บทที่ 6 EP 01 Set zero [2]
เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ดังขึ้นรอบกาย ประกอบกับเสียงกริ่งของจักรยานและเสียงของเครื่องยนต์ที่ขับขี่สวนกันไปมา บรรยากาศวุ่นวายและคึกคักไปในเวลาเดียวกัน ไม่รู้ว่าป่านนี้กงจูจะคุยกับอาจารย์เรียบร้อยรึยัง ฉันหิว
“ระ รุ่นพี่จุนแจ”
ฉันถึงกับเสียอาการเมื่ออยู่ๆ
ก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับรุ่นพี่จุนแจเพราะว่าเขากำลังจะเดินสวนมาทางนี้
เราสองคนต่างหยุดเดินไปโดยอัตโนมัติ ต่างคนต่างมองหน้ากันนิ่งๆ
สายตาของรุ่นพี่จุนแจดูว่างเปล่า เรียบเฉย เหมือนเมื่อตอนที่เราพบกันที่ห้องพยายามไม่มีผิด
“ดีขึ้นแล้วเหรอ”
รุ่นพี่จุนแจเอียงคอถามเสียงเรียบ
ลึกๆ
แล้วฉันกำลังภาวนาขอให้เขาไม่ถือสาเรื่องน่าอายที่ฉันก่อเอาไว้ก็แล้วกัน
ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เขาช่วยลืมๆ มันไปซะ
“ค่ะ ฉันดีขึ้นมากแล้ว
เมื่อเช้านี้ต้องขอบคุณรุ่นพี่มากเลยนะคะ ถ้าไม่ได้รุ่นพี่ ฉันต้องแย่แน่ๆ”
ฉันบอกอย่างรวดเร็วพร้อมกับก้มหัวให้เขาเพราะต้องการขอบคุณเขาจากใจจริง
ก่อนจะเงยหน้ากลับขึ้นมามองเขาอีกครั้ง
พยายามปรับสีหน้ายิ้มแย้มให้ดูเป็นปกติทั้งที่ยิ่งคิดก็ยิ่งอาย
ยิ่งเห็นสีหน้าเรียบเฉยของเขาก็ยิ่งรู้สึกหน้าร้อนวาบไปหมด
“ละ แล้วรุ่นพี่ล่ะคะ
เป็นยังไงบ้าง”
“ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
“แล้วแผลที่มือล่ะคะ
รุ่นพี่...ทำแผลรึยัง” ฉันทู่ซี้ถามต่อไปอย่างนั้น
พยายามจะสังเกตมือของเขาแล้วแต่ว่าตอนนี้เขาซุกมือทั้งสองข้างเอาไว้ในกระเป๋ากางเกงนั่นทำให้ฉันไม่สามารถมองเห็นแผลที่ฝ่ามือของเขาได้
แต่คิดว่าเขาน่าจะทำแผลแล้วเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนจะกลับออกมาจากห้องพยาบาล
รุ่นพี่จุนแจช้อนตามองฉันนิดหน่อย
ก่อนที่เขาจะยอมดึงมือออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เขาพลิกข้อมือไปมาเหมือนจะเผยให้ฉันเห็นว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรแล้วจริงๆ
ซึ่งเท่าที่ฉันสังเกตได้ทันก่อนที่เขาจะล้วงมือกลับลงกระเป๋ากางเกงไปอีกรอบก็คือไม่เป็นอะไรเลยจริงๆ
ฉันไม่เห็นว่าเขาจะพันผ้าก๊อซหรือว่าแปะพลาสเตอร์ยาด้วยซ้ำไป
บางทีอาจเป็นเพราะแผลไม่ได้ใหญ่มาก
เพราะเท่าที่จับใจความได้ที่เขาแวะไปทำแผลที่ห้องพยาบาลก็แค่กลัวว่าแผลจะติดเชื้อเท่านั้นเอง
“ยังไงรุ่นพี่ก็ดูแลตัวเองด้วยก็แล้วกันนะคะ
ฉันขอตัวก่อน” ฉันบอกอย่างจนใจ เขาเล่นปล่อยให้ฉันพูดอยู่คนเดียว
พอฉันถามคำเขาก้ตอบคำแบบนี้ฉันก็ไม่รู้จะพูดอะไรกับเขาแล้วเหมือนกัน
“อ้อ จริงสิคะรุ่นพี่”
“อะไรอีก”
รุ่นพี่จุนแจหันมาชักสีหน้าใส่เมื่อถูกฉันเรียกเอาไว้อีกทั้งที่เขาเดินสวนออกไปได้หลายก้าวแล้ว
“เรื่องตลับยานี่น่ะค่ะ”
ฉันล้วงตลับยาสีขาวออกมาจากกระเป๋ากระโปรงแล้วยื่นไปตรงหน้าเขา
“อาจารย์เยจีบอกฉันว่ารุ่นพี่เก็บไว้ให้ฉัน แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ของฉันหรอกค่ะ
ฉันลองถามบีโฮแล้ว เขาบอกว่าไม่ใช่ของเขาเหมือนกัน”
“เหอะ!”
ฉันพูดตั้งยาว
แต่รุ่นพี่จุนแจกลับแค่นหัวเราะในลำคอแค่นั้นกลับมา
“ฉันอยากถามว่ารุ่นพี่ว่ารุ่นพี่เก็บมันได้บริเวณไหนเหรอคะ
พรุ่งนี้ฉันจะเอากลับไปคืนอาจารย์เยจีแล้วจะได้บอกเธอถูก
เผื่อว่าเจ้าของเขาจะกลับมาตามหาน่ะค่ะ ฉันกลัวว่ายาด้านในอาจจะเป็นยาสำคัญ”
“ของฉัน”
ฟุ่บ!
“อ้าว”
ฉันสะดุ้งตัวโยนเมื่ออยู่ๆ
รุ่นพี่จุนแจก็ยื่นมือออกมาดึงตลับยานั่นกลับไปอย่างรวดเร็ว
สายตาที่เขามองมาดูหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมทำให้ฉันเริ่มสงสัยว่าฉันทำหรือว่าพูดอะไรผิด
“จะไปกันรึยังซารัง
กงจูรอที่รถแล้ว” เสียงบีโฮตะโกนดังมาแต่ไกลทำให้ฉันต้องรับหันไปมอง
รุ่นพี่จุนแจเองก็เหลือบมองไปที่บีโฮด้วยเหมือนกัน
ฉันได้ยินเสียงเขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะก้าวถอยออกไป
และเมื่อเขายืดลำตัวขึ้นเต็มความสูง
ฉันก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าความสูงของเราต่างกันมากทีเดียว
ฉันสูงถึงแค่ระดับอกของเขาเท่านั้นเอง
“แฟนมารับแล้ว รีบไปสิ”
“เอ่อคือ...”
ไม่ทันที่ฉันจะได้อธิบายรุ่นพี่จุนแจก็เป็นฝ่ายหมุนตัวเดินกลับออกไปเสียเองตั้งแต่ที่พูดจบ
อะไรของเขากันนะ!
ฉันยืนงงอยู่สักพัก
กว่าจะนึกได้ว่าฉันควรจะรีบปฏิเสธประโยคสุดท้ายที่เขาพูดก่อนจากกันก็ไม่ทันแล้ว
เพราะว่าเขาเดินไปไกลจนคิดว่าต่อให้ตะโกนเขาก็ไม่น่าจะได้ยิน
ฮืออ
นี่เขาเข้าใจผิดว่าฉันกับบีโฮเป็นแฟนกันได้ยังไงนะ หมอนั่นน่ะปากเสียจะตาย
แถมยังไม่ฉลาดด้วย กินก็เก่งแถมยังไม่ค่อยชอบอาบน้ำ!
