บทที่ 4 รูมเมตสายบวก 2
รูมเมตสายบวก
“เพราะงั้น บล็อกเบอร์มันซะ ถ้าไม่อยากให้งานพัง”
“นี่มันเรื่องส่วนตัวของฉันนะเตอร์” เจ้าเอยเริ่มขึ้นเสียง
ยังไม่ทันที่ศึกน้ำลายรอบใหม่จะระเบิดขึ้น เสียงสัญญาณเตือนจากสมาร์ตโฟนของผิงผิงก็แผดเสียงดังลั่น ยัยผู้จัดการส่วนตัวสะดุ้งโหยงรีบกดเปิดหน้าจออ่านข้อความจากกรุ๊ปไลน์เอเจนซี่ทันที
“ชิบหายแล้วพวกมึง” ผิงผิงหน้าตาตื่น
“พี่หน่อยสั่งมา!!! บอกว่าตอนนี้กระแสดราม่าในทวิตเตอร์เรื่องเอยโดนเทกำลังพีค ยัยมินนี่เพิ่งลงรูปคู่กับหมอพีทไปกินข้าวเย็นด้วยกัน ยอดไลก์ถล่มทลาย พี่หน่อยเลยสั่งให้เราเปิดตัวรูปคู่รูปแรก ในไอจีคืนนี้เลยเพื่อเบี่ยงกระแส”
“คืนนี้เลยเหรอแก แต่เรายังไม่ได้จัดห้อง ยังไม่ได้ซ้อมบทเลยนะ” เจ้าเอยโวยวาย
“ไม่มีเวลาแล้วเอย แฟนคลับกำลังจะปักใจเชื่อว่าแกเป็นยัยขี้แพ้ตกอับ พี่หน่อยบอกว่าถ้าคืนนี้รูปแรกไม่ปัง แคมเปญนี้อาจจะโดนสปอนเซอร์กดราคาลงอีก” ผิงผิงลุกลี้ลุกลนรีบคว้ากล้องฟูจิส่วนตัวขึ้นมา
“เตอร์!!! ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวที่พี่เตรียมไว้ให้ในถุงด่วน เอย!!! ไปเติมลิปสติกสีส้มอิฐเร็วเข้า เราจะถ่ายรูปคู่แบบเผลอๆ สไตล์รูมเมตกัน”
สิบนาทีต่อมา บรรยากาศกลางห้องนั่งเล่นเปลี่ยนเป็นความโกลาหล คอปเตอร์ถูกบังคับให้สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมบนสองเม็ด ผมสีดาร์กช็อกโกแลตที่เคยยุ่งถูกผิงผิงเซตจัดทรงให้ดูเป็นธรรมชาติแต่หล่อกระชากใจ ส่วนเจ้าเอยอยู่ในชุดเสื้อไหมพรมตัวโคร่งสีครีมเปิดไหล่ข้างหนึ่ง ใบหน้าเติมแต่งเครื่องสำอางบางเบาแต่ดูสวยใสเป็นธรรมชาติสไตล์ตื่นนอน
“เอาล่ะ ทั้งสองคน นั่งลงบนโซฟาขนาบข้างกันเลย” ผิงผิงสั่งการ ถอยฉากไปอยู่หลังเลนส์กล้อง
เจ้าเอยทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนัง ห่างจากคอปเตอร์ประมาณครึ่งเมตร คอปเตอร์ปรายตากลมโตมองเพื่อนร่วมห้องพลางพ่นลมหายใจ
“ขยับเข้าไปใกล้ๆ อีกดิเอย นั่งห่างขนาดนั้นคนดูเขาจะคิดว่าเป็นแฟนกันหรือเป็นเจ้าหนี้มาตามทวงเงินกู้ขยับเข้าไป!” ผิงผิงสั่งเสียงเข้ม
เจ้าเอยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ฝืนใจขยับบั้นท้ายเข้าไปใกล้คนตัวโตจนไหล่บางเบียดชิดกับต้นแขนแกร่งของเขา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกลิ่นสบู่มิ้นต์จากตัวคอปเตอร์ลอยมาแตะจมูก ส่งผลให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปแวบหนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้
“เตอร์โอบไหล่เอยไว้ หลวมๆ ส่วนเอยเอียงหัวไปซบไหล่เตอร์ ตามองกล้องแล้วยิ้มแบบละมุนๆ เหมือนคนกำลังคลั่งรัก”
มือหนาของคอปเตอร์ยกขึ้นลังเลอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง ก่อนจะทิ้งน้ำหนักลงบนไหล่บางของเจ้าเอย ฝ่ามือของเขาอุ่นจัดจนเจ้าเอยสะดุ้งน้อยๆ หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ ฝืนเกร็งคอเอียงศีรษะไปซบลงบนท่อนแขนและลาดไหล่กว้างของชายหนุ่ม
วินาทีที่ใบหน้าใกล้กันจนเกือบได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย ความเงียบงันแบบแปลกประหลาดพลันก่อตัวขึ้น กล้องฟูจิในมือผิงผิงกดชัตเตอร์รัวๆ
แชะ! แชะ! แชะ!
เจ้าเอยรู้สึกได้ถึงแผ่นอกของคอปเตอร์ที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่ดูจะถี่ขึ้นเล็กน้อย แววตาเบื่อโลกของเขายามที่ก้มลงมาสบตาเธอนอกเลนส์กล้องดูมีประกายบางอย่างที่ทำให้เธอหน้าร้อนผ่าว ราวกับพิกเมนต์สีบลัชออนบนแก้มมันทะลุขีดจำกัดเตือนภัย
“พอหรือยังผิง” เจ้าเอยถามเสียงสั่นอย่างห้ามไม่ได้
“ได้แล้วแก รูปนี้โคตรดี เคมีฟ้าประทานมาก!!!” ผิงผิงร้องลั่นพลางเช็กหน้าจอกล้อง
“ดูดิ สายตาเตอร์ที่มองลงมาคือละมุนตายไปเลย ส่วนเอยก็ดูตัวเล็กตัวน้อยน่าปกป้องมาก พี่ส่งเข้ากรุ๊ปให้พี่หน่อยอัปโหลดลงไอจีหลักของเอยพร้อมแฮชแท็กเลเวลสิบเลยนะ!”
ทันทีที่รูปถ่ายสไตล์
‘แฟนหนุ่มลึกลับกับยัยบล็อกเกอร์สายโก๊ะ’ ถูกอัปโหลดลงบนอินสตาแกรมส่วนตัวของเจ้าเอย พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า
‘New chapter 🖤 #รักนี้ไม่มีเอนเกจ’
โลกโซเชียลก็แทบแตกเป็นเสี่ยงๆ
ยอดไลก์พุ่งทะลุหลักหมื่นภายในเวลาไม่ถึงห้านาที คอมเมนต์จากแฟนคลับและชาวเน็ตหลั่งไหลเข้ามาจนระบบแทบเด้งรัวสลับกันไปมา
‘กรี๊ดดด แฟนใหม่พี่เอยหล่อมากกก ถึงจะเห็นแค่ครึ่งหน้าแต่ทรงนี้ดาราท่านหนึ่งชัดๆ!’
‘สะใจว่ะ มูฟออนแบบติดสปีด สภาพหมอพีทชิดซ้ายไปเลยจ้า แฟนใหม่เอยงานดีกว่าเยอะ!’
‘แฮชแท็กคืออะไรอะ #รักนี้ไม่มีเอนเกจ เปิดตัวคู่รักใหม่ปะเนี่ย!’
เจ้าเอยนั่งมองหน้าจอมือถือบนโซฟาด้วยความรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก ยอดเอนเกจเมนต์ช่องที่เคยดิ่งเหวฟื้นคืนชีพขึ้นมาทันทีในชั่วข้ามคืน ทว่าในระหว่างที่เธอกำลังส่องคอมเมนต์ชื่นชมอยู่นั้น หน้าจอมือถือก็สั่นครืดสั่นคราดโชว์เบอร์โทรศัพท์ที่แสนคุ้นเคยทับซ้อนขึ้นมา
[ พี่พีท ]
หัวใจของเจ้าเอยกระตุกวูบ ความรู้สึกโกรธและอึดอัดแล่นขึ้นมาจุกที่คอ หมอนั่นทักมาจริงๆ สมคำทำนายของคอปเตอร์ไม่มีผิด มือเรียวสั่นเทา ลังเลว่าจะกดรับสายเพื่อด่าสั่งสอน หรือจะกดวางสายดี
หมับ!!!
ยังไม่ทันที่เจ้าเอยจะตัดสินใจ นิ้วหนาของคอปเตอร์ก็เอื้อมมาคว้าสมาร์ตโฟนไปจากมือเธออย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มปรายตามองชื่อบนหน้าจอด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะใช้นิ้วโป้งกดปุ่มบล็อกเบอร์โทรศัพท์และบล็อกไลน์ของหมอพีทต่อหน้าต่อตาเธอทันที
“นายกดบล็อกเบอร์พี่พีททำไม” เจ้าเอยโวยวายลุกขึ้นยืน แย่งมือถือคืนมา
คอปเตอร์กอดอก พิงหลังกับเคาน์เตอร์ครัว สายตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตากลมโตของหญิงสาว น้ำเสียงกวนประสาทแต่แฝงความจริงจังชัดเจน
“ก็ตอนนี้เธอเป็นแฟนฉัน เงินค่าจ้างห้าล้านก็ตกลงรับไปแล้ว อดีตแฟนเก่ากระจอกๆ ที่ชอบทักมาแซะให้เธอจิตตกเนี่ย บล็อกๆ ไปเหอะ รำคาญลูกตา”
“แต่นี่มันนอกเหนืองานนะ มันเรื่องส่วนตัวของฉัน” เจ้าเอยเถียงข้างๆ คูๆ ทั้งที่ในใจแอบรู้สึกโล่งอกที่เขาตัดปัญหาให้
“แล้วอยากกลับไปนั่งร้องไห้ตาบวมเพราะมันอีกรอบหรือไง” คอปเตอร์เลิกคิ้ว มุมปากหยักยกยิ้มกวนโทโส
“จำกฎข้อสี่ที่ฉันเพิ่งเขียนได้ไหม อยู่กับฉัน ห้ามคิดถึงผู้ชายคนอื่น และห้ามทำตัวอ่อนแอให้แฟนเก่ามันเห็นเด็ดขาด จบนะ!!! ยัยบล็อกเกอร์ตกกระป๋อง”
พูดจบคอปเตอร์ก็หมุนตัวเดินกลับเข้าห้องนอนฝั่งขวาของตัวเองทันทีพร้อมกับปิดประตูดังปัง ทิ้งให้เจ้าเอยยืนทึ่งอ้าปากค้างอยู่กลางห้องนั่งเล่น
เธอบ่นอุบอิบในลำคอพลางก้มลงมองมือถือของตัวเองที่ตอนนี้เงียบสงบไม่มีสายกวนใจอีกต่อไป มือเรียวยกขึ้นแตะหน้าอกข้างซ้ายเบาๆ หัวใจมันยังเต้นแรงไม่หยุดเลย
‘บ้าจริง... นี่เธอใจสั่นเพราะโมโหคำพูดจิกกัดของไอ้เด็กบ้านั่น หรือเพราะสายตาจริงจังตอนที่เขาบอกว่า ตอนนี้เธอเป็นแฟนฉัน กันแน่เนี่ย?
สัญญาจ้างเพิ่งเริ่มต้นวันแรก แต่กำแพงคำว่า ห้ามหวั่นไหวของเธอดูเหมือนจะเริ่มร้าวซะแล้วสิ
