บทที่ 4 คุณย่า
หลายวันต่อมา
นับตั้งแต่วันนั้นมา วันที่ธนนท์รู้ความจริงเรื่องที่ลูกสาวคนเล็กไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง ดูเหมือนสภาพจิตใจของเขามันจะแย่ลง แย่มากจนต้องใช้เหล้าย้อมใจ
“วันนี้ก็เมาจนหลับอีกแล้วเหรอเนี่ย สงสัยลูกฉันจะเสียใจมากจริง ๆ ถ้าเป็นแบบนี้ฉันคงต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานเลย”
คุณมาลินพูดขึ้น เมื่อเห็นว่าลูกชายเมาหนักจนต้องฟุบหลับอยู่ที่โซฟาห้องนั่งเล่นมาหลายวันแล้ว ซึ่งหลายวันมานี้นอกจากจะดื่มหนักทุกคืน ธนนท์ก็ดูจะเปลี่ยนไป เขาไม่ค่อยเล่นกับลูกสาวคนเล็ก ทั้งที่เมื่อก่อนจะเอาใจและดูแลแกดีที่สุด เพราะอมิตาเด็กกว่าพี่ ๆ และยังช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้
แต่ทว่าธนนท์แทบไม่คุยหรือเล่นกับเด็กหญิงอมิตาเลย พอแกเดินเข้ามาใกล้ ๆ หรือพยายามจะอ้อนพ่อ เขาก็บอกว่ารำคาญและไล่ให้แกไปเล่นไกล ๆ มันน่าแปลกมากที่เขาเปลี่ยนไป แต่คุณมาลินก็เดาว่าธนนท์คงเครียดและเสียใจมาก เพราะตอนนี้เขาเป็นคนเดียวที่ต้องดูแลลูกทั้ง 3 คน
ตอนที่นวลอนงค์ยังมีชีวิตอยู่ลูกชายของท่านมีความสุขมากกว่านี้ ชายหนุ่มเป็นคุณพ่อที่มีความสุขสุด ๆ คุณมาลินยอมรับว่าตอนแรกท่านค่อนข้างตกใจและแปลกใจที่ลูกชายบอกว่าตกหลุมรักพนักงานในร้านอาหารอิตาเลียนของตัวเอง แถมยังจะแต่งงานกับเธอ โดยที่ไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองหรือนินทาเขาอย่างไร
ถึงแม้นวลอนงค์จะเป็นคนสวย แต่ถ้าวัดกันจริง ๆ แล้ว เธอด้อยกว่าสามีทุกด้าน ทั้งเรื่องฐานะ การศึกษา หน้าตาทางสังคม เธอเป็นแค่ผู้หญิงรากหญ้าธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น แถมยังเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกพ่อแม่ทิ้งตั้งแต่ยังแบเบาะ
ต่างจากธนนท์ที่เป็นถึงลูกชายเจ้าของ ไร่มาลิน ไร่องุ่นแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรีที่มีชื่อเสียงมายาวนานมาก ตั้งแต่สมัยที่คุณพ่อคุณแม่ของคุณมาลินเป็นผู้บริหาร และหลังจากท่านทั้งสองเสียชีวิตมรดกทั้งหมดจึงตกเป็นของคุณมาลิน
ส่วน คุณพิสุทธิ์ ฉิมพลีสวัสดิ์ สามีของคุณมาลิน บิดาของธนนท์ ก็เป็นถึงนายธนาคาร แต่โชคร้ายที่ท่านได้เสียชีวิตเพราะโรคร้ายเมื่อหลายปีก่อน นี่ก็ถือว่านวลอนงค์เป็นผู้หญิงที่โชคดีมาก ๆ เลย หล่อนโชคดีที่มีผู้ชายสมบูรณ์แบบอย่างธนนท์มาตกหลุมรัก แถมยังรักเธอมากด้วย
แต่ก็โชคร้ายที่เธอดันตอบแทนเขาด้วยการทรยศหักหลังจนสุดท้ายเรื่องราวทั้งหมดต้องจบลงแบบนี้ หล่อนเสียชีวิต ตายไปทั้งที่ตัวเองกับชู้รักก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเด็กหญิงอมิตาไม่ใช่ลูกของธนนท์ แต่เป็นลูกของวิชัย
“แล้วนี่มันกระดาษอะไรกันล่ะเนี่ย ทำไมถึงยับยู่ยี่แบบนี้”
คุณมาลินกำลังจะห่มผ้าให้ลูกแต่พอสังเกตดูดี ๆ ท่านก็พบกับกระดาษ 3 ใบ ที่ลูกถืออยู่ เพราะอยากให้ลูกนอนสบาย จึงหยิบกระดาษออกมาจากมือเขาและจัดการห่มผ้าห่มให้ จากนั้นก็กำลังจะเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น แต่ทว่าพอได้หยิบกระดาษใบแรกมาดูความสงสัยมันก็เกิดขึ้น เมื่อท่านได้พบกับกระดาษแผ่นที่ถูกวาดคล้าย ๆ แผนที่ บอกทางไปบ้านของบิดามารดานายวิชัย
“อะไรเนี่ย บ้านของนายวิชัยคนขับรถที่ตายไปพร้อมกับแม่นวลเหรอ แล้วเจ้านนท์จะไปบ้านของเขาทำไมหรือว่าจู่ ๆ เกิดใจดีอยากจะช่วยเหลือเขาขึ้นมา แต่ว่าพอดูดี ๆ แล้วกระดาษนี่มันยับมากเลยเหมือนถูกขย้ำด้วยความโกรธ ลูกคนนี้กำลังจะทำอะไรของเขานะ ทำไมหัวรุนแรงแบบนี้”
ท่านบ่นพึมพำอยู่คนเดียวใกล้ๆ โซฟาที่ลูกนอนอยู่ แต่ดูเหมือนกับว่าธนนท์จะเมาหนักมาก และปกติก็เป็นคนหลับลึกอยู่แล้ว จึงไม่ได้ยินว่าแม่บ่นอะไร
คุณมาลินก็ไม่ได้อยากจะยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของลูก แต่ท่านกลับรู้สึกว่ากระดาษ 3 แผ่นนี้ ที่ลูกชายถือมันไว้ก่อนนอน น่าสนใจและดึงดูดให้อ่านยิ่งนัก สุดท้ายก็เลยถือวิสาสะขออ่านก่อนที่จะนำไปเก็บ
“นี่อะไรเนี่ยทะเบียนบ้านเหรอ”
กระดาษใบที่ 2 เป็นทะเบียนบ้านของวิชัย ส่วนกระดาษใบที่ 3
“ผลตรวจดีเอ็นเอของคุณธนนท์กับ...”
และท่านก็อ่านใบที่ 3 ซึ่งเป็นกระดาษผลตรวจดีเอ็นเอ
“ห๊ะ!”
เมื่ออ่านถึงจุดสำคัญที่บอกว่าหลานสาวคนเล็กไม่ใช่ลูกของลูกชาย คนแก่ก็ถึงกับช็อกจนเงียบไปหลายนาที ก่อนจะหันมองไปหน้าของลูกชาย
“นี่มันอะไรกัน”
ความงง สงสัย อึ้ง ทึ่ง ตอนนี้คุณมาลินแยกไม่ออกแล้วว่าท่านรู้สึกอย่างไร อยากจะปลุกลูกชายขึ้นมาถามนักว่าทำไมจู่ ๆ ลูกคนเล็กถึงไม่ใช่ลูกของเขา ทำไมต้องพาลูกไปตรวจดีเอ็นเอ และค้นหาประวัติที่อยู่อาศัยของครอบครัวนายวิชัย
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนอึ้งอยู่แบบนั้นเพราะตอนนี้ธนนท์เมาจนไม่ได้สติ ถ้าปลุกขึ้นมาก็คงจะคุยกันไม่รู้เรื่องอยู่ดี ตอนนี้คุณมาลินจึงทำได้แค่จ้องมองกระดาษในมือสลับกับใบหน้าของลูกชาย สมมุติว่าถ้าธนนท์ป่วยเป็นโรคหัวใจ ตอนนี้ก็คงจะช็อกตายไปแล้วแน่ ๆ ถ้าได้มารับรู้เรื่องนี้ หลังจากที่สูญเสียภรรยาไปได้ไม่นาน
วันต่อมา เวลา 10.01 น.
“อะ...โอ๊ย”
ธนนท์ตื่นขึ้นมาในห้องนั่งเล่น เพราะเมาค้างจึงรู้สึกปวดหัวตั้งแต่ลืมตาตื่น
“ตื่นแล้วเหรอ”
มารดาที่นั่งคอยเวลาลูกตื่นเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง เพราะท่านมีเรื่องที่ต้องรู้ให้ได้จากปากลูกชาย
“แม่ กี่โมงแล้วครับ”
เขาเอ่ยถาม
“10 โมง”
“ห๊ะ! แล้วทำไมแม่ไม่ปลุกผมล่ะครับ ผมเป็นเจ้านายจะไปทำงานสายกว่าลูกน้องไม่ได้”
เพราะร้านอาหารอิตาเลียนของเขาเปิดเก้าโมง ดังนั้นจึงต้องไปถึงร้านคนแรกเพราะเป็นเจ้าของร้าน
“ใจนึงแม่ก็อยากปลุก แต่พอคิดดูดี ๆ แล้ว ให้แกนอนต่อก็ดี จะได้มีแรงตื่นขึ้นมาอธิบายเรื่องพวกนี้ให้แม่ฟัง”
พูดจบมารดาก็วางกระดาษ 3 แผ่นที่ทำให้ท่านช็อก และกระวนกระวายอยากรู้เรื่องราวทั้งหมดจนเมื่อคืนแทบนอนไม่หลับ
“ช่วยอธิบายเรื่องพวกนี้ให้แม่ฟังหน่อย นนท์ทำอะไรอยู่ ไปรู้อะไรมา ทำไมไม่ยอมบอกแม่เลย”
ธนนท์รีบหยิบกระดาษ 3 แผ่นนั้นขึ้นมาทันทีด้วยความรู้สึกตกใจ เพราะไม่คิดว่าแม่จะรู้เรื่องนี้ในเวลาที่เขายังไม่อยากให้รู้ และหลังจากนั้นชายหนุ่มก็นั่งนิ่งอยู่ชั่วครู่ ถึงแม้จะยังไม่อยากให้แม่หรือใครรู้เรื่องนี้ แต่ในเมื่อความแตกแล้วก็ต้องอธิบายไปตามความจริง
“เพราะแบบนี้ผมเลยต้องตามหาพ่อแม่ของไอ้วิชัย เพราะนวลเป็นเด็กกำพร้า มันไม่มีพ่อแม่หรือญาติคนอื่น วิชัยมีพ่อแม่แต่ก็ดูเหมือนกับว่าพ่อแม่มันจะลำบากมากไม่มีแม้แต่เงินจะเช่าเรือไปลอยอังคารลูกด้วยซ้ำ
แถมเขายังปฏิเสธที่จะรับหลานตัวเองไปเลี้ยงอีก ถึงขั้นกราบเท้าผมเพื่อขอโทษแทนลูกและขอร้องไม่ให้ผมพาน้ำค้างมาให้เลี้ยง สุดท้ายผมก็ต้องจำใจเก็บเด็กที่เป็นตัวแทนของความอัปรีย์จัญไรไว้ ทั้งที่มันก็ไม่ใช่ลูกของผมเลย”
พอพูดจบเขาก็เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้มารดาฟัง
ไม่กี่นาทีต่อมา ความจริงทั้งหมดก็ถูกเล่าออกมาจากปากของธนนท์ ส่วนคนฟังก็กำลังช็อกยิ่งกว่าตอนที่เห็นผลตรวจดีเอ็นเอเสียอีก
“ที่ผมไม่บอกแม่ เพราะคิดว่าจะบอกหลังจากที่ส่งน้ำค้างไปอยู่กับปู่ย่าจริง ๆ ของเขา ส่วนเรื่องที่ไอ้อีชั่วช้าสองคนนั้นมันแอบเป็นชู้กันมานาน ก็มีแค่ผมกับแม่ แล้วก็ป้าผินที่รู้เรื่องนี้ ที่ไม่ยอมประจานหรือบอกคนอื่นก็เพราะไม่อยากจะให้เด็ก ๆ ต้องมาอับอายที่รู้ว่าแม่เป็นผู้หญิงต่ำช้า แค่มันเป็นชู้กันก็น่ารังเกียจพอแล้ว แต่นี่มันยังมีมรดกความเลวออกมาให้ผมเลี้ยง แล้วทำให้คิดว่าเป็นลูกของตัวเองอีก”
ถ้าเป็นเมื่อหลายวันก่อนเขาคงร้องไห้ไปด้วยเล่าไปด้วย แต่ตอนนี้หัวใจของธนนท์มันเจ็บจนชาไปหมดแล้ว ความเจ็บปวด ความอ่อนแอมันได้หายไปหมด ทิ้งไว้แค่ความเคียดแค้นและแรงอาฆาตที่มีต่อคนตายเท่านั้น
“ผมเกลียดมันสองคน เกลียดมาก เกลียดจนอยากจะเอาพริกเอาเกลือมาเผาสาปแช่ง ตอนนี้ผมไม่อยากจะมองหน้าเด็กนั่นด้วยซ้ำ เด็กที่ผมเข้าใจผิดมาตั้งนานว่าเป็นลูกของตัวเอง ที่แท้มันก็เป็นแค่ลูกชู้ เพราะแบบนี้ไงผมถึงเลี้ยงมันไม่ได้ ในเมื่อปู่กับย่าแท้ ๆ ของมันไม่เอา ผมก็จะเอามันไปทิ้งไว้ที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า”
จากที่ตอนแรกมารดาก็ช็อกกับสิ่งที่ได้รู้มากอยู่แล้ว แต่พอได้ยินว่าลูกชายจะเอาเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ ที่ท่านรักและเอ็นดู แล้วก็เข้าใจผิดมาตลอดว่าเป็นหลานแท้ ๆ ไปทิ้ง หัวใจของหญิงสูงวัยที่รักหลานมากก็ทนเห็นลูกตัวเองทำแบบนี้กับเด็กหญิงอมิตาไม่ได้
“นี่แกจะบ้าเหรอตานนท์ หัวจิตหัวใจแกทำด้วยอะไร เด็กมันไม่รู้เรื่องด้วยเลยนะ มันอาจจะผิดที่ไม่ได้เป็นลูกแท้ ๆ ของแก แต่แกก็เลี้ยงมันมาตั้งแต่เกิด ความผูกพันไม่ได้ทำให้แกรู้สึกสงสารมันบ้างเลยหรือไง!”
คนเป็นแม่บ่อน้ำตาแตกเพราะรู้สึกสะเทือนใจกับเรื่องราวของลูกและหลานมาก
“ก็เพราะไอ้ความผูกพันและความรักนี่แหละครับที่ทำให้ผมเกลียดมัน มันเหมือนแม่มันมาก เหมือนกันแม้กระทั่งเส้นผม ผมเกลียดแม่มัน แถมมันยังเป็นลูกชู้อีก แม่คิดว่าผมจะทำใจเอ็นดูมันต่อไปได้มั้ย ผมทำไม่ลงหรอกเพราะผมเกลียดไอ้สองตัวนั้น!”
ธนนท์โมโหมาก หัวร้อนซะจนหน้าแดง แบบนี้ยิ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่าความเกลียด ความโกรธ มันครอบงำจิตใจของเขาจนไม่เหลือพื้นที่ว่างแล้ว มารดาถึงกับเข่าทรุดเพราะเรื่องราวที่ได้เจอมาทำให้ลูกชายของท่านไม่เหลือเค้าธนนท์คนดีคนเดิมเลย เหลือแต่ปีศาจที่แค้นฝังจิตฝังใจ
โชคดีเหลือเกินที่ป้าผินพาเด็กหญิงอมิตาไปซื้อขนม เพราะถ้าแกได้เห็นภาพน่ากลัว ๆ แบบนี้ ก็คงจะส่งเสียงร้องลั่นบ้านและทำให้ปีศาจในตัวธนนท์อาละวาดหนักกว่าเดิม
“ผมจะไปทำงานแล้ว”
เขาจะไปทำงานทั้งที่อารมณ์เดือดดาลยังไม่สงบ
“เดี๋ยว แม่ขอถามอีกครั้ง แกจะเอาน้ำค้างไปทิ้งที่สถานสงเคราะห์จริงเหรอ”
มารดาถามก่อนจะเช็ดน้ำตา
“ใช่ ผมจะเอามันไปทิ้ง ถ้ามีใครถามก็จะแต่งเรื่องว่าส่งมันไปอยู่กับญาติที่เมืองนอก”
เขายังไม่รู้หรอกว่ามันเป็นคำโกหกที่น่าเชื่อไหม แต่ก็นึกถึงคำโกหกที่น่าเชื่อกว่านี้ไม่ออก
“แกไม่ต้องทำแบบนั้น ถ้าแกทำใจรักเขาเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ก็เอามาให้แม่ แม่จะเอาเขาไปเลี้ยงเอง”
นี่คือสิ่งที่คุณมาลินทำได้ในตอนนี้ ท่านรักเด็กคนนี้ไปแล้วและก็คิดว่าเขาไม่ผิด ถึงจะไม่ใช่หลานแท้ ๆ แต่ท่านก็รักไปแล้ว แถมยังรู้สึกสงสารมากด้วย ที่จู่ ๆ แกจะโดนเกลียด โดนทิ้งทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
“แม่ พูดเล่นเหรอครับ นั่นมัน...”
เขาพูดยังไม่ทันจบก็โดนมารดาพูดแทรกเสียก่อน
“ใช่ นั่นมันลูกชู้ มันไม่ใช่ญาติแท้ ๆ ของฉัน แล้วไง แต่แม่รักมันแล้วคิดว่ามันไม่ผิด จะผิดก็แค่ตรงที่ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของแก แม่จะเลี้ยงน้ำค้างไว้ในฐานะหลานของแม่ ถ้าแกไม่รักแล้วก็ส่งเขามาให้แม่ แม่มีเงินแม่เลี้ยงเขาได้ แล้วถ้าแกไม่ยอมทำตามที่แม่ขอ ก็เตรียมทำใจไว้เลยเพราะถ้าแม่ตายแม่จะไม่ยกมรดกให้แกสักบาทเดียว”
มันเป็นคำขอและคำขู่ที่ทำให้ลูกชายโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เขาปักใจเกลียดเด็กคนนั้นไปแล้วแต่แม่กลับอยากได้เธอ
“แม่!”
ถึงจะตวาดหรือตะโกนเรียกแม่ด้วยความโมโหแต่คุณมาลินก็ยังไม่เปลี่ยนความคิดและความตั้งใจที่จะรับเลี้ยงเด็กหญิงอมิตาไว้เป็นหลานอยู่ดี
