บทที่ 7 น้ำค้างแข็ง

@ไร่มาลิน

“ฮ่าๆ อร่อยจัง”

เป็นเสียงหัวเราะของเด็กหญิงอมิตาที่ตอนนี้ได้กลายเป็นนางสาวอมิตาเรียบร้อยแล้ว เพราะอายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ ตอนนี้เธอกำลังแอบทานองุ่นแสนอร่อยของไร่มาลินอยู่

“คุณหนูคะ ไหนว่าจะมาช่วยพวกเราเก็บองุ่นไงคะ ทำไมถึงนั่งกินองุ่นอยู่คนเดียวล่ะ”

คนงานในไร่คนหนึ่งเอ่ยถามเพราะคิดว่าคุณหนูคงอร่อยกับผลองุ่นจนลืมไปแล้วว่ามาทำอะไร

“ฮ่าๆ ขอโทษนะคะหนูลืมไปเลย องุ่นสด ๆ ใหม่ ๆ ของไร่เรานี่มันอร่อยจริง ๆ”

คนตัวเล็กพูดจบก็ทำท่าจะเดินออกไปช่วยคนงานเก็บองุ่นต่อ แต่ทว่า...

“คุณหนูขา! คุณหนู! เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ”

แม่บ้านสาวคนหนึ่งวิ่งมาหาเธอด้วยอาการเหนื่อยหอบ พอเห็นแบบนี้สาวน้อยก็ตกใจเช่นกัน เพราะเธอพูดว่าเกิดเรื่องใหญ่

“มีอะไรเกิดขึ้นเหรอคะ”

“คุณท่านค่ะ คุณท่านเป็นลมอีกแล้วค่ะ”

‘อีกแล้วเหรอ’

คำ ๆ นี้ดังก้องขึ้นมาในใจของเด็กสาว เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ย่าของเธอเป็นลม สองเท้าของอมิตาจึงรีบวิ่งไปที่บ้านอย่างรวดเร็วเพราะรู้สึกเป็นห่วงคุณย่า

“คุณย่าดีขึ้นหรือยังคะ แฮ่ก ๆ”

เพราะวิ่งมาอย่างเร็วเธอจึงเหนื่อยมากจนหอบ

“โธ่...คุณหนูไปกินน้ำเถอะค่ะ เดี๋ยวป้าดูแลคุณท่านเอง”

ป้าม้วนพูด ขณะจ่อยาดมที่จมูกของคุณมาลิน

“นี่ย่าเป็นโรคอะไรหรือเปล่าคะป้าม้วน เท้าก็บวม แถมเดี๋ยวนี้ย่ายังเหนื่อยง่ายอีก หน้าดูโทรม ๆ ด้วย”

หลานสาวชักสงสัยแล้วว่าย่าได้ป่วยเป็นโรคร้ายอะไรหรือเปล่าเพราะนับวันย่ายิ่งอาการแย่

“ป้าว่าคุณท่านน่าจะอายุเยอะแล้วเลยเหนื่อยง่าย ส่วนที่เท้าบวมนี่ก็คงจะเป็นเพราะคุณท่านน้ำหนักเยอะ แล้วก็ชอบเดินเยอะ ที่พักนี้เป็นลมบ่อยก็คงจะเพราะอากาศร้อนแล้วก็ทำงานหนัก คุณท่านอายุมากแล้วแต่ก็ยังทำหน้าที่เจ้าของไร่อยู่ วัน ๆ ก็ต้องยุ่งอยู่กับงาน เพราะใช้ทั้งแรงกายและสมอง นอนน้อยทำงานหนักเลยทำให้โทรม”

นี่คือสิ่งที่ป้าม้วนคาดเดา เพราะแกก็มีแม่ที่แก่แล้วและมีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บปวดตามร่างกาย เคยเป็นลมแดด หนำซ้ำยังนอนหลับยากอีก แต่แม่ของแกก็ยังสบายดีไปตรวจสุขภาพมาแล้วก็ไม่ได้เป็นโรคร้ายอะไร เพราะเหตุนี้ป้าม้วนจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยปกติของผู้สูงอายุ

“ใช่แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกยายหนู อย่าห่วงไปเลย ถ้าย่าเป็นลมแค่ดมยาดมก็หายแล้ว ถ้าปวดขาก็ใช้ยาหม่องนวดเอา แก่แล้วก็เหนื่อยง่ายอ่อนเพลียบ่อย ๆ แบบนี้แหละ”

คุณย่าที่เพิ่งฟื้นจากการเป็นลมบอกกับหลานสาวทั้งรอยยิ้ม ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านก็รู้ดีที่สุดว่าทำไมตัวเองถึงมีอาการแบบนี้

“คงเป็นเพราะคุณธนนท์ เอ๊ย! พ่อนนท์ไม่ยอมมาสานต่อธุรกิจย่าสักทีใช่มั้ยคะ ย่าก็เลยต้องทำงานหนักคนเดียว”

เธอกำลังพูดเหน็บแนมบิดา

“ใช่แล้วลูก เห็นทีย่าคงหวังพึ่งพ่อเราไม่ได้แล้วล่ะ เขาดูจะไม่รักบ้านเกิดของตัวเองเลยสักนิด ถ้างั้นย่ายกธุรกิจของย่าให้หนูสานต่อดีมั้ย เพราะน้ำค้างชอบกินองุ่นมาก”

“ฮ่าๆ ได้เลยค่ะ หนูชอบกินองุ่นที่สุด”

เพราะอมิตาคิดว่าย่าพูดเล่นเธอจึงตอบตกลง ก่อนที่เด็กสาวจะวาดวงแขนกอดย่าของเธอเบา ๆ ย่าผู้มีพระคุณ ผู้ที่รักเธออย่างไม่มีเงื่อนไขและมองข้ามเรื่องชาติกำเนิด

“หนูรักย่านะคะ”

สาวน้อยน่ารักบอกรักย่า

“ย่าก็รักน้ำค้างจ้ะ”

และคุณย่าก็กอดตอบ คนที่นั่งมองอยู่ห่าง ๆ อย่างป้าม้วนก็ได้แต่ส่งยิ้มให้ภาพตรงหน้า

“ถ้ารักหนูย่าก็ต้องแข็งแรงขึ้นเร็ว ๆ นะคะ อยู่กับหนูไปจนถึงวันที่หนูได้เป็นเจ้าของไร่”

คุณย่านิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่จะตอบกลับ

“จ้ะ ย่าจะอยู่กับน้ำค้างให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้”

เป็นคำตอบที่คุณมาลินไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว ท่านจะพยายามอยู่กับเด็กคนนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ค่ำคืนนั้น เวลา 20.00 น.

“สวัสดีค่ะ คุณธนา ฉันเองค่ะมาลิน พรุ่งนี้คุณช่วยมาเจอกับฉันที่ร้าน... ตอนบ่าย 2 ได้มั้ยคะ ฉันคิดว่าฉันคงเหลือเวลาไม่มากแล้ว”

คุณมาลินกำลังโทร.คุยกับทนายประจำตระกูล พอพูดจบท่านก็มองดูสิ่งที่ตัวเองเขียนไว้ในกระดาษ ปลายสายเองก็รู้สึกตกใจกับสิ่งที่ได้ยินมาก เพราะฟังจากคำว่า ‘ฉันคิดว่าฉันคงเหลือเวลาไม่มากแล้ว’ ก็รู้โดยทันทีว่าคุณมาลินโทร.มาหาเพราะอยากจะให้ช่วยเรื่องอะไร

หลายเดือนต่อมา

“ทำไมย่าของหนูถึงดื้อขนาดนี้คะเนี่ย ป่วยก็ไม่ยอมไปหาหมอ”

อมิตาบ่นขึ้น ในขณะที่กำลังเช็ดตัวให้กับคุณย่าของเธอที่ป่วยอีกแล้ว

“แขนขาก็บวม ไม่รู้ว่าทำไมย่าถึงขยันนัก ทั้งที่ไร่เราก็มีคนงานตั้งเยอะ ดูสิคนแก่ที่ไหนเนี่ย ขยันทำงานยิ่งกว่าลูกจ้างอีก”

เพราะย่ายังขยันทำงานทุกวัน ทั้งที่ตอนนี้ตัวเองก็ไม่ค่อยจะแข็งแรงแล้ว ดังนั้นอาการของท่านจึงแย่ลง ไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นเลย หนำซ้ำยังไม่ยอมไปหาหมออีกด้วย แล้วก็อ้างว่าที่ตัวเองป่วยบ่อย เหนื่อยง่าย แขนขาบวม ก็เพราะอายุเยอะ แล้วก็ทำงานหนัก

“เอาน่าเลิกบ่นเถอะ ถ้าหนูบ่นย่าจะเรียกให้ม้วนมาเช็ดตัวย่าแทนนะ”

คุณมาลินหันไปบอกหลานด้วยรอยยิ้ม ทั้งที่ตอนนี้ภายในอกของท่านมันรู้สึกเจ็บปวดไปหมดแล้ว

“ย่าอ่ะ”

เด็กสาวสุดสวยหน้าบึ้งทันที ก่อนที่คุณย่าจะวางมือที่หัวของแกและลูบเบา ๆ ด้วยความรัก

“ตอนนี้ย่าแก่มากแล้ว แถมยังป่วยบ่อย ๆ อีกไม่นานย่าคงไม่ได้อยู่ดูแลหนูแล้ว”

มันเป็นคำพูดที่ทำให้มือเรียวสวยของสาวน้อยต้องหยุดชะงัก

“ย่าอย่าพูดแบบนี้สิคะ ทำเอาหนูใจไม่ดีเลย ไหนย่าเคยบอกไงคะว่าจะอยู่กับหนูไปนาน ๆ ถ้าย่าตายไป เด็กกำพร้าอย่างหนูจะอยู่กับใครล่ะคะ อย่าพูดแบบนี้อีกนะหนูใจคอไม่ดีเลย”

เด็กสาวบอกกับย่าด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

แม้ในสำเนาทะเบียนบ้าน ใบเกิด เอกสารต่าง ๆ จะแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นทายาทที่แท้จริงของธนนท์ นั่นก็เพราะว่าคุณย่าและธนนท์ไม่ได้ทำเรื่องเปลี่ยนแปลงเอกสารหรือคัดชื่อเธอออกจากทะเบียนบ้าน เรื่องชาติกำเนิดของอมิตายังคงเป็นความลับที่มีแต่คนในบ้านเท่านั้นที่รู้เรื่อง ส่วนคนอื่น ๆ ก็ยังคงคิดว่าเธอเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลฉิมพลีสวัสดิ์ ที่เธอยังคงเป็น อมิตา ฉิมพลีสวัสดิ์ มีพ่อชื่อธนนท์ในทะเบียนบ้านและใบเกิดก็เป็นเพราะคุณมาลิน ท่านสั่งห้ามไม่ให้ธนนท์ไปเปลี่ยนแปลงเอกสารใบเกิดของหลานสาว

ซึ่งธนนท์ก็เคยคิดและบอกแม่ไปตรง ๆ เลยว่าเขาจะทำแบบนี้ ด้านคุณมาลินนั้นก็ไม่ยอม จริงอยู่ที่ถึงแม้ธนนท์จะทำการเปลี่ยนแปลงเอกสารหรือคัดชื่ออมิตาออกจากทะเบียนบ้าน ท่านก็ยังรับเธอเป็นหลานบุญธรรมได้ แต่คุณมาลินไม่ทำ เพราะในความคิดและความรู้สึกของท่าน ต่อให้อมิตาเป็นลูกชู้ที่ไม่มีเลือดฉิมพลีสวัสดิ์ ท่านก็รักเธอไปแล้วและคิดมาตลอดว่าเธอคือหลานแท้ ๆ คือลูกสาวคนเล็กที่ธนนท์รักตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องนวลอนงค์

“ใครว่าหลานย่าเป็นเด็กกำพร้าล่ะ น้ำค้างเป็นหลานของย่า ลูกของพ่อนนท์ อมิตาเป็นชื่อที่พ่อของหนูตั้ง ชื่อเล่นของหนูย่าก็เป็นคนตั้งให้”

คุณย่ากำลังย้ำเตือนว่าเธอคือหลานของท่าน ถึงจะไม่มีดีเอ็นเอของฉิมพลีสวัสดิ์ท่านก็ยังรักเธอในฐานะหลานสาวคนหนึ่ง

“หนูจำได้ค่ะ ย่าเคยบอกว่าที่ตั้งชื่อเล่นให้หนูว่าน้ำค้างก็เพราะก่อนที่หนูจะเกิด 3 วัน ย่าไปเที่ยวที่ดอยอินทนนท์มาแล้วเห็นว่าน้ำค้างแข็งที่เกาะต้นไม้ใบหญ้ามันสวยมาก ก็เลยตั้งชื่อให้หนูว่าน้ำค้าง”

เธอยังคงจำได้ดีเพราะตอน 8 ขวบ เคยถามคุณย่าว่าทำไมตัวเองถึงชื่อน้ำค้าง และคุณย่าก็เป็นคนบอกถึงเหตุผลที่ตั้งชื่อนี้ให้เธอ

“ใช่แล้ว หลานย่าความจำดีจริง ๆ”

คุณย่าบอกกับหลานทั้งรอยยิ้ม ก่อนที่ในหัวหลานสาวจะคิดเรื่องสนทนาเรื่องใหม่ขึ้นมาได้

“ย่าคิดว่าหนูจะอยู่กับพ่อได้มั้ยคะ ถ้าเกิดวันหนึ่งย่าจากไปในตอนที่หนูยังเรียนไม่จบ ยังดูแลตัวเองไม่ได้ แล้วต้องไปอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯ ย่าคิดว่าพ่อจะดีกับหนูมั้ย”

แววตาสวยหวานมีประกายความเศร้าออกมา แค่คิดว่าต้องไปอยู่กับผู้ใหญ่ที่จงเกลียดจงชังตัวเอง ความสุขและรอยยิ้มที่มีในก่อนหน้านี้มันหายไปทันที

“เรื่องนี้หนูไม่ต้องห่วงหรอก เพราะย่าขู่พ่อหนูไว้แล้ว ว่าถ้าเขาทำร้ายหนู ทำให้หนูร้องไห้หรือเสียใจ ย่าจะไม่ยกมรดกให้เขาสักบาทเดียว ย่าขู่ว่าจะยกมรดกหลายร้อยล้านที่มีให้หนูคนเดียว”

คุณย่าพูดกับหลานสาวด้วยรอยยิ้มอีกเช่นเคย ก่อนที่ทั้งสองจะหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน มันฟังดูเหมือนการพูดเล่น แต่ท่านก็เคยขู่ธนนท์ไว้แบบนี้จริง ๆ แล้วมันก็ทำให้เขาอารมณ์เสียมาก

“ฮ่า ๆ ย่าฉลาดสุด ๆ เลยค่ะ ถ้าขู่ไปแบบนี้เขาไม่มีวันทำร้ายหนูแน่”

หลานสาวคนสวยชอบใจ เธอหัวเราะจนน้ำตาเล็ดเลย เพราะลองจินตนาการภาพที่ตัวเองยืนอยู่บนกองเงินกองทองกับพี่สาวอีกสองคน แล้วบิดาของเธอที่ไม่ได้อะไรสักบาทกำลังยืนร้องไห้ขอให้เธอแบ่งเงินให้ มันช่างเป็นภาพที่ทำให้รู้สึกดีเกินบรรยาย

“พ่อของหนูเขาอาจจะมีท่าทีต่อต้าน ไม่ยอมรับหนูก็จริง แต่ไม่ว่ายังไงย่าก็เชื่อว่าคนที่เคยจูบเท้าของหนูแล้วบอกว่าหอมไม่มีทางเกลียดหนูได้ลงหรอก”

อมิตารู้สึกอึ้งนิด ๆ ที่รู้ว่าธนนท์เคยรักเธอถึงขั้นจูบเท้าแล้วบอกว่าหอม

“ถึงขั้นจูบเท้าเลยเหรอคะ เมื่อก่อนเขาคงรักหนูมากเลยเพราะเชื่อสนิทใจว่าหนูเป็นลูกของเขา เพราะรักมาก ตอนนี้เลยแค้นมากสินะ ก็โดนแม่หลอกมาตั้งหลายปี”

หัวเราะได้ไม่นานเธอก็กลับมาเศร้าอีกแล้ว จากคำบอกเล่าของย่ากับพี่ ๆ ทั้งสามเคยบอกว่าเมื่อก่อนธนนท์เป็นพ่อที่อ่อนโยนมาก บุหรี่กับเหล้านี่ไม่เคยแตะให้ลูกเห็นเลย ใจเย็นและรักลูกกับเมียที่สุด เขาอ่อนโยนจนวรรณวิสาพี่สาวคนโตตั้งปณิธานไว้เลยว่า ถ้าโตขึ้นเธอจะต้องแต่งงานกับผู้ชายที่นิสัยดีแบบพ่อ แต่เขาก็มาเปลี่ยนไปหลังจากที่รู้ว่าเมียแอบเล่นชู้และมีลูกชู้อย่างเธอไว้เป็นตัวแทนให้แค้น

“ย่าว่าเราหยุดพูดเรื่องนี้กันเถอะ ย่าไม่อยากให้หนูเศร้า มาเปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่า”

เด็กสาวมีสีหน้าที่ดีขึ้นเมื่อได้ยินเสียงที่ปลุกให้เธอหลุดออกจากภวังค์ความเศร้า ถึงแม้ธนนท์จะเปลี่ยนไปตอนรู้ความจริง แต่ก็ยังมีคน ๆ หนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป คนที่ดีกับเธออย่างเสมอต้นเสมอปลายและไม่เคยนินทาแม่กับพ่อที่แท้จริงให้เธอฟัง ไม่เคยมองว่าเธอเป็นลูกชู้หรือคนนอกครอบครัว ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเธอไม่ใช่หลานแท้ ๆ ก็ยังรักเธอ คนคนนั้นก็คือคุณย่ามาลินคนนี้นี่เอง

“หนูรักย่านะคะ รักที่สุดในชีวิตเลย”

เป็นคำบอกรักที่เธอพูดบ่อยที่สุด อมิตาเป็นเด็กร่าเริงสดใสและกล้าแสดงออก เธอจึงไม่อายที่จะบอกรักคุณย่าเลยสักครั้ง

“ย่าก็รักยายหนูน้ำค้างแข็งของย่าเหมือนกัน”

พอคุณย่าพูดจบทั้งสองก็โผเข้ากอดกันด้วยความรัก ก่อนที่จู่ ๆ สีหน้ายิ้มแย้มของหญิงสูงวัยจะแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าเหยเก เพราะตอนนี้ท่านรู้สึกเจ็บที่หัวใจจนเก็บอาการไม่อยู่

“อะ...โอ๊ย! หัวใจ...ฉัน”

อมิตาหน้าตื่นทันที เมื่อได้ยินในสิ่งที่ย่าพูดและมือของคุณมาลินก็ยกไปกุมที่หัวใจตัวเอง

“ยะ ย่า เป็นอะไรไปคะ!”

เธอตกใจมาก คุณมาลินไม่พูดอะไรนอกจากจับไปที่หัวใจของตัวเองแล้วร้องโอดโอยอย่างทรมาน

“รถพยาบาล ๆ หนูจะเรียกรถพยาบาลค่ะ ย่าอดทนก่อนนะ”

หลานสาวของย่าใจเสียไปหมดเมื่อเห็นอาการของท่าน ก่อนที่น้ำตาแห่งความตกใจกลัวจะหลั่งไหลออกมา ในขณะที่แกวิ่งออกไปหาโทรศัพท์บ้าน

‘ลาก่อนนะ ยายหนูของย่า’

น้ำตาของหญิงสูงวัยไหลอาบแก้ม ก่อนที่ท่านจะหลับตาลง ท่านทำใจไว้นานแล้วว่าวันนี้มันต้องมาถึง และมันก็มาถึงในตอนที่ท่านไม่คาดคิดจริง ๆ แต่จากนี้ไปก็คงไม่มีอะไรให้ต้องห่วงแล้ว เพราะ 1 ปี มานี้ท่านได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ ก่อนจะจากไปไว้เรียบร้อยแล้ว...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป