บทที่ 2 ห้องมืด

ตอนที่ 2 ห้องมืด

ผมรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งค่อยๆ รวบรวมสติและกะพริบตาเบาๆ พยายามปรับภาพความชัดของสิ่งรอบตัว แต่ยังคงมีเพียงความสลัวไม่ชัดเจนเท่านั้นที่รายล้อมอยู่รอบตัวผม

สัมผัสวาบหวิวจากผิวกายเนียนละเอียดทว่าแข็งตึง เหมือนมัดกล้ามของชายหนุ่มแนบชิดติดตัว ผมยกแขนตัวเองขึ้นมาแล้วพยายามดันเอาเจ้าของร่างหนาซึ่งนอนทับผมอยู่ให้ลุกขึ้นออกห่างจากตัวผมเพราะนอกจากมันจะหนักแล้ว มันยัง...ทำให้ผมหายใจไม่สะดวกอีกด้วย

“ฟื้นสักทีนะ” เสียงทุ้มดังอยู่ข้างใบหูพร้อมกับแรงขบกัดหนักๆ จากกระดูกฟันคมๆ ครูดงับลงมาจนเหมือนต้องการจะฉีกหูผมให้หลุดจากหัว

“โอ้ย เจ็บนะ” ผมสะบัดหูตัวเองออกมาแล้วเพ่งสายตามองเจ้าของเงาดำซึ่งนอนกอดผมอยู่

“เมื่อคืนไม่เห็นนายบ่นเลย”

“ฮะ เมื่อคืน”

ผมจ้องเงาสะท้อนจากแววตาวิบวับคู่นั้นในความมืด แล้วพยายามนึกย้อนกลับไปว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น ผมจำได้แค่ผมนั่งดื่มกับนิ้กกี้ จากนั้นก็มีเสียงระเบิด เสียงปืน ไฟดับ แล้วก็...กลิ่นดอกโอลีฟ

“คุณ....กลิ่นดอกโอลีฟ” ผมจำกลิ่นของเขาได้ผู้ชายในบาร์ที่พยายามฉุดลากผมแล้ว...จูบ ผมเสียจูบให้กับเงาดำในเงามืดก่อนที่ผมจะหมดสติลง

ผมใช้ฝ่ามือดันแผงอกเปลือยของคนที่นอนเบียดผมอยู่ให้ถอยออกไปเพื่อที่ตัวเองจะได้หนีไปจากตรงนี้ แต่คนตัวหนากว่านอกจากจะไม่ขยับแล้วยังพลิกตัวนอนเบียดจนแทบจะสิงเข้ามาในร่างผม

“คุณจะทำอะไร ปล่อยผมนะ” ผมร้องโวยวายเมื่อเงาดำกลิ่นดอกโอลีฟกดผมให้นอนราบลงไป แผ่นหลังของผมสัมผัสรู้ถึงความหนานุ่มบนเตียงนอนซึ่งไม่ใช่ของราคาถูกเพราะความนุ่มของมันเป็นฟูกนอนชั้นดีราคาแพง เนื้อผ้าละเอียดจากเครื่องนอนบ่งบอกให้ผมพอรู้สถานะว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่แค่อัลฟ่าธรรมดาแน่นอน

“ฉันมีเรื่องต้องทำให้เสร็จ”

“ทำอะไร” ผมกดหัวตัวเองให้จมลงไปบนหมอนหนุนใบใหญ่ เหมือนอยากจะถอยตัวเองให้ออกห่างจากผู้ชายตรงหน้าทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

“ผูกพันธะกับนาย”

“ผูกพันธะกับผม...ผูกทำไม ไม่เอานะอย่ามายุ่งกับผม” ผมดันตัวเองให้ขยับตัวขึ้นไปด้านบนแล้วพยายามมองหาทางหนี แต่เวลานี้อย่าว่าแต่ทางหนีเลยแค่จะขยับตัวก็ยังยากแถมรอบตัวนั้นมีแค่ฉากสีดำกับเงามืดรางๆ

“นายหนีฉันไม่รอดหรอกเคลย์ตัน”

“ไม่...ผมไม่มีวันยอมคุณหรอก ปล่อยผมได้แล้ว ผมจะกลับ” ผมพยายามดิ้นรนเอาตัวเองหนีท่ามกลางความมืดและเงาสลัวถึงแม้จะไม่รู้ว่าตัวเองควรจะไปทางซ้ายหรือจะไปทางขวา แต่เวลานี้ไปทางไหนก็ได้ที่ไปให้ห่างจากอัลฟ่าเจ้าของกลิ่นดอกโอลีฟนี่

“ฮึ...เอาสิ ถ้าอยากกลับ ถ้านายมีปัญญาหนีออกจากที่นี่ได้ ฉันจะให้นายกลับ” เงาดำนั้นขยับออกห่างแล้วดึงท่อนแขนหนักๆ นั้นออกไปจากตัวผม

ผมดีดตัวลุกขึ้นแล้วเหวี่ยงขาตัวเองลงจากเตียงอย่างน้อยก็ขอไปให้ห่างๆ ผู้ชายคนนี้สักหน่อยจะดีกว่า เมื่อผมพาตัวเองหลุดมาได้สัมผัสอากาศเย็นนิดๆ แตะสัมผัสลงมาบนผิวเนื้อทำให้ผมรู้ว่าเวลานี้ผมได้สวมใส่เสื้อผ้าในชุดที่ผมใส่เดินออกมาจากโรงแรมก่อนจะไปนั่งดื่มในบาร์กับนิ้กกี้ ผมยกมือขึ้นมาจับหน้าอกตัวเองและรู้ว่าผมมีเพียงเสื้อกล้ามตัวบางและกางเกงในตัวเล็กสวมติดกายอยู่เท่านั้น

“เสื้อผ้าผมล่ะ”

“ทิ้งไปหมดแล้ว”

“ทิ้งเหรอ คุณมีสิทธิ์อะไรมาถอดเสื้อผ้าของผม แล้วเอาของผมไปทิ้งทำไม เอาเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้ผมเดี๋ยวนี้นะ”

"อยู่กับฉัน...นายไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้า" เสียงทุ้มในเงามืดบอกผมกลับมา

ผมรู้สึกอึดอัดกับความมืดที่มันทำให้ผมมองอะไรไม่เห็นเลย มีแสงสว่างน้อยมากจากหลอดไฟดวงเล็กเท่าเปลวเทียนตั้งอยู่บนพื้นตรงมุมสุดด้านในห้อง นั่นเป็นเพียงจุดกำเนิดแสงเพียงแห่งเดียวที่ให้แสงสว่างกับห้องนี้และแน่นอนว่ามันไม่เพียงพอ

“ปล่อยผมนะ คุณต้องการอะไร...เงินเหรอ”

“ฉันดู....เหมือนคนหิวเงินนักหรือไง”

“เหมือน...จับผมมาแบบนี้จะให้คิดเป็นอื่นได้อย่างนั้นเหรอ...ถ้าไม่หิวเงิน ก็หิวลูกปืน จับผมมาแบบนี้ไม่ฉลาดเลยนะถ้าพ่อผมรู้...”

“อัลเดร...พ่อของอยู่เมืองไทย กว่าจะรู้ว่าลูกชายคนเดียวหายไป ก็คงอีกนานหลายชั่วโมง กว่าจะบินมาถึงที่นี่ฉันก็คงได้สิ่งที่ฉันต้องการแล้ว”

“ผมไม่ยอมให้คุณผูกพันธะง่ายๆ หรอกนะ ฝันไปเถอะ” ผมหันมองไปรอบๆ ห้องพยายามหาอาวุธเพื่อเอาไว้ป้องกันตัวแต่มองจนรอบห้องก็ไม่มีอะไรเลยสักอย่างเดียว อันที่จริงบอกว่าผมมองไม่เห็นอะไรเลยน่าจะง่ายกว่า

“กระเป๋าผมล่ะ” ผมใจหายวาบเมื่อมองไปรอบห้องแล้วเห็นเพียงความมืด สิ่งแรกที่ผมนึกถึงคือกระเป๋าสะพายส่วนตัวของผมเพราะสิ่งที่อยู่ภายในนั้นมันสำคัญต่อผมมาก

“กระเป๋าของนาย..นายไม่ได้หยิบมันมาเองนะ”

การที่ผมถูกลักพาตัวยังไม่น่ากลัวเท่ากับกระเป๋าของผมหายไปเพราะในนั้นมันเต็มไปด้วยยาระงับอาการฮีทและยากดฮอร์โมนของผม และตามกำหนดภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้อาการฮีทของผมจะครบกำหนดตามระยะเวลาของมัน แล้วผมจะอยู่ยังไงถ้าไม่มียาแล้วยิ่งตรงหน้านั่นอัลฟ่าที่ผมไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อและไม่เห็นแม้แต่หน้าตาที่แท้จริง ผมจะผ่านช่วงเวลาความเป็นความตายนั้นไปได้ยังไงถ้าไม่มียา

“ปล่อยผมไปเถอะ ผมขอร้อง” ผมเริ่มต้นใช้ไม้อ่อนอ้อนวอนเงาดำซึ่งนอนเหยียดยาวอยู่ห่างออกไป

“ฉันปล่อยนายอยู่แล้วแต่ขอให้ฉันได้ในสิ่งที่ฉันต้องการก่อน”

"ผูกพันธะกับผมเนี่ยนะ เพื่ออะไรกัน...ผมไม่รู้จักคุณด้วยซ้ำ"

"นายไม่จำเป็นต้องรู้จักฉันหรอกเคลย์ตัน...แค่จำกลิ่นฉัน...เหมือนหมาจำกลิ่นเจ้าของได้ก็พอ"

ผมหันหลังกลับยื่นแขนสองข้างออกไปด้านหน้าคลำทางเดินไปในความมืดรางๆ สัมผัสความรู้สึกเหมือนผมกำลังเจอทางออก สัมผัสของไม้เนื้อแข็งลักษณะคล้ายประตูมีวงกบรอบด้าน ผมเริ่มต้นใช้กำปั้นทุบบานประตูไม้นั้นแรงที่สุดเท่าที่จะแรงได้ ปากร้องตะโกนขอให้คนช่วยทั้งภาษาอิตาลี ภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ หวังแค่เพียงจะมีใครสักคนได้ยินแล้วช่วยผมออกไป

“เหนื่อยเปล่าเคลย์ตัน นายออกไปไม่ได้หรอก”

ผมไล่มือลงมาจนมาถึงตำแหน่งลูกบิดประตูออกแรงบิดเพื่อเปิดมันออกแต่ผมทำไม่ได้เพราะมันถูกล็อกเอาไว้อย่างแน่นหนา ผมนั่งคุกเข่าลงไปบนพื้นแล้วพยายามใช้ปลายนิ้วมือแตะสัมผัสไปเรื่อยๆ และสังเกตว่ารูสำหรับเสียบกุญแจมันอยู่ฝั่งเดียวกับผม แสดงว่ามันถูกล็อกจากด้านในนี้แล้วคนที่มีกุญแจก็คงเป็นคนที่นอนอยู่บนเตียงนั่น

“ส่งกุญแจให้ผม” ผมยื่นมือออกไปข้างหน้าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางกายว่าต้องการของที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้

“กุญแจนี่เหรอ” อัลฟ่าบ้านั่นชูกุญแจดอกหนึ่งขึ้นมาในความมืดอันน่าอึดอัดรำคาญใจ กุญแจดอกเล็กสีเงินสะท้อนแสงไฟแวบหนึ่งให้ผมได้เห็นเป็นแสงสีเงินรางๆ

“ส่งมันมานะ”

“ไหนเสนอมาสิ...นายมีอะไรมาแลกเปลี่ยนกับฉัน”

“หนึ่งแสน ว่ายังไงเอากุญแจให้ผม ทันทีเมื่อผมถึงโรงแรมผมจะโอนเงินให้คุณหนึ่งแสนยูโร”

“เคลย์ตันเก็บเงินแสนของนายเอาไว้กินขนมเถอะ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันต้องการอะไร” เงาดำร่างสูงนั้นค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ก่อนจะเคลื่อนตัวตรงมาทางผม

"ห้าแสนน่าจะพอสำหรับคุณ" ผมเพิ่มวงเงินให้กับโจรเรียกค่าไถ่อีกหลายเท่าตัว

"จุ๊ จุ๊ จุ๊ เคลย์ตัน...ทำไมตีค่าตัวเองน้อยอย่างนั้นล่ะ"

"ต้องการเท่าไหร่ก็ว่ามา" ผมเดินถอยหลังเมื่อรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยที่กำลังคืบขยับเข้ามาใกล้

"ฉันไม่ได้ต้องเศษเงินของอัลบราเซส...ฉันต้องการ...มากกว่านั้น"

“คุณเป็นใครกันแน่ ทำไมต้องปิดบัง หลบซ่อนหน้าตาตัวเอง”

“อยากเห็นหน้าฉันเหรอ” เสียงแหบห้าวนั้นถามกลับมา

ผมพยายามเพ่งสายตาแล้วใช้แสงสว่างอันริบหรี่น้อยนิดจนเหมือนแสงหิ่งห้อยนั้นมองดูหน้าผู้ชายคนนี้ให้ชัด แต่มันเลือนรางเสียยิ่งกว่าภาพในฝัน ผมได้ยินแค่เสียงและรับรู้เพียงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกโอลีฟลอยมาเท่านั้น

“ผมแค่ไม่อยากให้พ่อยิงผิดคน”

ผมพุ่งหมัดเข้าใส่เงาดำนั้นด้วยความเร็ว เสียงกำปั้นเล็กๆ ของผมปะทะเข้ากับเจ้าของร่างหนาเสียงดังตุ้บตั้บ ในความมืดผมเหวี่ยงหมัดตามออกไปอย่างสะเปะสะปะแต่กำหนดรู้ทิศทางชัดเจนแน่นอนว่าเป้าหมายนั้นคือเงาดำวูบไหวซึ่งเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว มีเพียงไม่กี่หมัดที่ผมปล่อยออกไปโดนเป้าหมายนอกนั้นมีเพียงเสียงท่อนแทนและหมัดของผมหวดลมและความว่างเปล่า ฝ่ามือกับท่อนแขนแข็งๆ ปัดป้องการต่อสู้ของผมออกอย่างง่ายดายจนผมยืนหอบเพราะความเหนื่อยที่ไม่สามารถทำอะไรเจ้าของเงาดำนั้นได้เลยแม้แต่นิดเดียว

“เหนื่อยเปล่าเคลย์ตัน เก็บแรงเอาไว้ใช้กับฉันบนเตียงเถอะ”

“ฝันไปเถอะ”

“ฮึ....ฉันจะรอ...ฝันเปียกกับนาย” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยนั้นทำให้ผมหงุดหงิดเป็นบ้า เสียงฝีเท้าและเงาดำนั้นขยับถอยห่างออกไปตามมาด้วยเสียงเตียงนอนขยับยวบยาบเหมือนมีคนกำลังทิ้งตัวลงไปนอน

ผมเดินถอยหลังไปยืนชิดบานประตูไม้แล้วนั่งลงบนพื้นพยายามคิดหาทางหนีออกไปจากห้องมืดนี้

อากาศโดยรอบเหมือนจะค่อยๆ เย็นตัวลงเรื่อยๆ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและแขนขาอ่อนแรงซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าผมกำลังจะต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติเข้าสู่ช่วงฮีทของเดือนนี้ ซึ่งมันเป็นปัญหาชีวิตอันใหญ่หลวงของโอเมก้าอย่างผม 

ผมจะมีรอบการฮีททุกสองสัปดาห์และในรอบหนึ่งจะกินระยะเวลานานสามวัน เป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดและทรมานที่สุด แต่ผมไม่เคยปล่อยให้มันมีอาการหนักนานแล้วเพราะทุกครั้งผมจะมียาซึ่งแม่จัดหาให้ผมกินตรงเวลาไม่เคยขาด และผมจะมียาเหล่านั้นพกติดตัวเสมอในกระเป๋าสะพายซึ่งตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่นี่กับผมด้วย

“ฉันอยู่ตรงนี้นะเคลย์ตัน ถ้าต้องการฉัน...ก็แค่คลานมาหา” เสียงทุ้มห้าวนั้นดังลอยมา ผมมั่นใจว่าอัลฟ่านั่นคงได้กลิ่นฟีโรโมนของผมอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งเมื่อผมไม่ได้กินยากดมันเอาไว้แบบนี้คงไม่ต้องพูดถึง

sds

กลิ่นฟีโรโมน "ดอกบลูเบล"  ของผมที่นิ้กกี้เคยบอกว่ามันสามารถฆ่าอัลฟ่าให้สยบแทบเท้าของผมได้หากผมต้องการ นิ้กกี้พูดกับเสมอว่าหากไม่ใช่เพราะสายเลือดเดียวกันคงลากผมไปผูกพันธะนายแล้ว

“ฝันไปเถอะ” ผมนั่งกอดเข่าแล้วพยายามกดล็อกตัวเองเอาไว้ให้แน่นข่มอารมณ์ความรู้สึกเพื่อต่อต้านแรงกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศซึ่งกำลังค่อยๆ เดือดพล่านขึ้นมาในตัวผมอย่างรวดเร็ว

ร่างกายของผมเหมือนกำลังจะปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เพราะความทุกข์ทรมาน ผมนอนดิ้นอยู่บนพื้นห้องอันเย็นเฉียบ กลิ่นดอกโอลีฟหอมฟุ้งโชยมาเหมือนเสียงเรียกจากเงามืดให้ผมค่อยๆ คลานไปหาต้นตอของกลิ่นหอม

“คลาน....มาหาฉันสิเคลย์ตัน” น้ำเสียงเยาะหยันนั้นเรียกผมเหมือนเจ้าของเรียกหาหมารับใช้ตัวหนึ่ง ความเจ็บปวดทรมานของร่างกายรุนแรงมากเท่าไหร่หากแต่ความเจ็บของใจเมื่อไม่สามารถควบคุมตัวเองได้น่าสมเพชยิ่งกว่า

ผมคลานสี่ขากระเสือกกระสนเข้าไปหาอัลฟ่าในเงามืด ตามเสียงเรียกเหมือนหมาเชื่องๆ ตัวหนึ่ง ความต้องการทางกายแม้มันจะขัดแย้งกับแรงคัดค้านในใจแต่เวลานี้ผมทนไม่ไหวจริงๆ

“พ่อนายจะรู้สึกยังไงนะถ้าได้เห็นลูกชายสุดที่รักในสภาพนี้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป