้วเรียวดกดำและดวงตาโตสีดำสนิทระยับไปด้วยแววอ่อนหวาน ริมฝีปากบางอิ่มแตะลงที่ข้างแก้มนุ่มเด็กน้อยตอบแทน ก่อนเธอจะรับเจ้าตัวเล็กมาอุ้ม ส่วนอดิศรเปลี่ยนเป็นโอบเอวเธอไว้หลวมๆ
สามคนพ่อแม่ลูก...ครอบครัวอันแสนสุข
และนี่คือภาพที่บรรดาคนในบ้านมักเห็นเป็นประจำจนชินตา นับแต่เด็กหญิงถือกำเนิดมา
“วันนี้เป็นยังไงบ้างครับคุณน้อม”
อดิศรเอ่ยถามคนที่มีศักดิ์เทียบได้กับพี่ภรรยาด้วยรอยยิ้ม
“ก็ซนทั้งวันแหละค่ะกว่าจะพาไปอาบน้ำได้ กว่าจะพาขึ้นจากน้ำได้” คุณน้อมที่สัญญาว่าจะไม่บอกฟ้อง คนโดนหักหลังเลยได้แต่ส่งสายตาปะหลับปะเหลือกมาให้ ทำปากขมุบขมิบ
“แน่ะยังจะมาค้อนอีก ดูเอาเถอะค่ะ ถ้าโตกว่านี้จะขนาดไหน”
ปรียานุชหัวเราะขึ้นเบาๆ ยกนิ้วขึ้นแตะปลายจมูกเล็กๆ เป็นการคาดโทษลูกสาวที่เกาะคอยิ้มแหย ส่วนอดิศรก้มลงมองหัวเราะพอใจ กระทั่งเห็นรถคันหนึ่งกำลังขับเข้ามาตามถนน พวกสาวใช้เลยสลายตัวกันในทันที คงเหลือเพียงน้อมจิตและนิ่มนวลเท่านั้น
แล้วรถของ ‘แขก’ ก็แล่นเข้ามาจอด ปรียานุชยังคุยกับอัลิปรียา ส่วนอดิศรโอบเอวเอวภรรยายืนรอหันไปมอง มีน้อมจิตและนิ่มนวลมองอย่างสนใจใคร่รู้ เมื่อเห็นชายหนุ่มลูกครึ่งหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถ แล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูให้หญิงสาวและเด็กชายผิวขาวจัด หน้าตาบึ้งตึง ที่เดินกระแทกเท้าตามลงมาเป็นคนสุดท้าย ก่อนยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่อย่างเสียไม่ได้ ความสนใจถูกเปลี่ยนชั่วคราว น้อมจิตยิ้มออกมาน้อยๆ ยามผู้เป็นนายแนะนำ
“คุณปั้น คุณณัจ ยินดีต้อนรับครับ นี่คุณน้อม น้อมจิตพี่สาวของนุช”
อดิศรผายมือมาที่เธอ ซึ่งตอนนี้ยกมือขึ้นไหว้ผู้เป็นแขก ที่ยกมือรับไหว้เธอแทบไม่ทัน
“คุณน้อม นี่คุณปั้น ปุริม กับคุณณัจ ณัจยา แล้วก็...นายปณัย ที่จะมาเป็นเพื่อนบ้านรั้วเดียวกันของเราครับ”
น้อมจิตยังคงอยู่ในฝันอันแสนสุข ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เธอได้รู้จักกับครอบครัวของปณัย คุณหนูที่เธอรักและมอบแต่ความปรารถนาดีให้ โดยไม่ได้รับรู้เลยว่าขณะนี้ในความจริงกำลังเป็นไปเช่นไร
ผ่านไปแล้วหนึ่งวันกับความหวั่นเกรงที่จะสูญเสียของปณัย เช้าวันต่อมาน้อมจิตก็มีอาการดีขึ้น จนสามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง และนั่นทำให้ปณัยเริ่มจะมีความหวัง ชายหนุ่มติดต่อส่งข่าวและขอให้นิ่มนวลกลับลงมาจากแม่ฮ่องสอน และเธอก็เดินทางมาถึงในสายของวันนี้
นิ่มนวลในวัยสี่สิบต้นๆ รูปร่างค่อนข้างท้วมต่างจากอดีต เธอที่สวมชุดฆ่าเชื้อก้าวเข้าไปในห้องหยุดมองอย่างนิ่งอั้นเมื่อเห็นร่างผอมแห้งแทบจะเหลือแต่กระดูกของพี่สาวบนเตียง ก่อนจะถลาเข้าไปยืนข้างเตียงของผู้ป่วย และกลั้นน้ำตาไว้อย่างสุดความสามารถ ทั้งที่ความอาดูรและการกริ่งเกรงต่อการสูญเสียกำลังท่วมท้นอยู่ในใจ ปณัยคงยืนอยู่อีกฝั่งกุมมือหญิงสูงวัยไว้ไม่ได้พูดอะไรสักคำ เขาได้แต่ยืนมองอดีตพี่เลี้ยงนิ่ง
อาการของน้อมจิตในตอนนี้มีแต่ทรงกับทรุดเพราะเจ้าตัวไม่มีกำลังใจที่จะสู้ และรักษาโรคร้ายที่เพิ่งตรวจพบ ว่ามีการลุกลามของมะเร็งอยู่ในระยะสุดท้าย
“พี่น้อม ฉันมาแล้วนะ พี่ได้ยินฉันมั้ย”
นิ่มนวลเอ่ยเรียกพี่สาวเสียงเครือ เธอไม่นึกเลยว่าการห่างพี่สาวไปเพียงหนึ่งอาทิตย์ เพื่อกลับไปจัดการเรื่องยุ่งๆ ให้น้องชายต่างมารดาที่แม่ฮ่องสอน น้อมจิตจะทรุดลงไปมากขนาดนี้ เมื่อก่อนเธอไป พี่สาวยังคงพูดได้และรู้สึกตัว แต่นี่ดูซี เพียงไม่กี่วันที่เธอไม่อยู่ อาการของพี่สาวก็ทรุดลงจนปณัยต้องโทรศัพท์ตามตัวเธอเร่งให้จับเครื่องบินตรงมาที่นี่เลย
สาวใหญ่ยังคงมองพี่สาวนิ่งในขณะที่นายแพทย์และแพทย์หญิงที่เดินนำมาเดินออกไปจากห้องแล้ว หลังปณัยหันไปมองพร้อมกับสบตาร้องขอว่าขออยู่กับคนไข้ตามลำพัง
เมื่อชายหนุ่มกลับมามองคนป่วย ก็พบว่านิ่มนวลกำลังก้มลงไปกระซิบบอกพึมพำที่ข้างหูน้อมจิต ปณัยเองเข้าไปทรุดลงนั่งกับเก้าอี้ซบหน้ากับฝ่ามือเหี่ยวย่น...ความเสียใจอัดอั้นเต็มอก เขากำลังจะเสียคนสำคัญที่เหมือนแม่ของเขาไปอีกคน คนที่ให้ความอบอุ่น และเปลี่ยนเด็กชายเกเรคนนั้น ให้รู้จักกับคำว่า ‘ครอบครัว’
“คุณปณัย”
นิ่มนวลเอ่ยเรียก และปณัยก็ปล่อยให้น้ำตาไหลเมื่อรับรู้ถึงมือของอดีตพี่เลี้ยงอีกคนซึ่งลูบเบาๆที่กลุ่มผมของตน และพี่เลี้ยงสาวใหญ่เองก็ได้แต่ถอนใจ น้ำตาซึมเพราะความโศกเศร้า เธอเข้าไปโอบปณัยไว้แล้วลูบหลังเบาๆ หลังเห็นชายหนุ่มผู้มาดมั่นคนเก่าหายไป คงเหลือไว้เพียงแค่เด็กชายที่กำลังหลงทาง ปณัยโอบเอวของนิ่มนวลไว้แน่น กอดไว้ยึดไว้ราวกับเป็นหลักยึดสุดท้ายที่เขากลัวว่าจะหายไป
สาวใหญ่ได้แต่ทอดถอนใจ ก่อนทอดสายตากลับไปมองพี่สาวบนเตียง แล้วน้ำตาของนิ่มนวลก็ไหลออกมาเงียบๆ ช้าไปเสียแล้ว ในขณะนี้ไม่มีอะไรจะฉุดรั้งพี่สาวของเธอไว้ในโลกนี้ได้อีกแล้ว ไม่ว่าสิ่งนั้นจะสำคัญแค่ไหน เมื่อน้อมจิตคงปรารถนาจะอยู่ในฝันไปตลอดกาล
นิ่มนวลเข้าใจความรู้สึกของพี่สาวดี เมื่อความจริงมันโหดร้ายหนักหนาเกินกว่าจะทานไหว เพราะขนาดตัวเธอเองก็ยังอยากให้เวลามันย้อนกลับไป เพื่อจะได้แก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด
ทว่านั่นก็เป็นได้แค่ความคิด เป็นได้เพียงความฝัน ที่ไม่มีวันกลายเป็นจริง
เกือบครึ่งชั่วโมงที่ปณัยและนิ่มนวลอยู่ในห้องนั้น พอหมดเวลาเยี่ยมทั้งสองคนก็ลุกเดินออกไปจากห้อง พอคล้อยหลังนิ้วมือของผู้ป่วยก็ขยับ ริมฝีปากของน้อมจิตพึมพำเป็นคำสั้นๆ ทว่ากลับไม่มีเสียง ไม่มีเค้าว่าจะรู้สึกตัว
เพราะหญิงชรายังคงอยู่ในนั้น เธออยู่ในฝัน ในอดีตของตัวเอง
