บทที่ 8 อีกหนึ่งความเดียวดาย (2)

ขณะนั้นปณัยนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน มีนิ่มนวลยืนชิดติดกับประตูคอยเฝ้ามองเข้าไป หลังจากน้อมจิตมีอาการทรุดลงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดสัปดาห์ต่อมา

และเมื่อเช้าวันนี้เองที่หญิงสูงวัยมีอาการโคม่า ซึ่งตอนนี้เหล่าแพทย์กำลังช่วยยื้อลมหายใจอันแผ่วล้านั้นไว้ ชายหนุ่มลุกถลันขึ้นยืนหลังนิ่มนวลบอกว่าคุณหมอกำลังเดินออกมา เขาก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างอดีตพี่เลี้ยงสาวใหญ่ และรอจนนายแพทย์ผู้เป็นเพื่อนผลักประตูออกมาแล้วเอ่ยขึ้นว่า       

“ปณัย...คุณนิ่ม เชิญข้างในเถอะครับ คิดว่าคงมีเวลาอีกหน่อย”

ชายหนุ่มตัวชา ในขณะที่น้องสาวคนป่วยยกมือขึ้นปิดปากหลุดอุทานออกมาเบาๆ ปณัยกลืนน้ำลายได้อย่างยากลำบาก เวลาที่ลากขาก้าวตามผู้เป็นเพื่อนเข้าไป

ทั่วทั้งห้องเงียบสงบ ได้ยินเพียงเสียงดังจากเครื่องมือทางการแพทย์แสดงถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่ช้าลง...ช้าลง ขณะนั้นน้อมจิตไม่ได้หลับ หญิงชราลืมตาแต่ไม่ได้รู้สึกตัว มันเป็นอาการเพ้อ อาการสุดท้ายของคนที่กำลังจะหมดลม

“คุณปรียา”

กระแสเสียงอ่อนล้าที่เอ่ยออกมาจากปากคนป่วยนั้นดูยินดีหนักหนา แม้ว่าจะแหบโหยเต็มทีก็ตาม เมื่อปณัยก้าวเข้าไปจับมือเหี่ยวย่นกุมไว้ ลมหายใจคนพูดโรยแรง คลับคล้ายใบไม้แก่จัดที่จวนเจียนร่วงหล่นจากขั้วใบ หญิงชรายิ้มออกมาได้ทั้งน้ำตา ดวงตาหม่นมัวดูเลื่อนลอย ยามพึมพำขึ้นอีกว่า

“คุณ...ปณัย นิ่ม” เสียงแผ่วเบาของคนเจ็บเริ่มขาดหายแล้วในตอนนี้ คล้ายว่าฟางเส้นสุดท้ายที่รั้งสายใยแห่งชีวิตไว้กำลังจะขาดลง “โธ่ คุณนุช คุณศร น้อม...มันไม่ดี เอง...น้อมมัน...ไม่ดี”

นิ่มนวลพูดไม่ออก เธอกุมมือพี่สาวไว้แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ มีเพียงปณัยเท่านั้นที่ยังพยายามจะรั้งไว้ น้ำตาชายหนุ่มที่เกินจะกลั้น มีหยดหนึ่งร่วงหล่นลงต้องมือที่เหลือเพียงกระดูกของผู้ป่วย

“อย่าไปนะครับ อยู่ให้คุณณัยก่อนนะครับ แม่น้อม อยู่กับคุณณัยก่อน”

นิ่มนวลมองคุณหนูอย่างสงสาร ในขณะที่ปณัยยกมือเหี่ยวย่นทาบข้างแก้มพึมพำขอให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น ทั้งๆที่รู้ดีว่าตอนนี้ปาฏิหาริย์นั้นมันคงไม่มีจริง...และสุดท้ายปาฏิหาร์ย์ก็ไม่เกิด เมื่อคนป่วยเอ่ยเรียกชื่ออัลิปรียาซ้ำๆ ก่อนจะค่อยๆเบาลง พร้อมกับนัยน์ตาฝ้าฟางหรี่ปิด หยดน้ำตาไหลซึมออกมาที่หางตา แล้วลมหายใจแผ่วเบาก็หยุดนิ่งตามไป

นิ่มนวลสะอื้นขึ้นโดยแรง ซบหน้าลงกับท่อนแขนของพี่สาว ในขณะที่ปณัยซบหน้าลงแทบอกที่หยุดนิ่ง สองมือโอบกอด ราวกับจะยื้อยุดสายใยชีวิตเส้นสุดท้ายไว้ ไม่ให้หลุดออกจากร่าง

