บทที่ 9 อีกหนึ่งความเดียวดาย (3)

ไม่มีสิ่งใดจะทำร้ายเขาได้อีกแล้ว...ไม่มีเรื่องใดจะทำให้หัวใจเขาต้องเจ็บปวดอีกสืบไป ปณัยเหมือนคนไร้ความรู้สึก เป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้

ดวงตาของชายหนุ่มเรียบนิ่ง ว่างเปล่า ใบหน้าเรียบเฉย ตรงหน้าบนโต๊ะทานอาหารนั่น มีหนังสือพิมพ์วางไว้ มองเห็นพาดหัวตัวใหญ่ ถึงข่าวดังที่ทำให้ผู้คนได้วิพากษ์วิจารณ์ โจษจันกันถึงความโลภ และความเสื่อมโทรมอันเกิดมาจากความเห็นแก่ได้ของคน

‘ตัดสินโทษประหารชีวิต ปรัชญา เรืองสุรี คดีวางแผนฆาตกรรม อดิศรและปรียานุช กษิดิ์เดช!’

ปณัยนั่งนิ่งราวไร้ชีวิตอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่พื้นที่อาณาเขตเจ็ดไร่ที่มีเขาครอบครองเพียงลำพัง ชายหนุ่มนั่งเหม่อ มองผ่านผนังกระจกใสของห้องทานอาหารออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอก ด้วยดวงตาสงบนิ่งว่างเปล่า คล้ายคนไร้วิญญาณ...หลังจากที่ชายหนุ่มได้ตระหนักแล้วว่า

บัดนี้...โลกของเขา มันได้มืดสนิทไปแล้วอย่างสิ้นเชิง มืดสนิท...ไปจนกว่าชีวิตเขาจะหาไม่!

...ห้าปีต่อมา...

ประตูลิฟต์สีน้ำตาลเปิดออกหลังหยุดลงบนชั้นสามสิบ อันเป็นชั้นสูงสุดและเป็นที่ทำงานของผู้บริหาร ชายหนุ่มรูปร่างสูงในวัยฉกรรจ์ ผมจัดทรงเรียบร้อยแทบไม่กระดิก สวมเชิ้ตสีขาวผูกเน็คไทสีดำทับด้วยสูทสีเดียวกัน เช่นเดียวกับกางเกงที่รีดเรียบพอดีตัว ลุกขึ้นยืนตัวตรงพร้อมกับน้อมศีรษะลงน้อยๆ ให้กับหญิงสาวคนหนึ่งที่ก้าวออกมา

“สวัสดีครับคุณลี”

เธอคนนั้นหยุดยืนส่งยิ้มอย่างอ่อนหวานให้กับพนักงานรักษาความปลอดภัย ที่คอยเฝ้าหน้าลิฟต์ชั้นผู้บริหารพลางเอยทักทายกลับไป และก็ได้รอยยิ้มกลับมาพร้อมกับถ้อยคำของยามหนุ่มที่รายงาน

“ท่านประธานอยู่ในห้องประชุมครับ”

ดวงหน้ารูปไข่นวลเนียนพยักรับพร้อมเอ่ยขอบใจก่อนจะส่งยิ้มให้ ดวงตาเรียวยาวค่อนข้างโตสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำแฝงแววหวาน อยู่ภายใต้แพขนตาหนากับคิ้วเรียวสวยดูสุกใส บ่งบอกว่าเจ้าตัวเป็นคนอารมณ์ดีอยู่เป็นนิตย์ จมูกโด่งเป็นสันเล็กน่ารักสมตัว รับกับริมฝีปากบางอิ่ม อันแตะแต้มไว้ด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อนเหลือบมุก

ร่างเล็กบอบบางอรชรสวมเสื้อคอถ่วงแขนกุดผูกโบที่ไหล่สีดำ ตัดด้วยเข็มขัดหนังสีขาวและกางเกงผ้าไหมขาเดฟพอดีตัวสีเทาอ่อน เดินเลี้ยวมาทางซ้ายของตัวลิฟต์ก้าวเข้าสู่โถงกลางที่กว้างขวาง และยาวออกไปจรดกับประตูไม้หนาหนักแกะสลักสวยงามที่เห็นอยู่ฝั่งตรงข้าม ห่างออกไปพอสมควร

ฝั่งซ้ายของห้องโถงเป็นกระจกใสตลอดแนว มองเห็นทิวทัศน์ด้านล่างชัด ไม้ดอกสีขาวในกระถางอย่างเดหลีวางห่างได้ระยะ และใบสีเขียวมันวาวของมันก็ดูจะทำให้บรรยากาศมีชีวิตชีวามากขึ้น

ส่วนฝั่งขวาตลอดแนวเป็นประตูห้องทำงาน ของหุ้นส่วนรายใหญ่ สลับกับตู้ไม้เนื้อแข็งแกะสลัก กรุกระจกโชว์เครื่องลายครามบ้าง เครื่องถมทองบ้าง และใบประกาศเกียรติคุณต่างๆ หน้าห้องแต่ละห้อง มีโต๊ะทำงานของเลขาประจำตัวแต่ละคนตั้งอยู่ หากบัดนี้ว่างเปล่า เพราะต้องตามเจ้านายเข้าประชุมกันแทบทุกคน

‘บราลี รัตนาพิวัฒน์’ คือชื่อของเธอ ลูกสาวคนเดียวของเจ้าของกิจการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อีกราย และยังเป็นคู่ค้ามานานกับบริษัทในเครือกษิดิ์เดชอีกด้วย

เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นกระเบื้องหินอ่อนสีเทาแผ่นใหญ่ดังเป็นจังหวะ ผมยาวสลวยถูกมัดรวบไว้เป็นหางม้าขยับไหวไปตามการก้าวเดิน เช่นเดียวกับต่างหูมุกสีขาว ดูพอเหมาะพอดีและขยับในจังหวะเดียวกัน หญิงสาวเข้าไปหยุดลงยังหน้าโต๊ะไม้สลักหน้าห้องที่เขียนชื่อว่า ประธานกรรมการ

มือเรียวที่ตรงข้อมือมีนาฬิกายี่ห้อหรูประดับอยู่ แต่ดูเก่าเพราะคงจะใช้มานานยกขึ้นรับไหว้แทบไม่ทัน เมื่อแม่เลขาสาวหน้าห้องยกมือขึ้นไหว้แล้วกล่าวว่า

“ท่านประชุมอยู่ค่ะ แต่สั่งไว้ว่าให้ดิฉันรอรับรองคุณลีแทนท่าน”

‘แก้วขวัญ’ หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมค่อนไปทางเตี้ย ผิวคล้ำ สวมแว่น บอกพร้อมรอยยิ้ม เธอเป็นเลขาส่วนตัวของปณัย ร่วมกับหญิงสาวอีกคนที่ตอนนี้ติดตามผู้เป็นนายเข้าประชุม และในขณะที่เอ่ยกับแขกของท่านประธาน เธอก็เดินไปเปิดประตูห้องที่เยื้องไปทางด้านหลังออกให้พร้อมถามว่า

“คุณลีอยากได้ชาหรือกาแฟดีล่ะคะวันนี้”

“อะไรก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะพี่แก้ว”

บราลีตอบกลับไปพร้อมกับรอยยิ้มหวาน ก่อนจะก้าวผ่านเข้าไปในห้อง ส่วนแก้วขวัญผละไปจัดการเครื่องดื่มมาให้แขก ปล่อยให้หญิงสาวอยู่เพียงลำพัง ห้องทำงานของท่านประธานเครือกษิดิ์เดชนั้นกว้างมากเหมือนเอาห้องสามห้องมารวมกัน และเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดของชั้นนี้ ผนังห้องรอบนอกกรุด้วยกระจกใส ม่านสีขาวถูกรูดไปรวบไว้ให้แสงส่องเข้ามาในห้องได้เต็มที่ พื้นไม้เป็นมันปลาบสีน้ำตาลแก่จัดตัดกับผนังห้องด้านในทาสีขาว

ฝั่งซ้ายมือของบราลีเป็นโซฟาบุหนังราคาแพงปูลาดรองด้วยพรมสีเทา ข้างๆเป็นกระถางดินเผาปลูกมรกตแดง ใบใหญ่สีเขียวอมแดงของมันเป็นเงาวับชวนมอง ส่วนด้านหน้าเป็นโต๊ะกระจกหนาดูแข็งแรง ผ้าปูโต๊ะเป็นงานถักไหมพรมลวดลายพระอาทิตย์ มีแจกันปักดอกบัวฉลองขวัญสีม่วงเข้มดอกใหญ่

บราลีเลือกเข้าไปนั่งรอตรงนั้น และพอทรุดลงนั่งประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้ง แก้วขวัญเดินเข้ามาพร้อมกับพนักงานหญิงหน้าตาหมดจดคนหนึ่ง ที่ประคองถาดกาแฟกับน้ำเปล่าและของว่างเข้ามา พูดคุยกันอีกนิดหน่อยเลขาหน้าห้องปณัยก็กลับออกไปปล่อยแขกไว้ตามลำพังเช่นเคย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป