บทที่ 3 พันธะ
ตอนที่ 3 พันธะ
“พ่อนายจะรู้สึกยังไงนะ ถ้าได้เห็นลูกชายสุดที่รักในสภาพนี้”
“ไม่เอา...ผมไม่มีวันยอมคุณหรอก” ผมร้องตะโกนแล้วตัดใจทำสิ่งที่ผมคิดว่าดีที่สุดในเวลานี้
ผมสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ แล้วหันกลับลุกขึ้นยืนรวบรวมความกล้าและกำลังแขน กำลังขาที่มีอยู่เพียงน้อยนิดนั้นแล้ววิ่งเอาหัวชนกำแพงเพื่อหวังให้ตัวเองสลบหรือหมดสติไป อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานจากอาการฮีทบ้าๆ นี่..แต่ผมคงคิดผิดหรือบางทีแรงที่ผมใช้วิ่งเข้าหาผนังห้องแข็งๆ นั้นอาจจะยังไม่มากพอ
ปึก! ผมได้ยินเสียงหัวตัวเองชนเข้ากับผนังห้อง แต่ทุกอย่างมันไม่เป็นเหมือนที่ผมจินตนาการเอาไว้ ผมไม่ได้สลบหรือหมดสติ ตรงกันข้ามตอนนี้ผมปวดหัวหนักกว่าเดิมแถมยังมีกลิ่นคาวเลือดเหนียวข้นไหลย้อยลงมาให้ความรู้สึกหนืดๆ ตรงใบหน้าและหยดลงมาตามลำคอ
“นายทำบ้าอะไรเคลย์ตัน...ฉันคิดว่านายจะฉลาดกว่านี้ซะอีก”
“อย่ามายุ่งกับผม”
“นายจะฝืนตัวเองทำไมล่ะเคลย์ตัน นายไม่ได้กลิ่นฉันเหรอ...หลับตาแล้วสูดกลิ่นนั่นสิมันหอมใช่หรือเปล่า”
ผมจิกเล็บลงไปกับพื้นห้องแข็งๆ จนเหมือนเล็บบางนั้นจะฉีก พยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อทำให้ร่างกายอันอ่อนแอนี้หยุดเรียกหาการสืบพันธุ์ตามสัญชาตญาณ อย่างน้อยก็ต้องไม่ใช่เวลานี้ไม่ใช่กับอัลฟ่าคนนี้ไม่มีทาง
“เคลย์ตันนาย...ไม่อยากเหรอ” เสียงทุ้มห้าวกระซิบลอยมาในเงามืด กลิ่นดอกโอลีฟยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกนาที ภายในห้องมืดคับแคบผมเหมือนกำลังว่ายวนเดินหลงอยู่ในป่าที่เป็นไปด้วยต้นมะกอกออกดอกบานสะพรั่งแข่งกันส่งกลิ่นหอมดึงดูด
“แม่.........”
“แม่ ช่วยนายไม่ได้หรอกเคลย์ตัน ไม่มีใครช่วยนายได้...ที่นี่เวลานี้ ในห้องนี้มีแค่ฉันที่ช่วยนายได้ มาหาฉันสิ ฉันจะทำให้นายมีความสุข"
เวลานี้ เคลย์ตัน อัลบราเซส ลูกชายเพียงคนเดียวของอัลฟ่าผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในตระกูลอัลบราเซสกำลังคลานขึ้นเตียงไปตามเสียงเรียกของใครบางคนที่แม้แต่เวลานี้ผมก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของเขา
“ดีมากเคลย์ตัน...ฉันจะให้รางวัลนายให้สมกับความเชื่องของนาย”
เมื่อครู่นี้....ผมเป็นใครนะ ผมอยู่ที่ไหนและผมกำลังทำอะไรอยู่
ผมถูกคนร่างหนากว่ารั้งเอวใครขึ้นไปนั่งคร่อมทับอยู่บนร่างเปล่าเปลือยอุ่นๆ ฝ่ามือหนาคว้าท้ายทอยของผมดึงให้ก้มลงไปหาแล้วฉกฉวยริมฝีปาก แล้วบุกรุกเข้ามาโดยใช้ลิ้นสากอุ่นชื้นนั้นรื้อค้นไปจนทั่วโพรงปากเล็กๆ ของผม สลับไปมากับดูดซับกลับปากบางทั้งบนล่างหนักบ้างเบาบ้างตามแรงอารมณ์
ฝ่ามือหนาคลายทิ้งจากท้ายทอยแล้วลูบไล้บีบวนไปตามร่างกายของผม ตั้งแต่หัวไหล่ ต้นแขน แผ่นหลัง และบีบหนักลงไปบนสะโพกและก้อนเนื้อผสมไขมันกลมๆ นุ่มนิ่มตรงส่วนบั้นท้าย
ในความมืดนี้เหมือนฉากผ้าม่านสีดำในโรงละครขนาดใหญ่ปิดกั้นไม่ให้ผมเห็นอะไรแม้กระทั่งตัวตนของตัวเอง เมื่อผมเผลอปล่อยตัว ปล่อยอารมณ์ให้เดินไปตามความต้องการของสัญชาตญาณเบื้องต่ำคือการสืบพันธุ์มันก็ไม่มีอะไรฉุดรั้งผมได้อีก ยิ่งเมื่อเจ้าของร่างหนาซึ่งแสดงออกชัดเจนว่าต้องการจะพรากเอาประสบการณ์ครั้งแรกไปจากผมให้ได้ ทางรอดของผมที่แทบมองไม่เห็นก็มืดมิดไม่ต่างอะไรจากห้องนี้เลย
“อ๊ะ เจ็บ” ผมร้องบอกเจ้าของนิ้วมือซึ่งกำลังสอดลึกเข้าไปภายในตัวผม อันที่จริงมันไม่ใช่ครั้งที่ประตูสู่สวรรค์เล็กๆ ของผมนั้นจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดรุกคืบเข้าไป
ผมก็ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่เคยปลดเปลื้องปล่อยอารมณ์ความต้องการของตัวเองออกมาด้วยมือและนิ้วของตัวเอง หากแต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่นิ้วมือซึ่งกำลังสอดเข้าไปนั้นมันไม่ใช่ของผมแถมมันยังใหญ่แล้วยาวกว่ามาก
“อะไรกัน แค่นิ้วเท่านั้นเองเคลย์ตัน ฉันยังมีของใหญ่กว่านี้ให้นาย...นายต้องชอบมันแน่”
ผมเคลิบเคลิ้มไปกับรสสัมผัสอันวาบหวิวจากอัลฟ่าเจ้าของกลิ่นดอกโอลีฟ และปล่อยให้เขาล้อเล่นกับร่างกายผมปลายนิ้วมือเรียวยาวสอดลึกเข้าไปจนสุดทาง แต่มันไม่ได้เพียงเข้าไปนอนแช่นิ่งๆ อยู่เพียงเท่านั้นเพราะเจ้าของนิ้วเรียวปล้องใหญ่คว้านส่วนปลายของมันกดลึกเน้นย้ำไปตามผนังนุ่มหยุ่นถูไถครูดไปมาจนผมนอนดิ้นเหมือนคนโดนไฟดูด มันไม่ได้เจ็บปวดหรือทรมานแต่มันเสียวจนผมควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายตัวเองแทบไม่ได้
ผมนอนคว่ำหน้าฟุบลงไปกับที่นอนเนื้อละเอียดมือข้างหนึ่งเหนี่ยวยึดหัวเตียงเอาไว้จนแน่น ส่วนอีกข้างผมคว้าเอาข้อมือหนาของคนที่กำลังพยายามดันเอาท่อนเนื้อแท่งใหญ่ลุกคืบเข้ามาในตัวผม เจ็บปวดรวดร้าวจนเหมือนร่างกายนี้จะฉีกขาด สัญชาตญาณอันอ่อนประสบการณ์นำทางให้ผมยกดันสะโพกให้สูงพร้อมกับแยกขาทั้งสองข้างให้ห่างออกจากกัน เพื่อเปิดทางให้ท่อนเนื้อร้อนๆ นั้นเข้าไปให้ลึกที่สุด
“อ๊า” ผมปล่อยเสียงร้องครางออกมาแล้วฟุบหน้ากัดเอาผ้าห่มผืนหน้าเอาไว้เพื่อระบายความเจ็บ และอาการจุกจากการรุกคืบของท่อนเนื้อขนาดใหญ่ที่กำลังดันแทรกเข้ามาในตัวผม
"อย่าตอดแรงนักสิ นายกำลังทำให้ฉันคลั่งเคลย์ตัน" เสียงเจ้าของท่อนเนื้อดังมาจากด้านหลัง
"อ๊า ผมเสียว"
"ดี...นั่นแหละที่ฉันต้องการ"
เมื่อร่างกายนี้ดูเหมือนมันจะไม่เชื่อฟังผมเพราะมันตอบสนองอัลฟ่าปริศนาซึ่งกำลังกุมบังเหียนให้ผมเดินตามต้อยๆ เหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสาที่มีเงาดำร่างใหญ่เป็นพี่เลี้ยงคอยบอกให้ผมขยับซ้าย ขยับขวาตามแต่ใจเจ้าของท่อนเนื้อที่มอบความสุข ความหฤหรรษ์แห่งอารมณ์ให้กับผม
“อ๊ะ อ๊า..."
"เคลย์ตัน" เสียงกระซิบปนเสียงหายใจถี่ๆ บริเวณต้นคอทำให้ผมใจหาย
"ไม่...อย่า”
ความรู้สึกเจ็บจี๊ดเหมือนถูกเข็มฉีดยาจิ้มลงไปตรงบริเวณต้นคออันเกิดจากคมเขี้ยวฝังลึกลงมาก่อนจะกดลงเจาะลงไปบนต่อมด้านหลังในเวลาชั่วเสี้ยววินาที
แต่แปลก...แปลกที่มันเจ็บเพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นมันคือความอบอุ่นแผ่ซ่านซึมลึกลงมาตั้งแต่ปลายเส้นผม ไล่เรื่อยลงมาจนถึงบ่า ไหล่ ลำตัว จนถึงปลายเท้า
ความอบอุ่นจากเงาดำที่ผมมองไม่เห็นโอบอุ้มผมไว้จากความเจ็บปวดและทรมาน ความรู้สึกถึงอิสรภาพของผมในการเป็นโอเมก้าค่อยๆ ถูกแทรกซึมเข้ามาแล้วจับจองเป็นเจ้าของทั้งร่างกายและจิตวิญญาณด้วยการ “ผูกพันธะ”
“คุณทำอะไร” ผมเอี้ยวใบหน้าหันหลังกลับไปมองเงาดำด้านหลังพร้อมกับยกมือขึ้นมาลูบบริเวณต้นคอของตัวเองไปมาเมื่อสติของผมเริ่มกลับเข้าสู่ตัวเองอีกครั้ง นอกจากต้องต้นคอแล้วส่วนล่างของร่างกายผมน้ำรักข้นเหนียวกลิ่นคาวปริมาณมากไหลล้นออกมาจากปากช่องรักแคบๆซึ่งเวลานี้มันแสบร้อนไปหมด น้ำรักอุ่นๆ ปริ่มไหลย้อยลงมาตามซอกขาเรื่อยลงมาจนถึงหัวเข่า ผมควานมือลงไปปาดเช็ดของเหลวกลิ่นคาวนั้นออกไปจากซอกขาทันทีอย่างนึกรังเกียจ
“ทำงานไง...ฉันบอกนายแล้วว่าฉันจะผูกพันธะกับนาย”
“งานเหรอ หมายความว่ายังไง” ผมผลักอัลฟ่าซึ่งเพิ่งจะผูกพันธะทำให้ผมตกเป็นของเขาไปชั่วชีวิตแค่เพียงเพราะเขาบอกว่า...มันคืองาน
ผมพยุงตัวลุกขึ้นมานั่งแล้วแยกขาสองข้างออกจากกัน ความชื้นแฉะของน้ำรักข้นๆ ปริมาณมากไหลซึมออกมาจากตัวผมไม่ยอมหยุด
“กินซะ”
เงาดำสูงใหญ่ลุกขึ้นจากเตียงพร้อมกับยัดอะไรบางอย่างใส่ลงมาในมือซึ่งเต็มไปด้วยน้ำอุบาทว์นั้น ในความสับสนระคนมึนงงว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตผมเงาดำนั้นค่อยๆ เดินหันหลังทิ้งห่างจากผมไปทางบานประตูใหญ่
“นี่...ปล่อยผมนะ” ผมลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วพุ่งเอาตัวเองตรงไปยังทางออกเดียวซึ่งร่างหนานั้นกำลังไปเปิดมันออก
แอ้ด เสียงประตูบานนั้นถูกดึงให้เปิดออกพร้อมกับลมหนาวและกลิ่นเหม็นอับพัดโชยเข้ามาภายในห้อง แค่เพียงปลายนิ้วมือเท่านั้น
“หยุดนะ ปล่อยผม” บานประตูนั้นถูกดึงให้ปิดสนิทลงก่อนที่ผมจะพุ่งไปถึง ความมืดอันวังเวงน่ากลัวถูกทิ้งให้อยู่เป็นเพื่อนผมภายในห้องนอนเล็กๆ อันคับแคบนี้
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน”
ผมยกมือขวาซึ่งกำยาเม็ดเล็กๆ เอาไว้ในมือ แม้ห้องนี้จะไร้แสงสว่างแต่ผมเดาว่ามันคงเป็นยาคุมกำเนิดอย่างไม่ต้องสงสัย และสิ่งนี้คงเป็นสิ่งเดียวจากอสุรกายในเงามืดที่ผมยินยอมและเต็มใจทำตามที่มันต้องการ ผมโยนยาเม็ดนั้นมันใส่เข้ามาในปากแล้วกลืนมันลงคอฝืดๆ ก่อนจะเดินฝ่าความมืดไปยังมุมห้องซึ่งมีดวงไฟขนาดเล็กจิ๋วตั้งอยู่
ผมยกดวงไฟจิ๋วขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยนั้นขึ้นมาแล้วถือมันเดินสำรวจไปทั่วห้องอย่างละเอียด ห้องน้ำเล็กๆ ที่มีเพียงชักโครกกับฝักบัวอาบน้ำอยู่ด้านหลังประตูบานหนึ่ง ผมเปิดน้ำจากฝักบัวเก่าๆ นั้นแล้วสะดุ้งโหยงเพราะสายน้ำเย็นเฉียบจนเหมือนมันสามารถบาดให้ผิวหนังผมเป็นแผลนั้นไหลซ่าลงมา
ผมจัดการล้างคราบเหนียวสกปรกของอัลฟ่าใจร้ายคนนั้นออกแล้วเดินกลับไปสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นของผมคืนเหมือนเดิม ใช้มือคลำไปในความมืดแล้วพบเศษซากร่องรอยน้ำรักกองใหญ่เปียกแฉะน่ารังเกียจ ผมตลบผ้าปูเตียงนั้นออกแล้วจัดการโยนมันลงไปกองกับพื้นแล้วล้มตัวลงนอนไปบนเตียงนอนหลังใหญ่ก่อนจะเผลอหลับไปเพราะความเพลีย
“อ๊ะ” ผมสะบัดหน้าออกจากจมูกและปากของใครบางคนที่กำลังวนมากดจูบตรงซอกคอของผม
“ตื่นได้แล้วเคลย์ตัน ได้เวลาที่ฉันต้องทำงานแล้ว” เสียงทุ้มห้าวนั้นกระซิบลงมาตามด้วยมือไม้ยุ่มย่ามสอดประสานกอดก่ายลูบไล้ผมไปทั่วตัว
“ไม่เอา อย่านะ” ผมพยายามสะบัดตัวออกจากอ้อมกอดบีบรัดแน่นหนา
“นายจะเล่นตัวทำไม นายเป็นของฉันแล้วอย่าลืมสิ”
“ผมไม่ได้อยากเป็นสักหน่อย คุณขโมยมันไปจากผม วิญญาณผม...ชีวิตผม” ผมนอนมองเงาดำน่ารำคาญนั้นอย่างอึดอัด
“ถ้านายจะตัดพ้อต่อว่าหรืออยากด่าใครสักคน ฉันแนะนำให้นาย...ด่าผู้ชายสองคนคือหนึ่ง อัลเดร และสองคือเจสัน นายรู้จักสองคนนี้หรือเปล่าล่ะ”
“พ่อกับแม่เกี่ยวอะไรด้วย” ผมหยุดดิ้นรนแล้วถามกลับไปทันที
“เรื่องนี้...นายควรไปถามเขาเอง ตอนนี้ได้เวลาที่เราสองคนต้องมาสนุกกันแล้ว”
“ผมไม่สนุก ออกไปนะ” ผมยกเท้าขึ้นมาแล้วพยายามออกแรงถีบใส่เงาดำร่างใหญ่เหมือนผีร้ายที่พยายามทาบทับลงมาบนตัวผมพร้อมกับพรมจูบไปจนทั่ว มือหนาคว้าหมับจับยึดข้อเท้าของผมแล้วจับฉีกมันให้ถ่างออกจากกันจนขากรรไกรผมแทบฉีก
"โอ๊ ปล่อยนะผมเจ็บ"
"ก็อย่าดิ้นสิ"
"ไม่มีทาง ผมไม่ยอมคุณแล้ว"
"นายคือหมาที่ฉันใส่ปลอกคอให้แล้วเคลย์ตัน นายไม่มีวันปฏิเสธฉันได้อีก"
กลิ่นดอกโอลีฟหอมรุนแรงเย้ายวนชวนให้ผมหวั่นไหว ร่างกายของผมมันกำลังทรยศผมอย่างหนักเพราะมันกำลังขานรับเจ้าของร่างหนาที่บดเบียดขยับเข้าหาผมจนผมต้านไม่ไหว
“อ๊า” ผมจิกเล็บลงไปบนแผ่นหลังแน่นตึง พร้อมกับแอ่นยกสะโพกขึ้นไปรองรับการสอดใส่เสียวซ่านจากเจ้าของแท่งร้อนซึ่งสอดขยับเข้ามาผ่านช่องรักคับแน่นของผม
“นายหวานกว่าทุกๆ คนที่เคยผ่านมือฉัน...เคลย์ตัน”
“ผมเกลียดคุณ” ผมบอกความรู้สึกตัวเองซึ่งย้อนแย้งกับอาการตอบรับของร่างกาย
“เกลียดฉันไปเถอะเคลย์ตัน ความรู้สึกนายไม่ได้มีความหมายอะไรกับฉัน”
แค่ที่นี่...แค่ในห้องมืดนี้ ที่ผมไม่มีความเป็นตัวเองหลงเหลืออยู่เลย ในเมื่อไร้ทางหนี ในเมื่อไม่มีทางรอดและเปล่าประโยชน์ที่จะดิ้นรน ผมปล่อยให้ตัวเองเดินตามเกมของผู้ชายที่ผมไม่รู้แม้กระทั่งชื่อ ไม่เห็นแม้กระทั่งหน้าตา รู้แค่ว่าเขามีกลิ่นหอมของดอกโอลีฟเท่านั้น สิบครั้ง ยี่สิบครั้งหรืออาจจะมากกว่านั้นที่ผมตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอสุรกายในเงามืดตลอดระยะเวลายาวนานที่ผมก็ไม่อาจจะคาดเดา วันคืนผ่านไปนานเท่าไหร่ผมไม่รู้ได้เพราะห้องนี้ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีอะไรที่บอกผมได้เลยว่าพระอาทิตย์กำลังขึ้น หรือพระจันทร์กำลังส่องแสง
“คุณเป็นใครกันแน่” ผมนอนหอบหายใจถี่ๆ แข้งขาสั่นอ่อนแรงไปหมดเพราะถูกคนตัวโตกว่าพาโลดแล่นไปกับรสรักอันเร่าร้อนนานเป็นชั่วโมงโดยไม่มีเวลาให้ผมหยุดพัก
“ไม่ต้องรู้หรอกว่าฉันเป็นใคร...จำแค่กลิ่นของฉันไว้ก็พอ”
"ฮึ..." ผมหัวเราะเยาะและรู้สมเพชตัวเองในตอนนี้เหลือเกิน
"กินยาซะ" ก่อนที่เงาดำนั้นจะเดินออกจากห้องไป ผมได้รับยาเม็ดเล็กใส่ลงมาในมือเหมือนทุกครั้ง
ผมนั่งใช้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือคลึงยาเม็ดกลมเล็กๆ นั้นไปมาก่อนจะโยนมันใส่ปากแล้วกลืนมันลงท้องด้วยความช้ำใจ แล้วทิ้งตัวลงนอนมองความมืดอันเปล่าเปลี่ยววังเวง
ปัง ปัง โครม ผมสะดุ้งดีดตัวลุกขึ้นมาจากที่นอนอันเย็นเฉียบ เงี่ยหูฟังเสียงปืนและเสียงเอะอะโครมครามดังลอยแทรกเข้ามาผ่านบานประตูใหญ่ซึ่งยังคงปิดสนิท ผมลุกขึ้นแล้ววิ่งไปแนบหูลงกับบานประตูฟังเสียงเอะอะจากอีกด้าน ก่อนจะใช้แรงทั้งหมดทุบบานประตู
"ช่วยด้วย พ่อ นิ้กกี้ ได้ยินผมมั้ย" ผมจำได้นั่นกลิ่นเหล้าเชอร์รี่ของพ่อ กลิ่นดอกลิลลี่ของนิ้กกี้
ผมยืนทุบประตูอยู่อย่างนั้นกลัวเหลือเกิน...ผมกลัวเหลือเกิน...กลัวว่านี่จะเป็นเพียงความฝัน
"พ่อ...ผมอยู่นี่"
