บทที่ 5 เปลี่ยนไป

3 วันต่อมา @ไร่มาลิน จังหวัดเพชรบุรี

ที่นี่คือหนึ่งในไร่องุ่นที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่กว้างใหญ่แถมยังเต็มไปด้วยผลองุ่นสด ๆ อากาศสดชื่นบริสุทธิ์มาก ธนนท์เกิดและเติบโตจากที่นี่ ต่อมาพอรู้ว่าตัวเองชอบและสนใจเรื่องการทำอาหารเป็นพิเศษ เขาก็ได้สมัครเข้าโรงเรียนทำอาหารซึ่งอาหารที่เขาชอบและทำออกมาได้ดีที่สุดก็คืออาหารอิตาเลียน

จากนั้นพอพ่อแม่ได้รู้ว่าลูกชายเพียงคนเดียวของท่านชื่นชอบการทำอาหารที่สุด ก็ได้ช่วยสานฝันของลูกให้เป็นจริงโดยการส่งเขาไปเรียนที่โรงเรียนทำอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งในประเทศอิตาลี

หลังจากศึกษาจบและกลับมาเมืองไทย ธนนท์ก็ได้ลองไปเข้าประกวดแข่งขันและสมัครเป็นเชฟตามร้านอาหารชื่อดัง จนในที่สุดเขาก็กลายเป็นเชฟที่มีชื่อเสียงมาก ๆ คนหนึ่ง พอมีชื่อเสียง มีฝีมือ มีเงินทุน ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเลิกเป็นลูกจ้างและเปิดกิจการร้านอาหารเป็นของตัวเอง ซึ่งกิจการของเขาก็สร้างชื่อเสียงและกำไรได้เยอะมาก ตั้งแต่ช่วงเปิดร้านใหม่ ๆ จนถึงปัจจุบัน

“ยายหนู ยายหนู ตื่นได้แล้วลูก ถึงแล้วนะ”

คุณมาลินกำลังปลุกหนูน้อยอมิตาให้ตื่น และไม่นานเด็กน้อยก็ลืมตาขึ้นเพราะเสียงปลุกของท่าน ส่วนทางด้านผู้ที่เป็นคนขับรถพาทั้งสองมาส่ง ก็กำลังขนกระเป๋าเสื้อผ้าสองใบลงมาจากรถ กระเป๋าใบแรกเป็นของคุณมาลิน ส่วนใบที่สองเป็นของเด็กหญิงอมิตา

“ผมไม่ได้เอาของเล่นของมันมาด้วย เพราะมันเยอะเกิน แม่มีเงินตั้งเยอะแยะ ซื้อให้มันเองก็แล้วกัน”

ธนนท์หันไปบอกแม่และลูกสาวนอกไส้ด้วยสายตาเย็นชา

“พี่กระต่าย พี่กระต่ายของหนูล่ะคะ”

และเด็กน้อยก็เริ่มถามหาพี่กระต่ายซึ่งเป็นตุ๊กตาที่แกชอบที่สุด แถมยังเป็นของที่ธนนท์ซื้อให้ด้วย

“ตอนที่เรากำลังมาที่นี่แกหลับอยู่ แล้วพ่อ...เอ่อ ฉันเห็นว่ากระเป๋าเสื้อผ้าของแกมันเต็มจนไม่มีที่ใส่ตุ๊กตาแล้ว ก็เลยไม่ได้เอามาให้ บอกให้ย่าซื้อตัวใหม่ให้แล้วกัน ตุ๊กตากระต่ายขาวหาซื้อไม่ยากหรอก ผมไปก่อนนะครับแม่ สวัสดี”

พูดจบก็เตรียมจะเดินขึ้นรถ

“อ้าว ทำรีบไปจังล่ะ ไม่นอนพักผ่อนที่นี่สักคืนเหรอ แกไม่คิดถึงบ้านตัวเองเลยหรือไง”

มารดาว่า

“ไม่ครับ ผมต้องรีบกลับไปทำงาน”

ธนนท์ตอบ ปกติเขาก็ไม่ได้ขยันทำงานมากจนเห็นงานสำคัญกว่าแม่หรอก แต่ชายหนุ่มกำลังสะกดกลั้นความรู้สึกบางอย่างอยู่ เขากำลังจะปล่อยเด็กคนหนึ่งที่รักมาก ๆ ออกไปจากชีวิต

“เจ้าลูกคนนี้นี่ ทำไมไม่รักบ้านเกิดของตัวเองเลย อีกหน่อยถ้าแม่ตายแกก็ต้องมารับช่วงต่อธุรกิจนี้”

มารดาบ่นเมื่อเห็นว่าลูกชายขึ้นไปนั่งบนรถยนต์และก็สตาร์ทรถขับออกไปแล้ว

“ย่าคะ พ่อ ๆ”

เด็กน้อยส่งเสียงเรียกคุณพ่อ จู่ ๆ พ่อก็พาแกกับย่ามาที่นี่ แถมยังขับรถออกไปคนเดียวอีก

“พ่อเขาไปแล้ว เดี๋ยวเขาก็มาเยี่ยมเราลูก พวกเราเข้าบ้านเถอะ หนูอยากได้ตุ๊กตากระต่ายมั้ยเดี๋ยวย่าพาไปซื้อ”

ท่านรู้สึกสงสารหลานสาวมากจนน้ำตาคลอเบ้า แกน่าสงสารเหลือเกิน ได้รับความรักจากธนนท์มาตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่ แต่พอความจริงปรากฏขึ้น ธนนท์ก็ตัดใจทิ้งลูกคนนี้อย่างไม่ไยดี เขาเย็นชาจนท่านยังกลัว

ค่ำคืนนั้น @บ้านฉิมพลีสวัสดิ์

“พ่อคะ หนูกับน้องหิวข้าว”

เด็กหญิงวรรณวิสาที่เป็นลูกคนโตของบ้านบอกกับพ่อที่กำลังนั่งดื่มเหล้า หลังจากกลับมาจากร้าน

“หิวก็พาน้องไปเอาพาสต้าในห้องครัวมากิน”

พูดจบเขาก็กระดกเหล้าดื่มต่อ เด็กทั้งสองได้แต่มองพ่อของเขาด้วยสายตาเศร้าใจ เมื่อก่อนพ่อไม่ใช่ผู้ชายขี้เมาและนิสัยแข็งกระด้างแบบนี้ พ่ออ่อนโยน ใจดี ไม่เคยดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ให้ลูกเห็นเลย และเขายังไม่เคยปล่อยให้ลูกหิวด้วย

พอกลับบ้านมาก็จะคุยกับลูก เล่นกับลูก บางทีก็ช่วยสอนการบ้านให้ด้วยซ้ำ ต่างจากตอนนี้โดยสิ้นเชิง พ่อกลับบ้านมาก็เมาหัวราน้ำทุกวันแถมยังไม่ดูแลเอาใจใส่ลูกอย่างดีเหมือนเมื่อก่อน

“แล้วพ่อไม่กินเหรอคะ”

เด็กหญิงอลิสาเอ่ยถาม

“ไม่ พ่อจะกินเหล้า”

เด็กทั้งสองได้แต่มองพ่อด้วยความรู้สึกเศร้าใจ ก่อนที่ลูกสาวคนโตจะถามคำถามที่ทำให้พ่อเกิดอาการโมโหจนฟิวส์ขาด

“แล้วทำไมน้ำค้างต้องไปอยู่กับย่าคะ พ่อ”

คุณพ่อที่กำลังเมาชะงักทันที เมื่อได้ยินชื่อของลูกชู้

เคร้ง! แก้วเหล้าถูกปาลงพื้นจนแตกเพื่อระบายอารมณ์ ก่อนที่บิดาจะหันไปมองลูกสาวด้วยแววตาที่ทำให้เด็กทั้งสองต้องจับมือพากันเดินถอยหลังเพราะความหวาดกลัว เนื่องจากสายตาของพ่อมันเหมือนสายตาของปีศาจไม่มีผิด

“ต่อไปนี้อย่าถามถึงมันอีก! อย่าถามถึงอีลูกชู้! ถ้าจากนี้ไปพ่อได้ยินว่าแกสองคนพูดชื่อนี้ออกมา พ่อจะตีพวกแก!”

เขาโมโหมากแล้วก็กำลังขู่ลูก พอเห็นว่าบิดาน่ากลัวขนาดไหนเด็กทั้งสองก็พากันร้องไห้ก่อนจะวิ่งเข้าไปในห้องครัว

“ฮือ ๆ พ่อน่ากลัวอ่ะพี่ลูกจันทร์ มีนกลัวพ่อ”

น้องสาวร้องไห้และพูดกับพี่สาวเมื่อเดินมาถึงห้องครัว

“พะ พี่ก็กลัวเหมือนกัน ทำไมพ่อถึงกลายเป็นคนโหดร้ายแบบนี้ แล้วทำไมน้ำค้างต้องไปอยู่กับย่าด้วย”

พี่สาวเองก็กลัวจนตัวสั่น น้ำตาไหล เพราะพ่อไม่เคยแสดงกิริยาแบบนี้ให้เห็นมาก่อน

“แล้วคำว่าลูกชู้มันหมายความว่าอะไรเหรอ ทำไมพ่อต้องเรียกน้ำค้างว่าลูกชู้”

เพราะแกยังเป็นแค่เด็กน้อยวัย 8 ขวบ จึงยังไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้

“พี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ก็เหมือนจะเคยได้ยินคำนี้ที่โรงเรียนอยู่นะ แต่ก็จำไม่ได้ว่ามันมีความหมายว่าอะไร เดี๋ยวถ้าพรุ่งนี้ไปโรงเรียนพี่จะลองถามเพื่อนหรือไม่ก็เปิดดูในพจนานุกรม ตอนนี้พี่ไม่กล้าถามพ่อหรอก พ่อน่ากลัว”

ใช่ เขาน่ากลัวมากจนลูกลืมความรู้สึกหิวไปเลย

“ฮือๆ มีนคิดถึงแม่ คิดถึงน้ำค้าง คิดถึงพ่อที่เคยใจดี มีนไม่อยากให้พ่อเป็นแบบนี้เลย”

เด็กน้อยวัย 8 ขวบ เริ่มงอแง แม่จากไปคนเดียวแกก็เสียใจมากแล้ว แต่นี่น้องสาวคนเล็กยังย้ายไปอยู่กับย่า แถมพ่อยังกลายมาเป็นคนขี้เมา ขี้โมโหอีก

“จุ๊ ๆ อย่าร้องไห้เสียงดังนะเดี๋ยวพ่อดุ ถ้าพ่อได้ยินพ่ออาจจะตีเราก็ได้ ตอนนี้พ่อเมามากแล้ว เรารีบกินพาสต้าแล้วก็รีบเข้านอนกันเถอะนะ”

พี่สาวคนโตเองก็ทั้งกลัวพ่อและคิดถึงแม่กับน้องคนเล็ก แต่เพราะแกเป็นพี่ที่มีภาวะความเป็นผู้นำตั้งแต่เด็ก จึงสามารถขจัดความรู้สึกอ่อนแอออกไปได้ พอยิ่งเห็นว่าน้องอ่อนแอและอ่อนไหวแค่ไหน เด็กหญิงวรรณวิสาก็ต้องเข้มแข็งมากกว่าเดิม

หลังจากนั้นแกก็หาจานมาสองใบพร้อมกับช้อนส้อม ก่อนจะนำพาสต้าแสนอร่อยของพ่อมาเทใส่จานให้น้องกับตัวเอง

“พาสต้าของพ่ออร่อยเหมือนเดิมเลย แต่มีนคิดถึงไข่ตุ๋นของแม่มากกว่า”

ในขณะนั้นน้องสาวที่เพิ่งหยุดร้องไห้ก็ชวนพี่สาวคุย

“พี่ก็คิดถึงแกงจืดใส่เต้าหู้เยอะ ๆ ของแม่เหมือนกัน แต่ตอนนี้แม่ไม่อยู่แล้ว ย่าก็กลับบ้านไม่มีคนทำกับข้าวให้กิน พ่อก็กลายเป็นคนขี้เมา เราสองคนต้องอดทนนะ มีอะไรก็กินไปก่อน บางทีพรุ่งนี้ถ้าพ่อไม่เมาพ่ออาจจะทำไข่ตุ๋นกับแกงจืดให้เรากินก็ได้”

พี่สาวที่เข้มแข็งบอก ก่อนจะดึงตัวน้องเข้ามากอดเพื่อปลอบใจ ในตอนนี้ไม่ใช่แค่เด็กหญิงอมิตาคนเดียวหรอกที่โชคร้าย พี่สาวต่างพ่อทั้งสองคนของแกก็น่าเป็นห่วงเช่นกัน ถึงจะมีพ่ออยู่ด้วย แต่เขาก็ไม่เหมือนเดิม เห็นทีคงไม่มีใครคาดเดาได้แล้วว่าอนาคตของแกทั้งสองคนจะสดใสหรือไม่ เพราะบรรยากาศความสดใสในบ้านมันได้หายไปพร้อมกับแม่

ตอนดึกของคืนนั้น

เด็กหญิงวรรณวิสากับเด็กหญิงอลิสาได้พากันเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ ส่วนพ่อของพวกแกก็กำลังแบกสังขารที่โซซัดโซเซเดินเข้าห้องน้ำ แต่ในระหว่างที่กำลังเดินไปเข้าห้องน้ำที่ชั้น 2 ชายหนุ่มก็เดินผ่านไปที่หน้าห้องนอนของลูก ๆ ซึ่งเป็นห้องที่ลูกนอนด้วยกันสามคน แต่ตอนนี้เหลือสอง และจู่ ๆ เท้าของเขามันก็ดันไปเหยียบอะไรบางอย่างที่นุ่ม ๆ

“ยัยลูกสองคนนี้ไม่ยอมเก็บของเล่นหรือไงเนี่ย”

เขาว่า ก่อนจะก้มลงไปหยิบของเล่นที่คิดว่าลูกสาวคนโตกับคนรองไม่ยอมเก็บเข้าห้อง แต่ทว่าพอมองดี ๆ แล้วเขาก็รู้โดยทันทีว่ามันไม่ใช่ตุ๊กตาของเด็กสองคนนั้น

“นี่มัน ไอ้กระต่ายขาว”

ใช่แล้ว มันคือตุ๊กตากระต่ายที่ชายหนุ่มจำได้ดี เพราะมันเป็นของที่เขาซื้อให้ลูกคนเล็กกับมือ แถมแกยังติดมันมากด้วย พอคิดดูดี ๆ แล้วคนที่ทิ้งมันไว้หน้าห้องคงไม่ใช่สองพี่น้อง วรรณวิสากับอลิสาหรอก แต่เป็นเขาเองที่ตัดสินใจโยนมันทิ้ง เมื่อตอนที่กำลังเก็บเสื้อผ้าให้เด็กหญิงอมิตา

“ไอ้ตุ๊กตาโง่”

คนเมาด่าตุ๊กตา ก่อนจะเดินไปหาถังขยะที่อยู่ใกล้แถวนี้มากที่สุด แต่ในขณะที่กำลังตัดสินใจจะทิ้งมัน จู่ ๆ เขากลับทิ้งไม่ลงซะงั้น หนำซ้ำพอได้มองตุ๊กตาตัวโปรดของลูกคนเล็กชัด ๆ อีกครั้ง กลับรู้สึกว่าขอบตาตัวเองมันร้อน ๆ ก่อนที่น้ำตาหยดหนึ่งจะไหลออกมา

“จะไปร้องไห้ให้มันทำไมวะนนท์ นั่นมันลูกชู้ ไม่ใช่ลูกมึง แล้วนี่มันก็ตุ๊กตาของลูกชู้ จะเก็บมันไว้ทำไม”

เขาทำท่าจะโยนทิ้งก็ทำไม่ได้ จึงต้องเก็บมันมาดูอีกครั้ง ก่อนที่น้ำตาหลายหยดจะร่วงหล่นใส่หน้าตุ๊กตากระต่าย ไม่ใช่แค่คนรอบข้างหรอกที่เจ็บปวดกับการกระทำของเขา เขาเองก็เจ็บเหมือนกันและเพราะเจ็บมากนี่แหละ สุดท้ายจึงกลายเป็นคนแบบนี้...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป