บทที่ 1 เงาดำ

บทนำ

Part  Jason

คุณเคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโชคดีมั้ยครับ ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้นเมื่อหลายปีก่อน ชีวิตเบต้าจรจัด ไร้ค่าคนหนึ่งอยู่ๆ ก็ได้แต่งงานกับอัลฟ่าหนุ่มใหญ่มีลูกชายที่น่ารัก แต่วันนี้ผมกลับรู้สึกว่า...ถ้าผมเลือกได้ ผมจะไม่ทำอย่างนั้น

ผมจะไม่แต่งงานกับคุณอัลเดร แล้วจะหนีไปให้ไกลที่สุดทำให้เหมือนตัวเองได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ผมจะยอมเจ็บ ผมจะขอเป็นฝ่ายร้องไห้ แม้น้ำตามันไหลจนกลายเป็นสายเลือด ผมจะไม่วิงวอนขอความเมตตาใดๆ จากพระเจ้าขอเพียงแค่....

“เคลย์ตัน”

ผมยืนร้องไห้ปานว่าจะขาดใจอยู่ภายในสุสานอันหนาวเหน็บ ต่อหน้าหลุมฝังศพของลูกชายเพียงเดียวของผมและคุณอัลเดร โดยมีสามีอัลฟ่ายืนอยู่เคียงข้าง ดวงตาคู่สีน้ำตาลทองนั้นจับนิ่งอยู่บนป้ายหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ตัวอักษรถูกสลักจารึกข้อความเป็นถ้อยคำไว้อาลัยให้กับลูกชายของเรา เป็นประโยคสั้นๆ ที่พวกเราทุกคนอยากบอกกับเขาหรือใครก็ตามที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนทักทายในยามที่เคลย์ตันกำลังพักผ่อนอย่างสงบแค่เพียงลำพังอย่างเดียวดาย

ภาพเด็กน้อยตัวอ้วนกลมที่ผมเคยเฝ้าอุ้มชูเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก ทั้งกล่อมนอน ป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดน้ำตา ให้จนวันสุดท้ายก่อนที่เราจะจากกัน

“แม่...ถ้าผมไม่อยู่ แม่จะคิดถึงผมมั้ย” ริมฝีปากแห้งผากสีซีดขยับขึ้นลงช้าๆ ถามผมออกมาเสียงเบาจนผมต้องตั้งใจฟังให้ดี

“เราอยู่ด้วยกันมาตลอดและเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป เคลย์ตัน...ลูกต้องไม่เป็นอะไร” ผมยกมือขึ้นไปลูบเส้นผมนุ่มบางเบาสีน้ำตาลทองแดงของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของผม

“พ่อ แม่ ผมเหนื่อยแล้ว”

“เคลย์ตันอีกนิดเดียว...แม่ขออีกนิดเดียว เข้มแข็งนะครับ คนเก่งของแม่ ลูกไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว พ่อกับแม่ จะไม่ยอมให้ใครทำอะไรลูกอีกแล้ว”

“แม่...ร้องเพลงให้ผมฟังหน่อย” ปลายนิ้วมือเรียวแห้งสากกระดิกแตะลงมาเบาๆ เหมือนพยายามสัมผัสมือผมเหมือนทุกครั้งเมื่อเราร้องเพลงด้วยกัน

“ยามเมื่อวันนี้ ในวันที่ฉันได้มีเธอ

สิ่งใดฉันเคยเพ้อ ฝันถึงในค่ำคืน

ไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว ร้อยพันที่เคยฝัน

ขอเพียงแค่ทุกวันนั้นมีฉันและมีเธอ….”

“แม่กับพ่อ...อย่าลืมผมนะ”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินจากปากของลูกชายผม ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะปิดสนิทลงอย่างช้าๆ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาแล้วก็หยุดลง

“มี้ มัมมี้” เสียงแว่วในความทรงจำของผมผุดพรายขึ้นมาเป็นสายน้ำหลาก

เจ้าลูกหมูน้อยตัวอ้วนกลมที่เคยนอนกลิ้งตัวกลมอยู่ข้างๆ ทุกคืนก่อนนอน เจ้าลูกหมูตัวอ้วนที่คลานดุ๊กๆ เข้ามาหาเวลาเห็นผมเดินมาใกล้ มือเล็กๆ ที่ผมจับให้ยืน ประคองให้เดิน เท้าคู่น้อยที่เดินเตาะแตะล้มลุกคลุกคลานมาตั้งแต่เล็ก ขาอ้วนสั้นป้อมที่วิ่งเล่นซุกซนจนทั่วบ้าน เสียงใสๆ ที่เคยเรียกหาผม พูดบ่นเสียงเจื้อยแจ้ว ร้องเพลงแข่งกัน หรือหัวเราะชอบใจเวลาได้ทำอะไรที่ชอบ ผมจะไม่ได้ยินมันอีกแล้ว

“เคลย์ตัน” ผมรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีพูดออกมาได้แค่สองคำนี้เท่านั้น

“เคลย์ตัน อัลบราเซส เสียชีวิตเวลา ยี่สิบนาฬิกา สามสิบเจ็ดนาที....โชคดีนะเคลย์ตัน”

ผมทิ้งตัวฟุบหน้าลงไปร้องไห้ กอดร่างบางของลูกชายอยากแลกเปลี่ยนลมหายใจอันไร้ค่าของผมใส่เข้าไปในร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเวลานี้เหลือเกิน บนไหล่ของผมฝ่ามือสั่นเกร็งของคุณอัลเดรถูกวางประทับลงมาจับนิ่ง

“คุณอัลเดร” ผมเงยหน้าขึ้นไปหาสามีของผมซึ่งยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ดวงตาสองข้างแดงก่ำและฉ่ำไปด้วยหยดน้ำตาไม่ต่างจากผม

อัลฟ่าหนุ่มที่แข็งแกร่งกำลังยืนหลั่งน้ำตาอยู่ข้างๆ ผม แววตาแข็งแกร่งสลับไปมาระหว่างโศกเศร้าและเจ็บแค้นไปพร้อมๆ กัน ตลอดเวลาหลายนาทีคุณอัลเดรไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เพราะมันยากจริงๆ ยากเหลือเกินที่เราจะทำใจให้บอกลาคนที่เรารักมากที่สุดในสถานการณ์แบบนี้

“ฉันจะไม่ยอมจบเรื่องนี้”

“มันยังไม่จบอีกอย่างนั้นเหรอครับ ที่พวกเราเสียไปยังไม่พออีกเหรอ” ผมหันไปถามคุณอัลเดรด้วยความเจ็บปวด เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นแค่เพราะพวกเราสามคน แต่คนที่รับกรรมคือเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

"

“คุณอา....” นิ้กกี้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพวกเราสองคน เมื่อผมและคุณอัลเดรเดินทางมาถึงโรงพยาบาลเพื่อขอรับศพลูกชายไปทำพิธีในเช้าวันถัดมา

“มีอะไรเหรอนิ้กกี้”

“ศพเคลย์ตันหายไปแล้ว”

ตอนที่ 1  เงาดำ

ผมนั่งจิบกาแฟแล้วมองดูผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาโดยมีกระจกร้านโมตรองส์กั้นอยู่ กาแฟกับขนมซูเฟล่ซึ่งผมสั่งมานั่งกินเล่นหมดไปสองชิ้นแล้วแต่เจ้า นิ้กกี้พี่ชายอัลฟ่าของผมก็ยังคงปล่อยให้ผมนั่งรออยู่ที่เดิม

sds

ผม: นี่นายตายไปแล้วหรือยังไงนิ้กกี้ ฉันรอนานแล้วนะ // ผมกรอกเสียงลงไปผ่านโทรศัพท์มือถือแล้วบ่นไอ้ลูกพี่ลูกน้องจอมแสบของผมทันที 

นิ้กกี้: โทษทีนะเคลย์ตัน ฉันติดธุระนายเข้าไปก่อนได้หรือเปล่า เอาไว้ฉันจะตามเข้าไปทีหลัง // เสียงนิ้กกี้ตอบกลับมา

ถึงแม้ว่าตามลำดับญาติผมจะมีศักดิ์เป็นน้องชายแต่ผมเกิดก่อนนิ้กกี้เดือนครึ่งเราจึงมีอายุเท่ากันและที่สำคัญเราโตมาด้วยกัน เรียนโรงเรียนเดียวกันจึงทำให้เราสองคนสนิทกันมากจนเหมือนพี่น้องคลานตามกันมา ถ้าไม่นับพี่น้องอีกโขยงหนึ่งของ   นิ้กกี้เพราะน้าอินดี้เป็นโอเมก้าที่ขยันมีลูกที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ น้าอินดี้มีลูกสาวลูกชายให้คุณลุงโรแลนมากถึงหกคน ในขณะที่ผมเป็นลูกคนเดียวของพ่อกับแม่

หลังจากที่ผมกับนิ้กกี้สอบเสร็จเทอมสุดท้ายเราสองคนชวนกันมาเที่ยววนไปตั้งแต่โปรตุเกส สเปน เยอรมัน ออสเตรีย แล้วอยู่ๆ เราก็มาโผล่ที่ฝรั่งเศส ดินแดนต้องห้าม  ที่พ่อแม่ของพวกเราเคยกำชับนักหนาว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนของโลกก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ที่นี่ แต่ถ้าลองคุณได้อยู่กับนิ้กกี้การแหกกฎคือเรื่องปกติครั้งนี้ก็เหมือนกัน

sds

นิ้กกี้ชวนผมมาปารีสและวันนี้เรามีนัดจะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ด้วยกัน แล้วก็อย่างที่เห็นผมโดนเทกลางทางซึ่งเป็นเรื่องปกติเมื่ออยู่กับนิ้กกี้ ผมเดินเที่ยวชมงานศิลปะต่างๆ อยู่ได้สักพักนั่นแหละนิ้กกี้ถึงได้เดินเอาตัวมากระแทกผม

“นายชอบรูปนี้เหรอ” นิกกี้พยักหน้าไปทางภาพวาดของทาสชาวกรีกคนหนึ่งซึ่งกำลังทำงานหนักด้วยร่างกายผอมโซในขณะที่ชนชั้นเจ้านายกินดื่มอย่างหรูหราใส่เสื้อผ้าราคาแพงแสดงออกชัดเจนถึงการแบ่งชนชั้นเมื่อนานมาแล้ว

“ก็สวยดี” ผมหันไปมองหน้าญาติสนิท

"โอเมก้า กับ อัลฟ่า การแบ่งชนชั้นที่น่ารังเกียจที่สุด" นิ้กกี้เบะปาก

"การแบ่งชนชั้น...ที่มันยังคงอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้สินะ" ผมหันกลับไปมองภาพนั้นอีกครั้งเข้าใจความหมายซึ่งจิตรกรอยากสื่อออกมา

“นี่นายกินยามาหรือเปล่าเนี่ยเคลย์ตัน กลิ่นนายตลบอบอวลไปหมด” นิ้กกี้ทำท่าสูดจมูกดมไปรอบๆ ตัวผม

ถึงแม้ว่าผมกับนิ้กกี้จะเป็นญาติกันแต่เราต่างกันนิ้กกี้เป็นอัลฟ่า แต่ผมเป็นโอเมก้า ข้อดีอย่างเดียวของการมีอัลฟ่าเป็นพี่ชายคือเอาไว้คอยดมกลิ่นผมว่ามันยังปลอดภัยหรือเปล่า

โดยปกติธรรมดาโอเมก้าทั่วไปมีกลิ่นฟีโรโมนเฉพาะอันเย้ายวนอยู่แล้ว แต่ผมเป็นโอเมก้าที่กลายพันธุ์มาจากพ่อแม่ซึ่งเป็นอัลฟ่าทั้งคู่ การกลายพันธุ์ของผมส่งผลไม่ดีนักต่อร่างกายชัดเจน อย่างแรกคือรูปร่างที่ไม่ได้สูงใหญ่เหมือนพ่อ ผมมีรูปร่างเล็กบอบบางกว่าผู้ชายปกติธรรมดาทั่วไป และหนักกว่าอย่างอื่นคงเป็นกลิ่นฟีโรโมนของผมซึ่งมันรุนแรงเกินกว่าโอเมก้าทั่วไปหลายเท่านัก ต่อให้กินยาหรือฉีดยาระงับฮอร์โมนมันก็แทบช่วยอะไรไม่ได้เลย

“ฉันกินแล้วนะตอนรอนายที่ร้านกาแฟ”

“งั้นก็กินอีกหน่อยดีมั้ย ก่อนที่นายจะโดนลากไปรุมโทรม” นิ้กกี้วางมือใหญ่ๆ นั้นลงมาบนหัวผมทั้งที่เราเกิดห่างกันแค่เดือนเดียวแถมผมยังเกิดก่อนแต่นิ้กกี้ทำเหมือนผมหกขวบตลอดเวลาเลย

“นี่เคลย์ตันฉันถามอะไรนายหน่อยสิ”

“อะไร”

“นายมาฝรั่งเศส นาย...คิดจะแวะไปหาแม่นายหรือเปล่า” คำถามของนิ้กกี้ทำให้ผมนิ่งไปนานพอสมควร

“จะไปทำไมเล่า เขาไม่ได้อยากเห็นหน้าฉันหรอก”

เรื่องของพ่อกับแม่นั้นผมไม่รู้รายละเอียดมากนักรู้แค่พ่อกับแม่หย่ากันตั้งแต่ผมเด็กมาก อีกอย่างแม่เลี้ยงของผม “เจสัน”  ดีกับผมมากเพราะเลี้ยงผมตั้งแต่ผมจำความได้ ส่วนแม่แท้ๆ ของผมเราเคยเจอกันแค่สามครั้งเท่านั้น และทุกครั้งที่ผมได้เจอเธอ มันไม่มีอะไรบ่งบอกผมสักนิดเดียวว่าระหว่างผู้หญิงผู้เย่อหยิ่งสูงศักดิ์คนนั้นคือแม่ของผม 

"อลิเซีย"  คือชื่อแม่แท้ๆ ของผมในสูติบัตรใบเกิดเธอคือผู้ให้กำเนิด แต่สำหรับผมอลิเซียคือผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนหอคอยอันสูงส่งและไม่คิดจะก้มหัวลงมาชายหางตาของเธอมองดูลูกชายซึ่งกลายพันธุ์มาเป็นโอเมก้าต่ำต้อยเลยสักนิดเดียว

“ทำหน้าเป็นตูดเชียว ฉันแค่ล้อนายเล่นเท่านั้นแหละ ถึงนายอยากไปหาแม่อลิเซียอะไรนั่นฉันก็ไม่ให้นายไปหรอก” นิ้กกี้หัวเราะแล้วเดินกอดคอผมมาหยุดยืนดูภาพวาดโมนาลิซ่าต่อ

หลังจากเราสองคนพี่น้องกลับมาถึงโรงแรมเจ็ดดาวซึ่งใช้เป็นที่พักสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนครั้งนี้ นิ้กกี้เอ่ยปากชวนผมออกไปดื่มเพราะบรรยากาศยามค่ำคืนในกรุงปารีสนั้นมันสวยงามจริงๆ จากโรงแรมที่เราพักอยู่ เราสามารถมองเห็นหอไอเฟลในระยะใกล้ แสงสียามค่ำคืนกลางกรุงปารีสเหมือนสวรรค์ชั้นฟ้าทีเดียว

ภายในบาร์เสียงดนตรีกล่อมเบาๆ ดังลอยมาจากเวทีซึ่งมีนักร้องหนุ่มผมหยิกนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลกำลังร้องเพลงเบาๆ คลอกับเสียงกีตาร์ ผมกับนิ้กกี้กำลังนั่งดื่มอยู่เพลินๆ พร้อมกับชวนกันคุยว่าพรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันต่อ

sds

บึ้ม! เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจนผมสะดุ้ง เสียงกรีดร้องของนักท่องราตรีทั้งหญิงชายดังเซ็งแซ่รอบด้าน และตามมาด้วยความชุลมุนวุ่นวาย

“อะไรน่ะ” ผมหันไปถามนิ้กกี้ทันทีเมื่อตั้งสติได้

“จะรู้มั้ยล่ะ ฉันก็อยู่กับนายตรงนี้” นิ้กกี้ชะเง้อคอมองออกไปภายนอกร้านแล้วลุกขึ้นจากโต๊ะทันที

“นิ้กกี้นายจะไปไหน”

“ยุ่งเรื่องชาวบ้าน”

“แล้วนายจะไปยุ่งทำไม ไม่รู้ว่าข้างนอกนั่นมีอันตรายอะไรหรือเปล่า”

“แม่ฉันสอนมา อยากรู้ ต้องได้รู้...เผือกก่อนวิ่งหลบทีหลัง ส่วนนายนะอีหนูรอฉันอยู่ในนี้”

“ฉันไม่ใช่อีหนูของนายนะ” 

“แม่หนูเคลย์ตัน เก็บกลิ่นของนายให้ดีแล้วขมิบตูดให้แน่นจำที่แม่ฉันสอนนายได้มั้ย ห้ามเดินตามตูดผู้ชายไปไหนล่ะ รอฉันกลับมารับเข้าใจมั้ย”

พี่ชายสายเลือดอัลฟ่าของผมวิ่งออกไปจากบาร์แล้วหายไปนานหลายนาที เสียงปืนและเสียงระเบิดตูมตาม ดังมาอีกระลอก พนักงานและบริกรของร้านวิ่งเข้ามาบอกลูกค้าให้เข้าไปหลบด้านในและเพื่อความปลอดภัยอย่าออกไปจากร้านจะดีที่สุด

ผมเงี่ยหูฟังบทสนทนาภาษาฝรั่งเศสจากบริกรสองคนซึ่งก้มลงหลบอยู่ใต้โต๊ะใกล้ๆ ผมพอจับใจความได้ว่าระยะนี้เกิดความขัดแย้งระหว่างมาเฟียสองกลุ่มในปารีสและมักเกิดเหตุการณ์นองเลือดระหว่างมาเฟียสองกลุ่มนี้เสมอ โดยบริกรทั้งสองต่างคาดเดาว่าน่าจะเป็นเหตุนี้

“นิ้กกี้ทำไมนายยังไม่กลับ” ผมมองไปทางประตูซึ่งญาติผู้พี่ของผมวิ่งหายออกไปนานแล้ว

พรึ่บ! แสงไฟจากทั่วทุกมุมร้านดับสนิทลงพร้อมกัน เสียงผู้หญิงหลายคนหวีดร้องขึ้นมาด้วยความตกใจกลัวตามมาด้วยเสียงพึมพำจนผมจับใจความไม่ได้ ผมหันไปมองรอบตัวเห็นเพียงเงาลัวๆ รางๆ ไม่ชัดเจน มันน่าแปลกใจตรงที่ระบบไฟฉุกเฉินซึ่งปกติตามร้านเหล้า ผับ บาร์ทั่วไป จะต้องติดตั้งสำรองเอาไว้ก็ไม่ทำงาน

“ลุกขึ้น” เสียงทุ้มห้าวของใครบางคนดังอยู่ใกล้ๆ ผมพร้อมกับฝ่ามืออุ่นร้อนซึ่งบีบลงมาบนท่อนแขน

“คุณเป็นใคร ปล่อยผมนะ”

ผมเพ่งสายตาตัวเองมองเงาสีดำของชายคนหนึ่งซึ่งน่าจะมีความสูงไล่เลี่ยกับนิ้กกี้คือไม่ต่ำกว่าร้อยเก้าสิบเซนติเมตรและที่สำคัญเขาเป็น  “อัลฟ่า” ไม่ผิดแน่นอน “กลิ่นดอกโอลีฟ” ผมสะบัดแขนตัวเองแรงๆ เพราะรู้สึกถึงแรงบีบกดน้ำหนักลงมามากเกินไป อีกทั้งผมมั่นใจว่าผมไม่รู้จักอัลฟ่าเจ้าของฟีโรโมนกลิ่นดอกโอลีฟคนนี้มาก่อน

sds

“ฮึ ฟังนะเคลย์ตันนายมีหน้าที่แค่เดินตามฉันมา”

“ไม่ ผมไม่รู้จักคุณ ปล่อยผมนะ” ผมปฏิเสธและยังพยายามขืนเอาแขนตัวเองคืนกลับมาแต่เจ้าของเงาดำซึ่งยืนห่างผมแค่ศอกเดียวกลับไม่ยอมปล่อย

“ก็ได้ถ้านายไม่ยอมไปกับฉันดีๆ ฉันลากนายไปก็ได้”

ฝ่ามือแข็งราวกับคีมเหล็กกดปลายนิ้วลงน้ำหนักมาบนต้นแขนของผม เจ็บจนเหมือนกระดูกแขนท่อนของผมจะแตก แรงฉุดจากเงาดำนั้นลากผมให้เดินตามไปโดยไม่ได้สนใจว่าผมจะไปกระแทกหรือชนเข้ากับอะไรบ้าง

“ปล่อยนะ ช่วยด้วยครับ ช่วยผมที” ผมร้องโวยวายออกมาเป็นภาษาฝรั่งเศสพยายามใช้มืออีกข้างซึ่งว่างอยู่เหนี่ยวรั้งทุกอย่างเพื่อขัดขืนการฉุดกระชากลากดึงของคนซึ่งผมยังไม่เห็นหน้า รู้แค่เพียงว่ากลิ่นเฉพาะกายของเขาเป็นกลิ่นดอกโอลีฟเท่านั้น

“ไม่มีใครในปารีสช่วยนายได้หรอกเคลย์ตัน” เสียงทุ้มแหบห้าวนั้นร้องตอบกลับมาก่อนจะกระชากผมสุดแรงจนผมปลิวหวือเซไปชนกับเจ้าของร่างสูงซึ่งยืนเป็นเงาดำอยู่ในความมืด

“ปล่อยผมนะ ปล่อยสิ” ผมพยายามดิ้นแล้วแกะมือของอีกฝ่ายออก ปากร้องตะโกนขอให้คนช่วย แต่ไม่มีใครขยับเข้ามาใกล้ผมเลยแม้แต่คนเดียว

“ไม่ยักมีคนบอกฉัน ว่านายดื้อขนาดนี้” เสียงทุ้มห้าวนั้นสะบัดสูงนิดๆ

“อื้อ” ผมตกใจจนแทบช็อกเมื่ออยู่ๆ กลิ่นหอมจากดอกโอลีฟก็พุ่งมากระแทกหน้าผมพร้อมกับริมฝีปากนุ่มๆ กดลงมาทาบลงบนปากผม

ฝ่ามือหนาขยุ้มเส้นผมตรงช่วงท้ายทอยจับยึดมันไว้จนเหมือนเจ้าของฝ่ามือนั้นอยากจะถลกหนังหัวของผมให้หลุดติดมือไปด้วย ริมฝีปากนุ่มๆ กับลิ้นอุ่นชื้นและรสชาติขมจนแทบบ้าจากเม็ดยากลิ่นเหม็นเลี่ยนๆ ถูกลิ้นเรียวนั้นผลักเข้ามาในปากผมและบังคับให้ผมกลืนมันลงไปด้วยแรงลิ้นอันช่ำชอง

“คุณ....”

เพียงเสี้ยวเวลาไม่กี่นาทีเมื่อยาเม็ดนั้นไหลลงไปในกระเพาะ ดูเหมือนผมจะกลายเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงไปในชั่วพริบตา เพราะจากเมื่อครู่ที่ผมพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ตอนนี้ผมไม่มีแม้แต่แรงจะยืน 

ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูบิดเบี้ยวไปหมด สมองของผมมึนงงจนแยกแยะสิ่งรอบตัวไม่ได้  ผมวางมือลงไปยึดเอาร่างหนาใช้เป็นหลักเพื่อพยุงตัวเองไม่ให้ล้มลงไปกองกับพื้นแล้วเอนซบวางหัวหนักๆ และมึนตื้อนั้นไว้กับแผงอกกว้าง กลิ่นหอมจากดอกโอลีฟโชยมาช่วยให้ผมรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

“หลับซะเคลย์ตัน” เสียงทุ้มไม่คุ้นหูนั้นดังอยู่ในความมืดก่อนที่สติของผมจะค่อยๆ เลือนรางแล้วดับวูบลง

บทถัดไป