ทั่วทั้งห้องขณะนั้นเงียบ ไม่มีเสียงคร่ำครวญ มีเพียงแค่หยาดหยดของน้ำตาที่ร่ำไห้อาลัย

ปณัยได้แต่ถามตัวเองว่าทำไม ทำไม...ทั้งคนที่รักยิ่งชีวิต ทั้งคนที่เอื้ออาทรดูแลมาแต่เล็กแต่น้อย ทั้งบิดาที่ลาลับ มารดาที่...ไม่รับรู้ซึ่งสิ่งใดๆแล้ว มีร่างกายหากไร้ชีวิต ทั้งหมด ทุกคน ต่างปล่อยเขาไว้เพียงลำพัง...ถ้านี่คือการลงโทษ ต่อการกระทำของเขา ปณัยเองก็เห็นว่ามันออกจะโหดร้ายเกินไปแล้ว...เพราะชีวิตนี้เขาไม่เหลือใครแล้วจริงๆ

นิ่มนวลเข้ามาโอบกอดเขาไว้ เอ่ยปลอบเสียงเครือ

“คุณปณัยทำใจเถอะค่ะ...คิดเสียว่า ยังไงคุณปรียากับพี่น้อมคงไม่ไปไหนไกล พวกเขาคงจะอยู่แถวๆนี้...อย่างน้อย พวกเขาก็ยังอยู่ในความทรงจำของเรา”

แต่ว่าไม่มีถ้อยคำใดตอบกลับมาจากปณัย สิ่งที่นิ่มนวลเห็นมีเพียงแววตาขมขื่นบ่งบอกชัดถึงชีวิตที่เหลืออยู่ในภายภาคหน้า...ชีวิตที่จะจมอยู่แต่กับความทุกข์เพียงลำพัง

ปณัยคนเก่ากำลังจะหายไป ปณัย...คนที่เข้มแข็ง คนที่เฉยชา คนที่ชอบสร้างเปลือกเพื่อปกป้องตนเอง กำลังถูกปณัยคนใหม่ ที่จะจมอยู่ในห้วงทุกข์ตลอดชีวิตกลืนกิน

และเขากำลังจะกลายเป็นคนไร้หัวใจอย่างแท้จริง!

แต่แล้วความทุกข์ ความเจ็บปวดทรมานทางใจที่ปณัยได้พบนั้น เขาก็ได้รู้แล้วว่ามันไม่ใช่ทั้งหมด เมื่อหลังจากงานศพของน้อมจิตผ่านไปได้เพียงอาทิตย์เดียว เรื่องเลวร้ายก็เกิดขึ้นกับชายหนุ่มอีกจนได้

อาของเขา...ปรัชญาถูกทางตำรวจมาเชิญตัวไปที่โรงพักเพื่อรับทราบข้อหา ‘คดีฆาตกรรมอำพรางและฉ้อโกง’

หัวใจของปณัยชืดชานับจากนั้น หลังความจริงทุกอย่างถูกเผย ว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดกับพ่อแม่อัลิปรียา มันเป็นฝีมือของอาเขา การที่พ่อของเขาเครียดจัดจนเสียชีวิตเพราะบริษัทฯกำลังจะล่มนั่นก็เป็นเพราะอาที่เขาไว้ใจ แม่ของเขาที่เป็นบ้าสาเหตุก็มาจากน้องชายของพ่อเขาอีกเช่นกัน

และการที่เขาสูญเสียอัลิปรียาไป สูญเสียน้อมจิตไป ทุกสิ่งทุกอย่าง สาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายบัดซบทั้งหลายแหล่นี้...นั่นก็เพราะความต้องการของปรัชญาเพียงคนเดียว!

ทั้งความเคียดแค้น โกรธเกลียดแต่แรกประดังประเดเข้าหาปณัยจนตั้งตัวรับแทบไม่ทัน ชายหนุ่มหันหน้าเข้าหาเหล้าโดยมีนิ่มนวลได้แต่คอยมองคอยเตือนอย่างเป็นห่วง นานหลายเดือนกว่าที่เขาจะกลับมาเป็นผู้เป็นคน และยอมรับในสิ่งเลวร้ายทั้งหลายที่มันเกิดขึ้น

แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยฟื้นฟูหัวใจที่แหลกสลายให้กลับมาได้ ปณัยเหลือเพียงร่างกายกลวงเปล่าไร้หัวใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป