บทที่ 9 สั่งเสีย

“ผมจะเริ่มอ่านแล้วนะครับ”

พูดจบทนายหนุ่มก็เปิดจดหมายออกมาอ่านให้ทุกคนฟัง

‘สวัสดีลูกและหลานทุกคน นี่ฉันเองนะ ย่าลินของหลานทั้งสามและแม่ลินของธนนท์ ฉันเขียนจดหมายนี้ขึ้นมาก็เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายที่ฉันจะได้มีชีวิตอยู่มันคือวันไหน บางทีฉันอาจจะจากไปโดยที่ยังไม่ได้สั่งเสียอะไร เพราะแบบนี้ถึงได้ตัดสินใจเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา หลังจากที่ฉันตายไปแล้วทุกคนคงสงสัยใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงยอมตาย พอถึงตอนนี้ทุกคนคงรู้แล้วว่าฉันตายด้วยโรคอะไร คงจะมีคำถามกันเยอะแยะเลยสิว่าทำไมฉันไม่สู้ ไม่รักษา ทำไมถึงยอมตายง่ายๆ

แต่ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะคลายความสงสัยให้ทุกคนเอง และเหตุผลที่ฉันไม่สู้ก็เพราะฉันไม่อยากเป็นแบบสามีของฉัน ตานนท์ลูกรู้ใช่มั้ยว่าก่อนที่พ่อจะตาย เขาต้องอดทนกับความทรมานอยู่เป็นปี ๆ วันที่พ่อตายแกก็อยู่กับแม่ ตลอดระยะเวลาที่แม่อยู่เคียงข้างพ่อ แม่เห็น แม่รู้ แม่ได้ยินทุกอย่างว่าพ่อของแกเจ็บปวดมากแค่ไหนกับการที่ต้องต่อสู้เพื่อทำให้ตัวเองอยู่บนโลกนี้ให้นานที่สุด

มันเป็นการต่อสู้ที่ทรมานมากจนในที่สุดมันก็ถึงวันที่พ่อแกสู้ไม่ไหว ก่อนที่เขาจะจากไปแกจำได้ใช่ไหมว่าพ่อขอโทษแม่ และขอโทษแกที่เขาไม่อยากสู้แล้ว วันนั้นเขาถึงกับร้องขอความตายเพราะเจ็บจนทนไม่ไหว และสุดท้ายเราก็ยอมให้เขาจากไปโดยไม่ให้หมอใส่ท่อช่วยหายใจแบบที่เขาต้องการ และนี่แหละคือเหตุผลที่แม่ยอมแพ้และยอมจากไปอย่างสงบ ๆ

ทุกคนอาจจะอยากให้ฉันสู้ อยากให้ฉันอยู่ต่อนาน ๆ แต่ขอโทษด้วยนะ ที่แม่และย่าคนนี้ไม่แข็งแกร่งพอ ภาพความสูญเสียความเจ็บปวดของพ่อตานนท์ ปู่ของหลาน ๆ มันยังคงเด่นชัดในความทรงจำเสมอเพราะแบบนี้แทนที่จะสู้ฉันเลยอยากจะยอมรับมันมากกว่า ฉันเลือกที่จะเขียนจดหมายสั่งเสียกับพินัยกรรมขึ้นมาและพยายามใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจนถึงวันสุดท้าย

ขอบคุณนนท์มากที่เกิดมาเป็นลูกแม่ ตั้งแต่นนท์เกิดมาแม่ก็มีความสุขทุกวัน นนท์เป็นเด็กแข็งแรงและเลี้ยงง่ายมาก แม่ดีใจที่มีนนท์ ถึงแม้นนท์อาจจะเคยทำให้แม่ทุกข์ใจอยู่บ้างเป็นบางครั้งแม่ก็รักนนท์อยู่ดี ตอนนี้นนท์อาจจะมีคำถามล่ะสิว่าทำไมแม่ถึงยกบ้านหลังนี้กับไร่ให้น้ำค้าง

แม่รู้ว่ามันสำคัญกับนนท์มาก เพราะนนท์อยู่มาตั้งแต่เกิด แต่เป็นเพราะแม่คิดว่านนท์รักกิจการร้านอาหารของตัวเองมากกว่า นนท์ลงทุนลงแรงและอยู่กับมัน สนใจมันมากกว่าไร่ของครอบครัว เพราะแบบนี้แม่เลยอยากให้น้ำค้างรับช่วงกิจการและเป็นเจ้าของที่นี่ เพราะหลานทำให้แม่เห็นว่าแกรักที่นี่มากจริง ๆ

ถ้าการกระทำของแม่ในเรื่องนี้ทำให้นนท์ไม่พอใจแม่ต้องขอโทษด้วยนะลูก แต่แม่ก็คิดว่าแม่ตัดสินใจถูกแล้ว เลือกถูกแล้วเลยทำแบบนี้ แม่อยากจะให้นนท์ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักก็เลยคิดว่าการให้เงิน 400 ล้านบาทกับที่ดินไว้ให้ลูกน่าจะดีกว่า เพราะลูกจะได้มีเงินลงทุนเปิดร้านหลาย ๆ สาขา มีที่ดินเอาไว้ทำกินเผื่อในอนาคตอยากจะไปสร้างบ้านหรือเปิดร้านเพิ่มที่ต่างจังหวัด

ส่วนลูกจันทร์หลานคนโตของย่า หนูเก่งมาก เก่งเหมือนพ่อเลยย่าภูมิใจที่หนูเลือกจะช่วยสานต่อธุรกิจพ่อ ตั้งใจเรียนนะลูก หนูเป็นคนเก่งย่าเชื่อว่าในอนาคตต้องมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิตหนูแน่นอน ย่ารู้ว่าหนูรักสวยรักงามและชอบพวกเครื่องเพชรเครื่องประดับสวย ๆ ของย่า ย่าเลยอยากจะยกมันให้หนูทุกชิ้นและขอให้หนูใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ย่าให้ไปอย่างมีสตินะลูก

มีนหลานคนรองของย่าหนูเป็นเด็กร่าเริง ย่าจำได้ว่าตอน 10 ขวบ หนูเคยบอกว่าถ้าโตขึ้นอยากจะมีรถสวย ๆ สักคัน ย่าเลยตัดสินใจยกรถสองคันนี้ให้หนูเพราะหนูเคยบอกว่ารถย่าสวยมาก มันอาจจะไม่ใช่ของใหม่แต่ย่าก็อยากจะให้ เพราะตอนนี้หนูก็โตพอที่จะทำใบขับขี่ได้แล้ว ดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก ขับรถดี ๆ นะ ห้ามเมาแล้วขับเด็ดขาด ย่าเป็นห่วงหนูนะ

ส่วนน้ำค้างหลานคนเล็ก ยัยหนูจอมซนของย่า ย่าขอโทษที่ย่าผิดสัญญา ย่าอยู่บนโลกนี้ไปนาน ๆ อย่างที่หนูขอไม่ได้ ขอโทษจริง ๆ ที่ย่าให้บ้านกับไร่ของย่าก็เพราะย่าอยากให้หนูรับมันไป และดูแลบ้านของเราให้ดี ๆ นะลูก หนูอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ 3 ขวบ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าหนูอาจจะต้องย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ แต่น้ำค้างช่วยสัญญากับคนที่ตายไปแล้วคนนี้ได้ไหม ว่าสักวันหนูจะกลับมาในวันที่โตเป็นผู้ใหญ่และพร้อมที่จะสานต่อธุรกิจของย่า

ช่วยดูแลไร่องุ่นมาลินด้วยนะลูก กว่าหนูจะโตและเรียนจบมันก็คงจะอีกหลายปี ตอนนั้นองุ่นและต้นไม้ในไร่ก็คงจะเหี่ยวเฉาตายหมดแล้ว เพราะฉะนั้นหนูต้องกลับมาคืนชีวิตให้มัน ทำให้องุ่นกับต้นไม้ที่ตายไปแล้วกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนตอนที่ย่ายังอยู่ หนูต้องกลับมาที่นี่อีกนะยายหนูของย่า

สุดท้ายนี้ฉันขอให้ทุกคนมีความสุขและใช้ชีวิตอย่างมีสติที่สุด ถึงตัวจะตายไปแล้ว แต่ถ้าทำได้ ฉันจะขอเป็นวิญญาณที่อยู่ข้าง ๆ ลูกหลานและจะไม่ไปเกิดจนกว่าจะเห็นว่าทุกคนมีความสุข เพราะฉะนั้นช่วยทำตามสิ่งที่ฉันขอด้วยนะ เพราะฉันจะไม่ไปเกิดจนกว่าจะเห็นทุกคนมีความสุข

จาก ย่า/แม่ มาลิน’

ทนายธนายกน้ำขึ้นมาดื่มทันทีหลังจากอ่านจบ เพราะเนื้อหายาว ๆ ในจดหมายนี้ ทำให้เขาคอแห้งเลยทีเดียว

มือที่กำเข้าหากันแน่น เพราะความน้อยใจและเสียใจของธนนท์รีบคลายออกและยกขึ้นมาเช็ดน้ำตาทันที แม่ไม่ได้ยกบ้านกับไร่ให้อมิตาเพราะแม่รักเธอมากกว่าลูกและหลานแท้ ๆ แต่แม่ให้เพราะคิดว่าสมควรจะให้ แม่รู้ว่าเขารักธุรกิจร้านอาหารเลยอยากจะให้เงินและที่ดินเพื่อที่เขาจะได้เอาไปลงทุนกับธุรกิจของตัวเอง ท่านรักทุกคนเท่ากันและรู้ว่าลูกกับหลานชอบอะไร ท่านเป็นแม่ที่มีเหตุผลเสมอ เขาต่างหากที่ผิดเอง ชอบคิดเล็กคิดน้อยทั้งที่โตจนจะแก่แล้ว พอยิ่งคิดธนนท์ก็รู้สึกผิดขึ้นมา เขาอคติกับอมิตาเกินไปจนเกือบพาลโกรธแม่ไปด้วย

วันต่อมา

อมิตากำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ ป้าม้วนก็เข้ามาช่วยเธอเก็บด้วย ส่วนพี่สาวคนโตก็กำลังเตรียมขนเครื่องเพชรเครื่องประดับราคาแพงของคุณย่ากลับบ้าน ด้านธนนท์กับลูกคนรองก็โทร.หาติดต่อคนที่จะมาช่วยขับรถทั้งสองคันกลับกรุงเทพฯ

“หนูคิดถึงย่าจังค่ะ ถ้าไปอยู่ที่นั่นแล้วหนูก็คงจะคิดถึงป้าม้วนมากเพราะพวกเราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่หนูยังเด็ก ๆ หนูไม่อยากไปจากที่นี่เลยค่ะ อยากอยู่ที่นี่อยู่กับป้าม้วนและทุกคน ไม่อยากปิดไร่ไปอยู่กรุงเทพเลย”

พอคิดว่าต้องไปจากที่นี่น้ำตาเจ้ากรรมมันก็ไหลออกมา เธอผูกพันกับสถานที่แห่งนี้และทุกคนที่อยู่ที่นี่มาก

“โธ่...คุณหนู อย่าร้องไห้สิคะ ป้าก็คงจะไม่ต่างจากคุณหนูหรอกค่ะ เพราะป้าก็เห็นคุณมาตั้งแต่ยังตัวเล็ก ๆ”

ป้าม้วนเองก็เริ่มน้ำตาไหลตามคุณหนูแล้ว เจ้านายที่รักมาด่วนจากไปก็เสียใจพอแล้ว แต่นี่ท่านจะไม่ได้เจอคุณหนูที่รักไปอีกนานเลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้เจอเธออีกไหม เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาและล่วงรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“ฮือ ๆ หนูไม่อยากไปค่ะป้าม้วน ถ้าเลือกได้หนูอยากอยู่กับป้าม้วนมากกว่าอยู่กับพ่อ”

เด็กสาวร้องไห้โฮ ก่อนจะโผเข้ากอดแม่บ้านที่สนิทกับย่าที่สุด

“ไม่เอาค่ะคุณหนู อย่าพูดแบบนี้สิคะ ถ้าคุณท่านยังไม่ไปเกิดและได้ยินเข้าท่านจะไม่สบายใจนะ ป้าเชื่อว่าคุณนนท์ต้องดูแลคุณหนูเป็นอย่างดีแน่นอนค่ะ ในบ้านหลังนั้นก็มีคุณมีนอยู่ด้วย ยังไงเขาก็เป็นพ่อ เขาคงทำร้ายคุณหนูไม่ลงหรอก”

เพราะรับใช้ครอบครัวนี้มานานจึงรู้จักนิสัยธนนท์ดี เขาอาจจะเป็นคนรักแรงเกลียดแรงแต่เนื้อแท้ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร อมิตาไม่ตอบกลับ เธอเช็ดน้ำตาและเก็บเสื้อผ้าต่อ ในเมื่อคุณย่าและป้าม้วนอยากให้เธอไปอยู่กับธนนท์ และทั้งสองต่างก็เชื่อว่าธนนท์จะไม่ทำร้ายหรือทำให้เธอเสียใจ ดังนั้นเธอจะจำใจไปอยู่ที่นั่นและจะพยายามเชื่อว่าเขาจะไม่ทำให้เธอเจ็บปวดเสียใจแบบที่ป้าม้วนกับย่าบอก

“คุณหนูอย่าลืมเก็บเจ้าตัวนี้ไปด้วยนะคะ มันเป็นตุ๊กตาตัวแรกที่คุณท่านซื้อให้”

พูดจบป้าม้วนก็ยื่นตุ๊กตากระต่ายตัวเก่าที่อยู่มาหลายปีให้คุณหนู อมิตารับมันมาก่อนที่เธอจะทำน้ำตาหยดใส่มัน เพราะจำได้ดีว่าเมื่อก่อนเธอติด ‘พี่กระต่าย’ ตัวนี้มาก

และก็ได้เวลาที่ทุกคนจะต้องออกเดินทาง ทุกคนในที่นี้ไม่ได้มีแค่ 4 คนพ่อลูก มีทั้งคนงานในไร่และพวกแม่บ้านแม่ครัวที่จะต้องเดินทางออกจากที่นี่ รถคันหรูของธนนท์ขับออกมาจากบ้านเกิดของเขาที่ได้กลายเป็นบ้านของอมิตา พอเห็นว่าคนงานและแม่บ้านทุกคนออกมาจากไร่หมดแล้วเขาจึงจัดการล็อคประตูรั้วสูง ๆ ของไร่อย่างแน่นหนา

คนงานทุกคนรวมถึงป้าม้วนมาส่งอมิตากับครอบครัวที่หน้าประตู เพราะคุณหนูของพวกเขาเป็นคนน่ารักเสมอ และคุณมาลินก็เป็นเจ้านายที่ดี ทุกคนจึงอยากจะมาส่งและอวยพรอมิตากับครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย เพราะแบบนี้อมิตาและพี่ ๆ ของเธอจึงต้องเดินลงมาจากรถเพื่อเอ่ยขอบคุณทุกคน

“ตั้งใจเรียนดูแลตัวเองดี ๆ นะคะคุณหนู ป้าจะพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อให้ได้พบคุณหนูอีกครั้ง คุณหนูต้องกลับมาแล้วเป็นเจ้าของไร่นะคะ และถ้าต้องการแม่บ้านเรียกป้าม้วนได้เสมอเลยนะ”

น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วของป้าม้วนกับอมิตาไหลออกมาอีกครั้ง สำหรับทั้งสองคนแล้ว คนตรงหน้าไม่ใช่แค่แม่บ้านกับคุณหนู แต่เป็นเหมือนกับครอบครัวต่างหาก ถึงฐานะจะต่างกัน แต่ก็รักและผูกพันเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว

“ป้าม้วนก็เหมือนกันนะคะ ฮึก...รักษาสุขภาพด้วย หนูสัญญาว่าถ้าหนูเรียนจบแล้วหนูจะไปหาป้าม้วนที่บ้านเลย พอถึงวันนั้นป้าม้วนต้องทำข้าวเหนียวมะม่วงให้หนูกินด้วยนะ ฮือๆ”

คุณหนูกับแม่บ้านกอดกันแน่นท่ามกลางบรรยากาศความซาบซึ้ง มีหลายคนที่หลั่งน้ำตาให้กับภาพนี้โดยเฉพาะพวกคนงานเพราะรู้สึกใจหายที่นอกจากจะเสียเจ้านายไปแล้ว พวกเขาก็จะไม่ได้เจอคุณหนูอีกนานเลยด้วย

“ไปกันได้แล้ว”

ธนนท์เป็นคนเรียก ป้าม้วนรีบเช็ดน้ำตาให้คุณหนู ก่อนที่ทั้งสองคนจะปล่อยมือจากกัน

“เก็บไว้สิ แกเป็นเจ้าของที่นี่แล้ว”

ธนนท์บอกพร้อมกับยื่นพวงกุญแจให้อมิตา กุญแจพวกนี้ก็คือ กุญแจประตูไร่และกุญแจบ้าน ร่วมถึงกุญแจหอพักคนงาน แต่เป็นเพราะเธออาจจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกนานธนนท์จึงซื้อกุญแจมาล็อคเยอะมากเพื่อรักษาความปลอดภัยของบ้านและไร่ จริงอยู่ที่บ้านนี้ไม่ใช่บ้านของเขาแล้ว แต่มันก็เคยเป็นของแม่เขาและเขาก็เคยอยู่ที่นี่ หนำซ้ำอมิตาก็ยังเด็กเธอเพิ่งจะได้รับมรดกและไม่รู้ว่าจะรักษาบ้านอย่างไรให้ปลอดภัย  เขาจึงรู้สึกเป็นห่วงบ้านจนต้องพยายามล็อกทุกอย่างทั้งประตูและหน้าต่างเพื่อรักษาความปลอดภัยเอาไว้ ถึงแม้ตอนนี้ในบ้านจะไม่มีแก้วแหวนเงินทองอยู่แล้วก็ตาม

“ขอบคุณค่ะ”

เด็กสาวรับพวงกุญแจไว้ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถแต่ในขณะนั้นเธอก็มองไปที่ป้าม้วนกับคนงานทุกคนและมองไปยังประตูรั้วพลางพูดในใจว่า

‘ลาก่อน สักวันฉันจะกลับมานะ’

จากนั้นก็เข้าไปนั่งในรถ พยายามทำใจให้แข็งและมองไปยังทางข้างหน้า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป