บทที่ 2 ความจริง
ลูกสาวทั้ง 3 จะมีอนาคตที่ดีถ้าได้อยู่กับเขา แต่ถ้าอยู่กับเธอ ลูก ๆ ก็จะลำบากมาก เพราะแต่เดิมแล้วหล่อนไม่ใช่คนที่เรียนจบสูงหรือฐานะทางบ้านดีเลย เธอเป็นแค่คนธรรมดาที่ทำงานอยู่ในร้านอาหาร รายได้ต่อเดือนก็อยู่ในระดับที่พอกินพอใช้ แทบไม่เหลือให้เก็บเลยสักบาท เพราะแบบนี้ก็เลยต้องยอมตัดใจจากลูกและเก็บเสื้อผ้าทั้งน้ำตา เพื่อให้ลูกมีอนาคตที่ดี
“5,000,000 บาท พอมั้ย ซื้อบ้านได้หลังนึงเลยนะ แล้วถ้าใช้จ่ายอย่างประหยัด ก็อยู่เฉยๆ ได้โดยไม่ต้องทำงานไปพักนึง หรือไม่ก็ถ้าหมดตัวเมื่อไหร่ก็กลับไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟเหมือนเดิม อ้อ ไม่สิ ถ้าเธอไปเป็นเด็กเสิร์ฟเหมือนเมื่อก่อน ดีไม่ดีก็อาจจะมีผู้ชายหน้าโง่และเชื่อในเรื่องความรักแบบฉันมาขอเธอแต่งงานอีก
เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำให้ใครเขาเดือดร้อน เธอไปขายตัวเถอะนะ ฉันว่างานแบบนี้เหมาะกับเธอที่สุด ผู้ชายคนอื่นเขาจะได้ปลอดภัย แล้วอีกอย่างมันก็ดีต่อตัวเธอด้วย งานสบายนอนเฉย ๆ แก้คันได้ด้วย”
มันช่างเป็นคำพูดที่เจ็บแสบถึงทรวงมาก แต่นวลอนงค์กลับไม่ด่ากลับหรือเถียงอะไรเลย เพราะตอนนี้เธอกำลังหยิบรูปครอบครัวใส่กระเป๋า มันน่าเศร้ายิ่งนักที่ต้องจากลูก ๆ ที่ตัวเองรักที่สุด ถ้ารู้ว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ หากย้อนเวลากลับไปได้เธอจะพยายามอดทนไม่ให้ความต้องการทางเพศมันครอบงำจนหน้ามืดเด็ดขาด แต่มันก็น่าเสียดายยิ่งนักที่ในโลกนี้ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้เลย
หลายนาทีต่อมาหลังจากที่วิชัยกับนวลอนงค์ออกจากบ้านไปแล้ว
“พ่อจ๋า!”
เมื่อกลับมาถึงบ้านเด็กหญิงอมิตาก็วิ่งเข้ามากอดพ่อทันที แต่ที่น่าแปลกก็คือพ่อของแกกำลังนั่งร้องไห้!
“กลับมาแล้วเหรอลูก”
พูดจบบิดาก็ปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ก่อนจะอุ้มลูกสาวคนเล็กมานั่งบนตักและกอดแก
“ทำไมพ่อร้องไห้”
ยิ่งเห็นลูกธนนท์ก็ยิ่งเสียใจ เพราะรู้ดีว่าต่อจากนี้ไปแม่จะไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ แกแล้ว
“ไม่มีอะไรหรอกลูกไปกินขนมกับป้าผินเถอะไป”
เด็กตัวเล็ก ๆ คนนี้อาจจะไม่รู้ว่าทำไมพ่อของแกถึงร้องไห้ แต่ที่แน่ ๆ ป้าผินพี่เลี้ยงของแกรู้ดี เนื่องจากธนนท์รู้สึกระแคะระคายและสงสัยในเรื่องความสัมพันธ์ของเมียกับคนขับรถมาสักพักนึงแล้ว เพราะมีหลายครั้งที่ทั้งสองเผลอแสดงพิรุธให้เขาเห็น พอลองถามพี่เลี้ยงเด็กดูว่าพฤติกรรมของนวลอนงค์ตอนอยู่บ้านเป็นอย่างไร
ป้าผินก็บอกไปตามตรงเลยว่านวลอนงค์ไม่ค่อยอยู่กับลูก หล่อนขลุกอยู่แต่ในห้องทั้งวัน บางวันก็สั่งให้ป้าผินพาลูกไปเที่ยวข้างนอก พอเขาถามถึงวิชัยก็ได้ความว่าทางนั้นก็มีพฤติกรรมคล้าย ๆ คุณผู้หญิงของบ้าน หายตัวไปทั้งวันทั้งที่เขาเป็นคนขับรถของบ้านก็ควรจะเป็นคนขับรถพาป้าผินกับเด็กหญิงอมิตาไปเที่ยว
แต่เปล่าเลยทุกครั้งที่ป้าผินกับอมิตาจะออกไปข้างนอก วิชัยก็จะหายไปเช่นกันและคุณผู้หญิงก็จะให้เงินค่ารถ และโทร.เรียกรถแท็กซี่ให้เข้ามารับแทน เพราะเหตุนี้ตั้งแต่ได้รู้ว่าภรรยากับคนขับรถทำตัวมีพิรุธมากขนาดไหนธนนท์จึงตัดสินใจบอกพี่เลี้ยงเด็กไปเลย ว่าตัวเองระแวงและคิดว่าภรรยากับคนขับรถมีความสัมพันธ์ที่น่าสงสัยมาก
ตั้งแต่นั้นมาป้าผินจึงกลายเป็นผู้แอบสังเกตพฤติกรรมของทั้งสองและรายงานธนนท์ทุกวัน จนถึงวันนี้ วันที่ธนนท์อยากจะเห็นกับตาและจับให้ได้คาหนังคาเขา เขาจึงแอบกลับมาที่บ้านในตอนที่ป้าผินพาลูกสาวไปเที่ยว แล้วก็มาจับได้แบบคาหนังคาเขาเลยว่าสิ่งที่คิดมันเป็นความจริง
ครืด ๆ ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังนั่งเศร้าอยู่ก็มีคนโทร.มาหา ซึ่งมันก็เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นตาเอาซะเลย
“ฮัลโหล ครับ”
‘สวัสดีค่ะ นี่ใช่สามีของ คุณนวลอนงค์ ฉิมพลีสวัสดิ์ หรือไปเปล่าคะ’
“เอ่อ...ใช่ครับ”
ถึงแม้จะรู้สึกประหลาดใจที่มีเบอร์แปลก ๆ โทร.มา แถมยังมาถามว่าเขาใช่สามีของนวลอนงค์หรือเปล่า แต่ธนนท์ก็ต้องตอบไปว่าใช่เพราะตอนนี้เขากับเธอยังไม่ได้ทำเรื่องเซ็นใบหย่ากัน
‘ดิฉันขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ เนื่องจากอุบัติเหตุ รถยนต์ของภรรยาคุณได้ชนประสานงากับรถกระบะคันหนึ่ง จึงทำให้เธอกับผู้ชายอีกคนที่นั่งรถมาด้วยกันเสียชีวิตคาที่ทั้งคู่เลยค่ะ’
ตุบ!
หลังจากผู้หญิงในสายซึ่งน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยพูดจบ มือถือราคาแพงของธนนท์ก็ร่วงหล่นลงพื้นทันที พอรู้ว่าผู้หญิงที่ตัวเองทั้งรักทั้งเกลียดได้จากโลกนี้ไปอย่างที่ไม่มีใครคาดฝัน ใจของธนนท์มันก็ร่วงหล่นสู่พื้นเช่นเดียวกับโทรศัพท์ของเขา
หลายวันต่อมา
“เฮ้อ...ไม่น่าอายุสั้นเลยนะแม่นวล”
คุณมาลิน ฉิมพลีสวัสดิ์ มารดาของธนนท์พูดขึ้น หลังจากที่เสร็จพิธีลอยอังคารของนวลอนงค์แล้ว ครอบครัวของธนนท์ก็กำลังเดินทางกลับบ้าน ตอนนี้ทุกคนนั่งอยู่บนรถที่ธนนท์เป็นคนขับ ซึ่งในรถก็มี ธนนท์ คุณมาลิน เด็กหญิงอมิตา เด็กหญิงวรรณวิสาและเด็กหญิงอลิสา ทุกคนมีใบหน้าที่โศกเศร้าแม้กระทั่งเด็กที่อายุน้อยที่สุดอย่างเด็กหญิงอมิตายังไม่ร่าเริงเหมือนเมื่อก่อน ทั้งที่แกก็เด็กที่สุดและยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความตายคืออะไร แต่ด้วยความที่ผูกพันกับคุณแม่มาก พอไม่ได้เห็นหน้าคนที่อยู่ด้วยกันทุกวันหนำซ้ำคนรอบข้างก็ยังเศร้าอยู่ เด็กน้อยอย่างแกก็พลอยรู้สึกเศร้าไปด้วย
ทางด้านคุณพ่อเองเมื่อมองไปที่กระจกหน้ารถแล้วเห็นว่าลูกสาวคนเล็กกำลังนั่งหน้าเศร้าเขาก็อดสงสารที่ลูกต้องมาเสียแม่ในวัยที่ยังเล็กอยู่ไม่ได้ ส่วนลูกสาวคนโตกับคนรองก็ร้องไห้โฮเกือบทุกวันตั้งแต่ที่ไม่ได้เห็นแม่ ยิ่งคิดธนนท์ก็ยิ่งเศร้าใจ เจ็บกว่าตอนที่รู้ว่าเธอนอกใจก็คือตอนที่รู้ว่าจะไม่ได้เห็นหน้าของเธออีกแล้ว
‘ช่างมันสิ มันสมควรได้รับสิ่งนี้แล้ว เล่นชู้มาตั้ง 4 ปี มีผัวมีลูกคาโด่อยู่ยังไม่รู้สึกละอาย คนอย่างมันตายไปซะได้ก็ดีแล้ว ไม่ควรจะอยู่ต่ออย่างมีความสุขหรอก’
ธนนท์มักจะใช้ความคิดแบบนี้กลบเกลื่อนความรู้สึกรักและคิดถึง โทสะในใจ ความโกรธ ความเกลียด ที่เขามีมันไม่ได้ตายตามภรรยากับชายชู้ของเธอไปเลย ชายหนุ่มยังคงผูกใจแค้นคนทั้งสอง
‘แต่จะว่าไป เล่นชู้มา 4 ปี’
พอได้คิดถึงระยะเวลาที่เมียแอบเล่นชู้สายตาของเขาก็จ้องมองไปยังกระจกหน้ารถทันที ซึ่งผู้ที่นั่งอยู่ที่นั่งหลังคนขับก็คือลูกสาวคนเล็ก ก่อนที่เขาจะคิดอะไรบางอย่างออกและสิ่งที่ชายหนุ่มคิดก็ทำให้เขาตกใจจนเผลอพูดสิ่งที่คิดออกมานิดหน่อย
“มะ ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้!”
ซึ่งสิ่งที่เขาเผลอพูดออกมาก็ทำให้ทุกคนตกใจมาก
“ว๊าย! ตานนท์แกเป็นอะไรเนี่ย จู่ ๆ ก็พูดอะไรออกมา แม่ใจหายหมดเลย”
คุณมาลินเอ่ยว่าลูกชายที่ทำให้ท่านตกใจ
“อะไรไม่จริงเหรอคะพ่อ”
เด็กหญิงอลิสาถาม
“หนูตกใจนะคะพ่อ พูดเสียงดังจัง”
เด็กหญิงวรรณวิสาพูดขึ้น ทางด้านลูกสาวคนเล็กเองแกก็ตกใจจนหน้าตื่น
“ไม่มีอะไรหรอก พ่อแค่คิดอะไรเพลิน ๆ แล้วตกใจกับสิ่งที่ตัวเองคิดน่ะลูก ขอโทษนะที่ทำให้ตกใจ ขอโทษนะครับแม่”
ธนนท์รีบเอ่ยขอโทษมารดากับลูก ๆ ก่อนที่เขาจะพยายามขับรถอย่างมีสติต่อไป
“โถ่เอ๊ย...นี่แกคงจะเสียใจมากจนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยสินะ ไม่เป็นไรนะลูก เดี๋ยวแม่จะอยู่ที่นี่กับแกและหลานสักพักนึง ถ้าแกกับหลานดีขึ้นเมื่อไหร่แม่ค่อยกลับก็ได้”
คุณมาลินที่ยังไม่รู้ว่านวลอนงค์กับคนขับรถที่ตายไปแล้วเป็นชู้กันได้พูดปลอบใจลูก และท่านก็คิดว่าจะพักอยู่กับลูกหลานที่บ้านจนกว่าสภาพจิตใจของทุกคนจะดีขึ้นแล้วค่อยเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดเพชรบุรี
