บทที่ 4 ทางรอด
‘ไม่เป็นไร เธอแค่ฝันร้าย’
คำปลอบใจตัวเองโง่ ๆ ที่ของขวัญคอยพร่ำบอกกับตัวเอง...แต่แล้วก็ต้องตื่นขึ้นมาพบกับความจริง
“ขวัญลูก แม่เอาอาหารมาให้ ออกมาเอานะลูก”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นในตอนเช้า เรียกให้หญิงสาวที่นอนหมดอาลัยตายอยากหันไปมองทางประตู น้ำเสียงอ่อนโยนของผู้เป็นแม่เรียกสติที่เหม่อลอยให้กลับมาสู่โลกแห่งความจริง
ความจริงที่ว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น...เป็นเรื่องจริง
หลังจากทราบเรื่องราวระทมทุกข์ของครอบครัวเมื่อสองวันก่อน คุณหนูของบ้านจากที่เคยเป็นคนสดใสตอนนี้เปลี่ยนเศร้าสร้อย ใบหน้าสวยหวานดูหม่นหมอง ตาปูดบวม เนื่องจากผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
สองวันที่ผ่านมาเธอเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกไปไหน ความรู้สึกที่เหมือนโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลง ใจดวงน้อยแทบจะรับไว้ไม่ไหว
...เธออยากจะหลับไม่ตื่น เอาให้ลืมความเจ็บปวดภายในใจที่มีอยู่ในตอนนี้
ของขวัญกำลังอ่อนแออย่างหนัก ลูกสาวที่พ่อแม่เลี้ยงดูประคบประหงมดุจดั่งเจ้าหญิง สาวผู้อ่อนต่อโลกความจริงอันโหดร้าย ในตอนนี้เธอกำลังเจอพายุลูกใหญ่ซัดโหมกระหน่ำ
เหมือนทางเลือกจะมีอยู่สองทางคือจะปล่อยให้พายุพัดพาร่างเล็กให้ปลิวไป หรือจะหาที่เกาะยึดเหนี่ยวเอาไว้ให้แน่นเพื่อรอให้พายุสงบลง
สองวันที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องไม่ออกไปไหน ไม่พบปะผู้คนหรือพูดจากับใคร เธอใช้เวลาที่ผ่านมาไปกับการร้องไห้ คิดทบทวนถึงเรื่องราวที่กำลังเผชิญอยู่ หากมองที่ภายนอกของขวัญดูเหมือนสาวน้อยผู้อ่อนแอ ทว่าจิตใจเธอนั้นเข้มแข็งกว่าที่คิด
ทางที่เธอเลือก คือหาที่ยึดเกาะเอาไว้รอให้พายุผ่านไป เพราะหวังว่าฟ้าหลังฝนนั้นจะสวยงาม
น้ำตาที่เสียไป ไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมแพ้ เพียงแค่ขอเวลาตั้งหลัก สถานการณ์ของบ้านในตอนนี้ เรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด
กิจการครอบครัวจะล้มละลาย มิหนำซ้ำหัวหน้าครอบครัวยังป่วยเป็นโรคร้าย มะเร็งระยะสุดท้ายกำลังจะคร่าชีวิตพ่อของเธอ เวลาของเธอและพ่อเหลืออีกไม่มาก
ในช่วงเวลาที่เอาแต่เก็บตัวเงียบ นอกจากแสดงอาการเสียใจผ่านการร่ำไห้ ในอีกด้านหญิงสาวก็คิดหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นเช่นกัน เธอมีความคิดบางอย่างในหัว
สิ่งที่ของขวัญคิดขึ้นได้ในตอนนี้อาจจะพอเป็นทางออกให้กับครอบครัวได้
สายตาเหม่อมองเพดานอยู่สักพักใหญ่ ร่างเล็กก็ตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง เดินเข้าไปยังห้องน้ำ มองดูสภาพโทรม ๆ ราวกับศพเดินได้ของตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ สายตาจดจ้องใบหน้าเศร้าหมองนั่น
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สองมือวักน้ำเย็น ๆ ชโลมใบหน้าล้างคราบน้ำตา ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
พอกันทีความอ่อนแอ!
หมดเวลาคร่ำครวญแล้วของขวัญ เวลาของพ่อเธอเหลืออยู่ไม่มากแล้ว เธอควรใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์
“คุณหนู” น้ำเสียงตกใจปนดีใจของสาวใช้ เรียกความสนใจให้เจ้านายทั้งสองหันไปมองตาม สายตาสามคู่จดจ้องมาที่เธอ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะทุกคน” น้ำเสียงที่ฟังดูสดใสขึ้นจากสองวันก่อน ช่วยเรียกรอยยิ้มให้คนทั้งสามได้
“ดีขึ้นหรือยัง” ประสิทธิ์เอ่ยถามลูกสาวออกไป เขาไม่แปลกใจที่ลูกสาวจะเก็บตัวเงียบหลังจากทราบเรื่องราว เพราะตัวเขากับภรรยาก็ใช้เวลานานอยู่พอสมควรกว่าจะเริ่มทำใจได้
“ค่ะ หลังกินข้าวเสร็จหนูมีเรื่องจะคุยกับพ่อด้วยนะ”
“แม่เป็นห่วงหนูมาก ดูสิผอมลงเยอะเลยลูก” เมื่อเห็นสภาพของลูกสาวดูผอมโซลง หัวอกคนเป็นแม่ไม่รอช้ารีบตักอาหารใส่จานให้ลูกสาวเป็นพัลวัน
“ผอมลงเยอะอะไรกันคะ แค่สองวันเองนะ” ของขวัญส่งรอยยิ้มพร้อมกับตักข้าวคำใหญ่เข้าปาก พลางส่งยิ้มให้คนที่มีสีหน้าเครียดได้คลายความกังวลลง
“กินเยอะ ๆ นะลูก จะได้มีแรง” มือเหี่ยวย่นตามอายุลูบหัวลูกสาวสุดที่รักด้วยความห่วงใย
หลังจากกินข้าวเต็มอิ่มมื้อแรกในรอบสองวัน ของขวัญก็ทำการจับเข่าพูดคุย หาทางออกด้านการเงินของครอบครัวกับบิดาอย่างจริงจัง แม้จะมีความรู้ด้านนี้ไม่มากนัก แต่ใช่ว่าจะไม่รู้อะไรเลย เธอจะพยายามทำอย่างสุดความสามารถ
“ตอนนี้เราเหลือทรัพย์สินอะไรบ้างคะ”
“ตอนนี้ก็เหลือแค่บ้านกับที่ดินที่เราอยู่เท่านั้นแหละลูก” ประสิทธิ์เอ่ยตอบลูกสาวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “บริษัทกับที่ดินที่มีพ่อก็ขายทอดตลาดใช้หนี้ไปหมดแล้ว”
หัวตาหลุบโบ๋บนใบหน้าผอมซูบ เริ่มหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความรู้สึกผิด ยิ่งเห็นหน้าลูกสาวสุดที่รักก็ยิ่งรู้สึกผิด เสียใจที่ตนเองทำผิดพลาด ทำให้ลูกสาวต้องตกที่นั่งลำบาก
ของขวัญได้แต่ลูบมือปลอบโยนพ่อ เธอรู้ว่าพ่อรักบริษัทนั้นมาก ท่านสร้างมันขึ้นมากับมือจนเติบโตขึ้นเป็นบริษัทขนาดกลาง ทำให้ครอบครัวมีฐานะทางการเงินที่ดี อยู่กินกันได้อย่างสุขสบาย
“พ่อไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวขวัญจะหาเงินใช้หนี้เอง ขวัญจะเอาบริษัทของเรากลับมาให้ได้ เราลองหานายทุนที่พอรู้จักให้เขามาร่วมลงทุนใหม่...”
ผู้เป็นพ่อยิ้มมุมปากเล็กน้อย เมื่อเห็นสายตาที่มุ่งมั่นของลูกสาว เขาหันหน้ามองภรรยาเล็กน้อย เห็นว่าเธอพยักหน้าตอบ จึงตัดสินใจบอกเรื่องสำคัญบางอย่างกับลูก
“มีอีกเรื่องที่พ่อยังไม่ได้บอกหนู” ประสิทธิ์พูดสวนลูกสาวที่กำลังเจื้อยแจ้วพูดหาทางออกตามประสา
วันนั้นที่เขายังไม่บอกเรื่องนี้ไป เพราะคิดว่าแค่สองเรื่องนั้นก็ทำให้ลูกสาวช็อกหนักมากแล้ว แต่วันนี้เห็นอาการลูกสาวฟื้นคืนจากความโศกเศร้าได้เร็ว จึงตัดสินใจบอกเรื่องสำคัญให้รับรู้อีกเรื่อง
“เรื่องอะไรคะ” ดูจากสีหน้าของพ่อและแม่แล้ว เธอเดาได้ว่าคงจะไม่ใช่เรื่องดีอีกตามเคย
คนเรามันจะโชคร้ายได้ขนาดไหนกันนะ…
“เรื่องบริษัท ที่จริงก็พอจะมีทางออกนะลูก”
“จริงเหรอคะ” แววตาหม่นเบิกกว้างเป็นประกาย เมื่อได้ยินว่าปัญหาที่กำลังเผชิญนั้น กำลังจะมีทางทางออก
“แต่มันก็ขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของลูก”
“พ่อหมายความว่าไงคะ”
“คนที่เทคโอเวอร์บริษัทเรา คือท่านไพรวัลย์ หนูจำท่านได้ใช่ไหม”
“จำได้ค่ะ แล้วยังไงต่อคะ ท่านจะช่วยเราใช่ไหม” ของขวัญถามด้วยความตื่นเต้น
ท่านไพรวัลย์ที่พ่อพูดถึง คือมารดาของเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เดอะ ไลฟ์ฟู้ด จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารหลากหลายประเภทอย่างครบครัน เป็นบริษัทที่พ่อเคยทำงานด้วยสมัยยังเป็นหนุ่ม ก่อนจะแยกตัวออกมาประกอปกิจการของตนเอง
ครอบครัวเธอรู้จักกับท่านไพรวัลย์ค่อนข้างดี เรียกได้ว่าท่านผู้นี้เป็นผู้มีพระคุณต่อครอบครัวของเธออย่างมาก เพราะตระกูล ‘เกษมสันต์’ ทำงานกับตระกูล ‘พัฒนโชติกุล’ ของท่านไพรวัลย์มาตั้งแต่รุ่นปู่ กระทั่งพ่อเลือกที่จะแยกตัวออกมาทำธุรกิจเองจึงเริ่มห่างเหินกันไป แต่ก็ยังไปมาหาสู่กันอยู่บ้างกับท่านไพรวัลย์ ส่วนคนอื่นในตระกูลนั้นมองว่าพ่อเป็นคนทรยศไปเสียแล้ว
“ท่านบอกจะช่วย แต่มีข้อแม้...” แม้ท่านไพรวัลย์ยืนยันว่าจะช่วยประคับประคองบริษัทเอาไว้ให้ แต่ข้อตกลงและเงื่อนไขที่บอกเอาไว้นั้น ท้ายที่สุดคงต้องแล้วแต่การตัดสินใจของลูกสาว
“ข้อแม้อะไรคะ”
“ท่านอยากให้ลูกแต่งงานกับภาคิณ”
แม้จะดูเป็นการคลุมถุงชนที่ไม่ควรจะมีในยุคสมัยนี้ แต่จากการพูดคุยกัน นี่ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับลูกสาว ตัวประสิทธิ์เองในตอนนี้ไม่ได้ห่วงทรัพย์สมบัติใด ๆ หากตายไป
แต่สิ่งที่ยังคงห่วงที่สุด คือชีวิตความเป็นอยู่ของลูกสาว กลัวว่าเธอจะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในการแบกรับหนี้สินที่เหลืออยู่
“วะ...ว่าไงนะคะ หนูต้องแต่งงานกับภาคิณงั้นเหรอ”
“ใช่ ถ้าลูกแต่งงานบริษัทที่ท่านซื้อไป ท่านจะยกให้เป็นสินสมรส ถ้าแต่งกันไปครบหนึ่งปีแล้วยังไม่หย่า ท่านจะชดใช้หนี้สินให้เราทั้งหมด”
“แต่หนูกับภาคิณเราไม่ได้...”
‘ไม่ได้รักกัน’ นั่นคือสิ่งที่เธออยากจะพูด นอกจากจะไม่รักกันแล้ว ในตอนนี้ภาคิณอาจจะเกลียดเธอไปแล้วก็ได้ ความสัมพันธ์ของเราสองคนในตอนนี้ย่ำแย่มาก…ทุกอย่างไม่เหมือนกับตอนนั้นแล้ว
“พ่อไม่ได้บังคับ ถ้าหนูไม่อยากแต่งก็ไม่เป็นไรนะลูก”
ของขวัญนั่งเงียบไปพักใหญ่ สีหน้าเธอดูสับสนและมึนงงกับเรื่องราวที่ได้รับรู้ เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเธอ
“พ่อกับแม่อยากให้ขวัญแต่งไหมคะ”
เมื่อได้ยินลูกสาวถามออกมาแบบนั้น สองสามีภรรยาก็หันมองหน้ากัน มณฤดีพยักหน้าให้สามีเล็กน้อย
“ถ้าเอาตามความคิดพ่อกับแม่ เราก็อยากให้หนูแต่ง”
แม้จะดูเหมือนขายลูกกิน แต่ถ้าหากลูกสาวแต่งงานตามข้อตกลงของท่านไพรวัลย์ อย่างน้อยหลังตายไปเขาก็สบายใจได้ว่าลูกสาวจะไม่มีหนี้สินท่วมหัว ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ลูกสาวที่เขาเลี้ยงดูมาอย่างสุขสบาย จะให้เธอใช้ชีวิตแบบนั้นได้อย่างไร
อีกอย่างฝ่ายชายนั้นไม่ใช่ใครอื่นไกล ภาคิณนั้นตนก็รู้จักอยู่พอควร ภาคิณเป็นเพื่อนกับลูกสาวเห็นมาตั้งแต่เด็ก แม้ช่วงวัยรุ่นจะเกเรอยู่บ้างตามประสาวัยคึกคะนอง แต่ปัจจุบันก็เรียนจบทำงานเป็นถึงรองประธานฝ่ายบริหารกับทางบริษัทของครอบครัว
“พ่อกับแม่ไม่ได้บังคับหนูนะลูก สำหรับแม่นี่ถือเป็นทางออกที่ดี แต่ถ้าหนูไม่อยากทำ เดี๋ยวเราค่อยหาทางออกใหม่ก็ได้” ผู้เป็นแม่พูดเสริมพร้อมกับลูบหัวลูกสาวอย่างรักใคร่ เมื่อเห็นสีหน้าคิดหนักของลูก
“หนูอยากลองคุยกับท่านไพรวัลย์ดูก่อนค่ะ” ของขวัญอยากรู้ว่าท่านไพรวัลย์มีเหตุผลอะไร ทำไมถึงให้เงื่อนไขมาแบบนี้ มันต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่าง...
