บทที่ 6 บ้านไร่

ช่วงบ่ายของวันต่อมา  @บ้านไร่มาลิน

เด็กหญิงอมิตากำลังนั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้แกไม่ร่าเริงเลยสักนิด กินอาหารน้อยกว่าทุกวัน หนำซ้ำยังไม่ยอมพูดคุยกับคนที่นี่เลยนอกจากคุณย่ามาลิน และตอนนี้ก็กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน ดวงตากลมโตของเด็กน้อยจดจ้องไปยังท้องถนนทางเข้าไร่มาลิน ราวกับว่าแกกำลังรอใครบางคนให้ขับรถมาที่นี่

ทางด้านคุณย่ามาลินก็กำลังทำอาหารว่างอยู่กับ ป้าม้วน แม่บ้านคนสนิท

“จะ...จริงเหรอคะเนี่ย! ไม่น่าเชื่อเลยว่าคุณนวลจะเป็นคนแบบนี้ คนเรานี่ตัดสินกันที่หน้าไม่ได้จริง ๆ นะคะ”

เป็นเสียงพูดขอป้าม้วน แกกำลังอึ้งกับสิ่งที่เจ้านายเล่าให้ฟัง ซึ่งก็คือเรื่องที่เด็กหญิงอมิตาเป็นลูกที่เกิดจากวิชัย ชู้ของนวลอนงค์

“ใช่แล้ว เฮ้อ...ถ้ารู้ว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ ฉันคงไม่ยอมให้พวกเขาแต่งงานกันง่าย ๆ หรอก ที่ยอมให้สองคนนี้แต่งงานกันก็เป็นเพราะว่าฉันรักตานนท์อยากให้เขามีความสุข ถึงแม้เมียมันจะไม่ใช่ผู้หญิงที่เพียบพร้อมอะไรฉันก็ยินดีจะยอมรับคนที่ลูกรัก แต่ที่ไหนได้ล่ะสุดท้ายมันดันกลายเป็นคนที่ทำให้ลูกฉันเจ็บที่สุด แถมมันยังทำให้หลาน ๆ ของฉันเจ็บด้วย

“เมื่อเช้ายัยลูกจันทร์ หลานคนโตแอบใช้โทรศัพท์บ้านโทร.มาเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนยัยมีนมันร้องไห้งอแงคิดถึงน้ำค้างมาก แถมตานนท์ยังเมาเหล้าหนักอีก หลานสองคนของฉันก็กลัวมาก พอได้ยินว่าพวกเขากลัวพ่อตัวเองก็เลยออกปากชวนให้มาอยู่กับย่าและน้องที่นี่ แต่สองคนนั้นก็ปฏิเสธ บอกว่าถึงจะกลัวมากแต่ก็จะอดทน เพราะไม่อยากให้พ่ออยู่คนเดียวกลัวพ่อจะเหงาตาย ดูสิหลานฉันมันกตัญญูมากขนาดกลัวพ่อยังไม่กล้าทิ้งพ่อกันเลย แม่นวลเอ๊ย... แกน่าจะอยู่ดูผลของการกระทำตัวเองเสียก่อน ไม่น่าด่วนจากไปแบบนี้เลย”

คุณมาลินบ่นและระบายความกลัดกลุ้มใจให้แม่บ้านคนสนิทฟัง ซึ่งป้าม้วนก็ตั้งใจฟังและรู้สึกสงสารทุกคนในครอบครัวฉิมพลีสวัสดิ์มาก เพราะเรื่องทั้งหมดนี่เป็นผลจากการกระทำของคนที่ล่วงลับไปแล้วอย่างนวลอนงค์ ส่วนผู้ที่เจ็บปวดกับมันก็คือคนที่ยังมีชีวิตอยู่

“เอาหน่า ทำใจให้สบายเถอะค่ะคุณท่าน อย่าไปบ่นถึงคนตายเลย พวกมักมากในกามแอบมีชู้ตายไปก็ต้องตกนรกหมกไหม้อยู่แล้ว คุณท่านปล่อยวางเรื่องนี้และสนใจแต่คนที่ยังอยู่ก็พอนะคะ ถ้าเก็บมาใส่ใจทุกอย่างคนที่จะแย่ก็คือคุณท่านเอง”

ป้าม้วนยังคงเป็นคนที่ทำให้คุณมาลินรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่คุยด้วย

“อืม ฉันพยายามอยู่ เมื่อเช้าตอนใส่บาตรฉันก็อธิษฐานขอให้ส่วนบุญส่วนกุศลที่ฉันได้ทำในชาตินี้ ส่งผลให้ครอบครัวของฉันดีขึ้น แล้วก็ขอให้ลูกฉันปล่อยวางจากความแค้นกลับมาเป็นลูกชายคนดีคนเดิม”

คุณมาลินเองก็รู้ว่าตอนนี้ลูกชายยังคงโกรธแค้นคนตาย ท่านก็ได้แต่ภาวนาให้เขายอมปล่อยวางในสักวัน

“คุณท่านทำถูกแล้วล่ะค่ะ ผูกใจแค้นไปมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก เพราะตัวปัญหาจากไปแล้ว”

“ใช่ จากไปแล้วแต่ยังทิ้งมรดกและหลักฐานความชั่วช้าของตัวเองไว้อยู่ แถมยังเป็นสิ่งมีชีวิต มีเลือดเนื้อ มีหัวใจด้วย ฉันน่ะไม่โกรธแค้นน้ำค้างหรอก เพราะเขาไม่ผิดอะไร แถมฉันยังรักเขาและเห็นเขาเป็นหลานคนหนึ่งไปแล้ว ที่ต้องขอให้เด็กคนนี้มาอยู่ด้วยก็เป็นเพราะว่าตานนท์มันเกลียดเขา เกลียดทั้งที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย เขาแค่ผิดที่เกิดมาเป็นลูกชู้แต่ก็ใช่ว่าเขาจะโตขึ้นมาแล้วนิสัยเหมือนแม่กับพ่อสักหน่อย และหลังจากที่รู้ว่าน้ำค้างเป็นลูกชู้ เธอรู้มั้ยว่าลูกฉันจะจัดการกับน้ำค้างยังไง

“ตอนแรกมันจะส่งเขาไปอยู่กับปู่ย่าที่แท้จริง แต่สองคนนั้นมีฐานะยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูแม้แต่เด็กคนเดียวได้ พวกเขาถึงขั้นกราบขอร้องตานนท์ว่าอย่าพาน้ำค้างมาให้ ตานนท์มันก็เลยยอมรับคำขอแล้วตัดสินใจจะส่งน้ำค้างไปอยู่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า เพราะไม่มีใครเอา ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งสงสารเขา จู่ ๆ ชาติกำเนิดก็พลิกผัน ชีวิตก็ด้วย

“แล้วที่สำคัญฉันล่ะอยากจะผ่าตัดหัวใจของลูกชายตัวเองมาดูจริง ๆ ว่ามันยังมีคำว่าสงสารหรือเมตตาอยู่ในนั้นบ้างมั้ย ถึงแม้เขาจะเป็นลูกชู้ แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดหนิ แถมมันยังรักเขาตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องแม่นวล ความรัก ความผูกพันที่มีมาตั้งนาน มันไม่ทำให้ลูกของฉันเกิดความรู้สึกสงสารเห็นใจเด็กบ้างหรือไง ขนาดฉันเป็นย่า ฉันยังรักและสงสารเขาเลย”

จากนั้นคุณมาลินก็บ่นและเล่าเรื่องในครอบครัวให้ป้าม้วนฟังต่อ ซึ่งป้าม้วนเองก็รู้สึกเห็นใจทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะเจ้านายของท่านกับเด็กหญิงอมิตา

“ถึงเด็กนี่จะไม่ใช่สายเลือดแท้ ๆ ของตระกูล แต่ฉันก็อยากให้ม้วนรักเขา ดูแลเขา ให้เกียรติเขา เหมือนที่ทำกับฉันได้ไหม เพราะอย่างน้อยเขาก็จะอยู่ที่นี่ในฐานะหลานฉัน”

คุณมาลินกำลังขอร้องแม่บ้านของท่าน

“ได้สิคะ ในเมื่อเขาเป็นคนที่คุณท่านรัก ม้วนก็จะดูแลเขาให้ดีและรักเขาด้วย ม้วนสัญญาค่ะคุณท่าน ไม่ต้องห่วงหรือกังวลเรื่องนี้เลย”

ป้าม้วนให้คำมั่นสัญญา และท่านก็จะทำให้ได้อย่างที่พูดจริง ๆ

“ขอบใจมากนะ ถ้าอย่างนั้นเราเอาข้าวเหนียวมะม่วงนี่ไปให้น้ำค้างกินเถอะ เด็กตัวเล็ก ๆ ถ้าได้กินขนมก็คงจะอารมณ์ดีขึ้น”

“ได้ค่ะ เดี๋ยวม้วนช่วยถือนะคะ”

พูดจบเจ้านายกับแม่บ้านก็ช่วยกันยกจานข้าวเหนียวมะม่วงเดินไปยังระเบียงหน้าบ้าน

“น้ำค้างมากินขนมกันเถอะลูก วันนี้ย่าทำข้าวเหนียวมะม่วงมาให้ทั้งหวานทั้งอร่อยเลยนะ”

เพราะคุณย่ารู้ดีว่าเด็กที่เคยอยู่บ้านกับพ่อแม่และพี่อย่างมีความสุข พอเสียแม่ไปแล้วต้องย้ายออกมาจากบ้าน แกก็ต้องรู้สึกเศร้าและคิดถึงคนที่บ้านเป็นเรื่องธรรมดา เพราะแบบนี้ท่านจึงต้องทำตัวร่าเริงเข้าไว้เวลาอยู่ต่อหน้าหลาน ถึงแกจะเป็นเด็ก 3 ขวบ ที่ยังไม่รู้ประสีประสา แต่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีหัวใจ

“คิดถึงพ่อ คิดแม่ คิดถึงพี่”

เด็กหญิงอมิตาตอบอย่างชัดเจนด้วยน้ำเสียงเหงาหงอยเศร้าสร้อย ส่วนสายตาของแกก็ทอดมองไปยังถนนที่เป็นทางเข้าของไร่ ซึ่งก็ทำให้ผู้ใหญ่สองคนที่เดินยิ้มแย้มเข้ามาหาพร้อมใจพากันหุบยิ้มลงทันที

“ย่ารู้ ย่าเข้าใจ ย่าก็คิดถึงพ่อกับพี่ ๆ ของหนูทุกวันเหมือนกัน ยังไงซะตอนนี้ย่าก็ยังอยู่ ย่าคิดว่าสักวันพวกเขาก็ต้องมาหาย่ากับหนูที่นี่ อย่าเศร้าไปเลยนะลูก กินขนมกันเถอะ อ้อ ลืมไปเลย ตุ๊กตากระต่าย!”

พอนึกถึงธนนท์ขึ้นมาก็ทำให้คุณย่าจำได้ว่าท่านต้องซื้อตุ๊กตากระต่ายขาวให้หลาน

“พี่กระต่าย!”

เมื่อได้ยินชื่อตุ๊กตาที่เด็กคนนี้ชอบที่สุด แกก็เริ่มเปลี่ยนจากรู้สึกเหงาหงอยมาเป็นรู้สึกตื่นเต้นแทน

“ขอโทษนะลูก ย่าเกือบลืมไปแล้วว่าวันนี้ต้องพาหนูไปซื้อของเล่นกับตุ๊กตา รีบกินขนมนี่ซะนะ เดี๋ยวเราจะไปซื้อตุ๊กตากัน น้ำค้างอยากได้ตุ๊กตากระต่ายใช่มั้ย”

พอเห็นว่าหลานดูมีท่าทางดีขึ้น คุณย่าจึงรู้แล้วว่าตอนนี้ท่านต้องทำอย่างไรต่อไป

“อยากได้ค่ะ”

เด็กน้อยตอบทันที

“ม้วนไปบอกคนขับรถให้เตรียมขับรถพาฉันกับหลานไปห้างฯ ตอนบ่าย 3”

“ได้ค่ะ”

ป้าม้วนรับคำทั้งรอยยิ้มก่อนจะรีบวิ่งออกไป

“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เรามากินข้าวเหนียวมะม่วงฝีมือย่าเพื่อพลังกันก่อนนะ หนูจะได้มีแรงไปเลือกของเล่น”

พูดจบคุณย่าก็ตักข้าวเหนียวมะม่วงป้อนหลานสาวและแกก็ยอมกิน

“อร่อย”

เด็กน้อยเอ่ยชมหลังจากทานไปหนึ่งคำ ซึ่งคนทำก็ดีใจมากที่หลานชอบ ก่อนที่ท่านจะป้อนให้หลานทานอีกหลายคำ

‘น้ำค้างเอ๊ย ทำไมหนูไม่เกิดมาเป็นหลานของย่าจริง ๆ นะ ถ้าหนูเป็นหลานแท้ ๆ ของย่าก็คงไม่ต้องมีชะตากรรมที่น่าสงสารแบบนี้ พ่อของหนูก็คงไม่ต้องมาจมปลักอยู่กับความทุกข์แบบนี้ แต่ก็ช่างเถอะ ตอนนี้หนูเป็นหลานของย่าแล้ว และย่าก็รักหนู ย่าสัญญาว่าจะรักหนูแบบนี้ตลอดไป ถึงหนูจะขาดพ่อขาดแม่ แต่หนูจะมีความสุขเหมือนเด็กคนอื่น ๆ แน่นอน ย่าสัญญา’

มันเป็นคำพูดที่อยู่ในใจคุณมาลิน และเป็นมั่นคำสัญญาที่จริงใจที่สุด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป