บทที่ 2 ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
สนามบินสุวรรณภูมิที่สุดแล้วของความวุ่นวาย พื้นที่ทางเดินเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือต่างชาติ ต่างเข็นกระเป๋าแบกเป้เดินสวนกันให้คลัก
หนึ่งในนั้นมีหญิงสาวนามว่า ‘ของขวัญ’ ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ เพราะเธอเปรียบดั่งของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตของพวกเขา
ทายาทที่ได้มาอย่างยากลำบาก เนื่องจากปัญหาภาวะการมีบุตรยากของผู้เป็นแม่ กว่าจะตั้งครรภ์ได้ก็ใช้ความพยายามอย่างมาก สุดท้ายต้องพึ่งเทคนิคทางการแพทย์ เสียเงินไปหลายบาท แต่ก็คุ้มกับการได้มาของสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม ทายาทหนึ่งเดียวของตระกูล ‘เกษมสันต์’
ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกสาวคนเดียว แน่นอนว่าพ่อแม่นั้นเห่ออยู่ไม่น้อย ตามใจทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ แต่ด้วยการอบรมบ่มเพาะนิสัยจากครอบครัวแสนอบอุ่น ลูกสาวคนเดียวของตระกูลจึงกลายเป็นคุณหนูที่เพียบพร้อมทั้งกิริยาและมารยาท
ของขวัญในวัยยี่สิบสาม เธอเดินลากกระเป๋าเดินทางสองใบใหญ่อย่างทุลักทุเล ด้วยความที่เธอเป็นคนตัวเล็ก กว่าจะพากระเป๋าใบใหญ่ออกมายังประตูทางออกได้ ก็ทำเอาเหนื่อยหอบพอสมควร
“สวัสดีครับคุณหนู”
“สวัสดีค่ะลุงแอ๋ง” เมื่อเห็นบุคคลที่มารอรับ คุณหนูของขวัญไม่รอช้ารีบจะยกมือไหว้ แม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็นเพียงคนขับรถก็ตาม แต่เธอก็ให้ความเคารพเหมือนดั่งญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง
ลุงแอ๋งคนขับรถกับภรรยาที่มีนามว่าป้าอ้วน ทั้งสองทำงานกับครอบครัวเกษมสันต์มานาน เธอเห็นตั้งแต่ยังเด็กกระทั่งโตเป็นสาว เรียกได้ว่าสนิทชิดเชื้ออยู่พอสมควร
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับคุณหนู”
“ไม่รู้พ่อมีเรื่องด่วนอะไร อยู่ ๆ ก็เรียกกลับ อีกแค่เดือนเดียวก็ถึงวันรับปริญญาแล้วแท้ ๆ” ของขวัญบ่นให้ชายแก่ตรงหน้าฟังไปพลาง ๆ ระหว่างยื่นกระเป๋าให้จัดเก็บในท้ายรถ
หลังจากจบมัธยมปลายของขวัญตัดสินใจบินไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสประเทศแห่งขนมหวาน เธอใช้เวลาหนึ่งปีในการท่องเที่ยวในยุโรป ก่อนจะเข้ารับการศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์ของการทำเบเกอรี่และขนมหวานตามที่ตนชื่นชอบ ถึงแม้จะเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว ทว่าพ่อแม่ก็ไม่ได้บังคับให้เธอต้องเรียนในสาขาวิชาที่ไม่ชอบ เพื่อให้มาสานต่อกิจการแต่อย่างใด เรียกว่าตามใจลูกสาวสุด ๆ
หลังเรียนจบ ทั้งที่วางแผนไว้ว่าจะอยู่เที่ยวเล่นต่ออีกสักหน่อย เพื่อรอจนถึงวันรับปริญญาก่อนถึงจะบินกลับเมืองไทยในคราวเดียว แต่กลับโดนทางบ้านเรียกตัวกลับกะทันหัน
“ขึ้นรถเถอะครับ ตอนค่ำรถติด เดี๋ยวจะถึงบ้านช้าครับ” คนขับรถผายมือเชิญคุณหนูขึ้นรถ หลังจากจัดเก็บกระเป๋าขึ้นท้ายรถเสร็จสรรพ
สาวน้อยผู้จากบ้านเกิดเมืองนอนไปนานหลายปี เธอสอดส่องสายตามองนอกหน้าต่างทางด่วนด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น กดลดกระจกให้ลมในประเทศบ้านเกิดตีหน้าเล่นพลางยิ้มอย่างมีความสุข
ครั้งล่าสุดที่เธอกลับเมืองไทยคือแปดเดือนก่อน แค่กลับมาเยี่ยมที่บ้านและอยู่เพียงหนึ่งสัปดาห์ ทำให้ไม่เห็นหน้าตาของเมืองบ้านเกิดในปัจจุบันเท่าไหร่นัก ตึกสูงผุดขึ้นใหม่เยอะเป็นดอกเห็ด
กรุงเทพมหานครฯ เมืองที่ไม่เคยหลับใหล รถติดสมคำร่ำลือ ของขวัญนั่งทำหน้าซังกะตายอยู่บนรถตู้สีดำที่กำลังติดแหง็กอยู่บนท้องถนน
นั่งเครื่องมาหลายชั่วโมงยังต้องมานั่งรถต่ออีกเป็นชั่วโมง ก้นเธอกำลังจะเป็นตะคริวแล้ว
“กรุงเทพนี่รถติดจริง ๆ แทบไม่ขยับเลย” หลังก้มหน้าเล่นมือถือที่ไร้ซิมการ์ดจนเบื่อ หญิงสาวจึงหันไปพูดคุยกับคนขับรถแทน แก้เบื่อแก้เซ็งระหว่างทางกลับบ้าน
“เส้นนี้ช่วงทุ่มสองทุ่มรถติดหนักมากเลยครับ”
“เอ้อ แล้วลูกชายลุงสอบติดตำรวจหรือยังคะ” ถามไถ่ถึงลูกชายของลุงแอ๋งออกไป เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินเรื่องราวนี้จากแม่ที่เคยเล่าให้ฟัง
“ติดแล้วครับ สอบอยู่สามรอบถึงติด เสียเงินค่าสมัครไปหลายบาทเลย”
“ยินดีด้วยนะคะ ลุงแอ๋งป้าอ้วนจะมีลูกชายเป็นตำรวจแล้วนะเนี่ย” ของขวัญเอ่ยแซวคนงานออกไปอย่างเป็นกันเอง
หลังจากใช้ระยะเวลาอยู่บนท้องถนนไปราวสองชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดรถก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดในโรงรถของบ้านสองชั้นสีขาวขนาดใหญ่ สมกับฐานะเจ้าของบริษัท แพ็กเกจ ออลล์ จำกัด
สองขาเรียวก้าวลงจากรถทันควัน สาวน้อยผู้จากบ้านไปไกลเดินไปหยุดอยู่ตรงลานหน้าบ้าน ยืนจ้องมองบ้านที่ผูกพันมาตั้งแต่เด็กด้วยแววตาเป็นประกาย ยกมือถือขึ้นถ่ายรูปไว้อัปเดตในโซเชียลตามประสา
รอยยิ้มสวยหวานประดับขึ้นบนใบหน้าสวย ในที่สุดเธอก็ได้กลับมาอยู่ในสถานที่ที่คุ้นเคย หลังจากย้ายไปซบหัวนอนต่างบ้านต่างเมืองนานหลายปี
ยืนมองบ้านให้หายคิดถึงอยู่สักพัก ของขวัญก็รีบเดินจ้ำอ้าวเข้าไปภายในตัวบ้านอย่างอารมณ์ดี พลันสายตากวาดมองโถงห้องรับแขกที่ไร้ผู้คนดูเงียบเชียบ มีเพียงเฟอร์นิเจอร์ที่คุ้นตาตั้งอยู่ที่เดิม
ความว่างเปล่าอ้างว้างของห้องโถงทำเอาของขวัญประหลาดใจ ปกติแล้วบ้านหลังนี้จะมีเหล่าคนงานและแม่บ้านรวมกันราวหกคนได้ ไฉนตอนนี้นอกจากลุงแอ๋งที่กำลังลากกระเป๋าขึ้นไปยังชั้นสองแล้ว ก็มองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นอีกเลย
“ไปไหนกันหมดนะ” เสียงเล็กพึมพำกับตัวเอง เธอหันรีหันขวางกวาดตามองรอบตัวบ้าน ระหว่างเดินตรงไปยังห้องครัว ซึ่งคาดว่าจะมีคนอยู่ในนั้น
ใบหน้างงงวยมีรอยยิ้มประดับขึ้นทันที เมื่อเห็นแผ่นหลังของผู้เป็นบิดาและมารดากำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวตัวยาวประจำบ้าน ของขวัญไม่รีรอรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดแผ่นหลังของผู้เป็นพ่อด้วยความโหยหา
“หนูกลับมาแล้วค่า…” กอดพ่อเสร็จก็จะสลับไปสวมกอดผู้เป็นแม่บ้าง
“อ้าว! มาแล้ว…แม่กับพ่อรอกินข้าวอยู่พอดีเลยลูก แม่คิดถึงหนูที่สุด” มณฤดีรีบหันกลับไปสวมกอดลูกสาวสุดที่รัก สองมือกอบกุมใบหน้าเล็กผู้เป็นแก้วตาดวงใจ
“หนูก็คิดถึงพ่อกับแม่ที่สุด” พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ของขวัญหอมแก้มที่มีรอยเหี่ยวย่นตามอายุของมารดาไปฟอดใหญ่ด้วยความคิดถึง ก่อนหันไปหอมผู้เป็นพ่อบ้าง เดี๋ยวคนแก่จะน้อยใจ สามคนพ่อแม่ลูกกอดหอมกันจนหนำใจให้หายคิดถึง
ระหว่างรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกในรอบหลายเดือน ของขวัญได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติบางอย่าง สีหน้าของพ่อนั้นดูโทรม ร่างกายผอมซูบลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
“ทำไมพ่อดูผอมลงจังเลยคะ ไม่สบายหรือเปล่า” ไม่เก็บความสงสัยไว้ เธอรีบถามผู้เป็นพ่อออกไปในทันที
ของขวัญรู้ว่าพ่อนั้นทำงานหนักมาโดยตลอด เคยบอกไปหลายครั้งแล้วว่าให้เพลาเรื่องงานลงบ้าง แต่คนแก่หัวดื้อไม่ค่อยจะรับฟังสักเท่าไหร่
“พ่อไม่สบายนิดหน่อยน่ะ” เสียงติดแหบตอบลูกสาวออกไป ก่อนจะหันไปมองหน้าภรรยาด้วยสีหน้าอิดโรย สามีภรรยามองหน้ากันราวกับมีเรื่องหนักใจอันใหญ่หลวง สร้างความฉงนให้ผู้เป็นลูกไม่น้อย
“เป็นอะไรคะ ไปหาหมอหรือยัง” เมื่อรู้ว่าพ่อไม่สบายของขวัญก็เป็นห่วง อายุของพ่อก็ไม่ใช่น้อย ๆ กลัวว่าจะเป็นอะไรร้ายแรง
“แค่ไข้หวัดธรรมดาน่ะ รีบกินเถอะลูก บินกลับมาเหนื่อย ๆ จะได้รีบไปพักผ่อน”
เมื่อได้ยินคำตอบจากแม่ก็โล่งใจขึ้น อย่างน้อยพ่อก็ไม่ได้ป่วยร้ายแรงอะไร คงป่วยเพราะโหมทำงานหนักเหมือนอย่างเคย
หลังจากกินข้าวพูดคุยถามไถ่กันตามประสาครอบครัว ของขวัญก็ขึ้นไปพักผ่อนบนห้องนอนที่เธอใช้หลับนอนมาตั้งแต่เด็ก สภาพห้องทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เหมือนกับสมัยที่เธอยังเป็นสาวน้อยวัยมัธยม
ถ้าทุกอย่างเหมือนเดิมได้ตลอดก็คงดี...
