บทที่ 1 ภักดีศัตรู

ตอนที่ 1 ภักดีศัตรู

ค่ำคืนที่พายุกระหน่ำสาดซัดสายฝนลงมาอย่างหนัก หยดน้ำจากฟ้าอันเย็นเฉียบ ละเลียดชะละลายน้ำตาของผมปนไปด้วยกัน เสียงร้องไห้คร่ำครวญอันเกิดจากหัวใจเจ็บแค้นแสนสาหัส ถูกเสียงฟ้าคำรามกลืนกลบไปจนสิ้น สูงขึ้นไปเหนือท้องฟ้ากรุงเทพมหานคร เงาทะมึนมืดครึ้มของเมฆดำบดบังแสงจันทร์อันริบหรี่ของคืนวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง หากแต่ชีวิตผม คืนนี้มันไม่ต่างอะไรจากค่ำคืนมืดมนอันแสนโหดร้าย แม้รอบกายจะเต็มไปด้วยแสงไฟจากดวงโคมมากมาย แต่ผมกลับมองไม่เห็นหนทางที่ตัวเองจะย่างเดิน

“จุ๊ จุ๊ จุ๊ ดูสิเราเจอใคร” ปลายรองเท้าคัทชูสีดำมันเลื่อมขยับก้าวเข้ามายืนใกล้ เสียงหยันเยาะเย้ยน่ารังเกียจอันคุ้นเคยเอ่ยทักทาย เป็นปกติเช่นนี้ทุกครั้ง ยามเมื่อเราสองคนเจอหน้ากัน

“ฮึ” ผมพ่นลมก้อนหนึ่งออกมาทางรูจมูก ขนาดไม่ได้แหงนคอขึ้นไปมองหน้ามัน เห็นแค่ปลายรองเท้าเท่านั้นผมยังรู้สึกเกลียดมันนักหนา

“ทิวา ฉันได้ข่าวว่าเธอตายแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงฟื้นตื่นจากหลุมเร็วนักล่ะ”

ทิวา นั่นคือชื่อผม ทั้งที่ความหมายของชื่อนี้คือช่วงเวลากลางวันอันสดใสเต็มไปด้วยรุ่งโรจน์ แต่ใครเลยจะรู้ว่าชีวิตผมตอนนี้นั้นเหมือนกำลังดำดิ่ง จมลงสู่ห้วงเหวหุบนรกไขว่คว้าพยายามตะกายหาทางหลุดพ้นแต่ก็จนปัญญา ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหน มีเพียงความเวิ้งว้างว่างเปล่าอันดำมืดช่างห่างไกลกับความหมายของชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เหลือเกิน ส่วนไอ้ผู้ชายรูปหล่อหน้าตาหยิ่งยโสโอหัง เจ้าของสูทดำที่ยืนค้ำหัวผมอยู่นี้คือ พสิษฐ์ คู่อริตลอดกาลของตระกูลผม พวกเราเกลียดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ตายาย จ้องคิดทำลายล้างผลาญกันมาหลายชั่วอายุคน

“ตายอย่างนั้นเหรอ”

“ใช่ ฉันเพิ่งไปเผาศพพ่อ พี่ชาย แล้วก็มีศพของเธอด้วย” รองเท้าคัทชูสีดำขนาดไซต์ไม่ต่ำกว่าเบอร์สี่สิบขยับใกล้เข้ามา แววตาหยามเหยียบซ้ำขยี้บดจนศักดิ์ศรีความเป็นคนของผมจมลึกลงไปไม่เหลืออะไรอีก

“พ่อกับพี่ตะวัน”

ภาพสุดท้ายที่ผมจำได้ คือดวงตาสองคู่ของพ่อและพี่ชายขณะมองกลับมา พร้อมคำสั่งให้ผมหนีเอาชีวิตรอด ไม่มีคำลา ไม่มีคำสั่งเสีย ไม่มีคำกล่าวสดุดีไว้อาลัยใดๆ และผมไม่มีโอกาส แม้แต่เข้าไปร่วมงานศพของคนที่ผมรัก

“เธอคงไม่ได้ดั้นด้นหนีความตาย เพื่อมานั่งร้องไห้อยู่หน้าบ้านฉัน เพียงแค่เท่านี้หรอก...ใช่มั้ย” เจ้าของรองเท้าคู่ใหญ่เอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าคมถูกเงาทะมึนครึ้มเมฆบดบังซีกหน้าด้านหนึ่งเอาไว้ เห็นเพียงประกายตาแวววาว

“ผมต้องการแก้แค้น”

“แก้แค้น...แม่เลี้ยงคนสวยของเธอนะเหรอ วันนี้หล่อนสวยมากสวมเครื่องเพชรชุดใหญ่ ฉันจำได้ว่าแม่เธอเคยสวมมันเมื่อนานมาแล้ว ในงานศพวันนี้ แม่เลี้ยงกับพี่ชายต่างแม่ของเธอ ยืนร้องไห้ต้อนรับแขก ดูเสแสร้งดีแต่ก็อย่างว่านะ...หล่อนเป็นนักแสดงเก่านี่นา เอาละบอกมาสิว่าเธอมานั่งขวางประตูบ้านฉันอย่างนี้ต้องการอะไร เงิน หรือเศษอาหาร” คำถากถางดูถูกนั้นทำเอาเลือดผมเดือดปุดๆ อยากจะลุกขึ้นมากระโดดถีบปากมันสักที หากไม่ติดที่จำเป็นต้องมาต่อรองขอความช่วยเหลือ

“คุณอยากได้อาณาจักรของพิทักษ์วัฒนา มานานแล้วไม่ใช่เหรอ” ผมกดสายตาลงต่ำเลือกที่จะมองไปยังรองเท้าสีดำมากกว่าใบหน้าคู่สนทนา

“ฉันเคยอยากได้ แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว” เจ้าของร่างสูงย่อตัวลงมานั่งยองอยู่เบื้องหน้า มุมปากแสยะยิ้มแยกเขี้ยวน่ารังเกียจเกินจะมอง

“ทำไม...”

“เพราะอีกไม่นาน อาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่ของพิทักษ์วัฒนา มันจะค่อยๆ ล่มสลาย กลายเป็นเพียงเศษซากปรักหักพังเหมือนปราสาทเก่าที่ถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า ไร้ความหมาย มันจะเหลือไว้เพียงตำนานและความทรงจำครั้งเคยรุ่งเรือง ถึงตอนนั้นฉันสามารถใช้เศษเงินอันน้อยนิดซื้อมันมาได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม แต่จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อมันคงไม่ทำกำไร หรือแม้แต่สร้างภาคภูมิใจอะไรให้กับฉันแล้ว” เป็นความจริงอันน่าเจ็บปวด เพราะเมื่อหัวเรือใหญ่ของตระกูลสูญสิ้นลมหายใจไปทั้งสองคน ลำพังเพียงผม ยังไม่รู้ว่าจะเอาชีวิตรอดหนีการตามล่าของสองแม่ลูกใจอำมหิตนั้นไปได้ไกลหรือว่านานแค่ไหน ซ้ำร้ายญาติพี่น้องทุกคนต่างเข้าใจว่าผมตายไปแล้ว เอกสารหลักฐานการมีตัวตนของผมไม่เหลืออะไรเลย

“แย่งมันมาสิ...” ผมแหงนคอขึ้นไปพูดประโยคที่ทำให้หัวใจรู้สึกหวิว ความรู้สึกเจ็บจี๊ดวิ่งพล่านกัดกินจิตใต้สำนึกลึกๆ

“เธอว่ายังไงนะ”

“แย่งมันมา ก่อนที่ทุกอย่างจะพังลงไป”

“ฉันเพิ่งบอกเธอไป ว่าฉันไม่ได้ต้องการมัน”

“ถ้าคุณไม่ต้องการ อย่างนั้น...ก็ทำลายมันซะ”

“อะไรนะ?”

“ทำลายมันให้ย่อยยับ ผมรู้ว่าคุณทำได้ ใช้ความชั่ว ความเลวของคุณ ใช้เล่ห์เหลี่ยมกลอุบาย ใช้ทุกอย่างที่คุณมีพยายามบดขยี้เรา เหมือนสมัยที่พ่อกับพี่ชายผมยังอยู่”

“แน่ใจเหรอว่าเธอต้องการอย่างนั้น”

“ใช่ ผมต้องการอย่างนั้น”

“ฉันพร้อมที่จะบดขยี้มันให้พังพินาศ ไอ้เรื่องสร้างความฉิบหายให้กับคนอื่นนี่ ฉันถนัด ยิ่งถ้ามันเป็นพิทักษ์วัฒนาด้วยแล้ว...ฉันยิ่งชอบ แต่ฉันขอฟังเหตุผลของเธอหน่อยได้หรือเปล่าว่าเพราะอะไร”

“ในเมื่อคุณบอกว่าอีกไม่นานพิทักษ์วัฒนาจะต้องพบจุดจบ ซึ่งผมเองคิดว่ามันไม่เกินจริง ผมยอมให้มันแหลกสลายในมือคุณที่เป็นศัตรู ดีกว่าปล่อยให้มันย่อยยับด้วยน้ำมือของคนทรยศ ว่ายังไงคุณทำได้เหมือนที่โม้เอาไว้หรือเปล่า” น้ำตาจากความเจ็บแค้นไหลอาบลงมาต่อหน้าศัตรู

“เป็นความคิด ความตั้งใจที่น่าสนใจดี ฉันจะไม่พูดจาโอ้อวดให้มากความนักหรอก ขอแค่เธออย่ามาเสียใจทีหลังแล้วกัน”

“ผมผ่านช่วงเวลาแห่งความเสียใจมามากพอแล้ว”

“ถ้านี่เป็นการตัดสินใจของเธอ ตกลง...ฉันรับข้อเสนอนี้”

ภายใต้ชายคา อาณาจักรศิวะอัศวโยธิน คู่ปรับและศัตรูตลอดกาลของตระกูลผม นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสเดินเข้ามาในบ้านของศัตรู นายพสิษฐ์ ผู้ชายหน้านิ่ง นิสัยเย็นชา ปากหมาแถมยังใจสัตว์ เดินช้าๆ มาหยุดลงตรงบันได ซึ่งทอดสูงขึ้นไปยังชั้นสองของคฤหาสน์หลังงาม ข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดประดับตกแต่งโอ่อ่าหรูหรา สมฐานะมหาเศรษฐีแถวหน้าใต้ฟ้าเมืองไทย

“ฉันรู้ว่าเธอเคยเป็นทายาทหมื่นล้านมาก่อน แต่ต้องเข้าใจนะเวลานี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว เธอเคยเป็นลูกเสือมาก่อน แต่เสือ...เมื่อไม่มีถ้ำก็ไม่ต่างอะไรกับหมาจร ไร้ที่ซุกหัวนอน ไม่มีบารมีพ่อกับพี่ชายคุ้มกะลาหัวเธอมันก็แค่คนธรรมดาไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้น”

“ไม่ต้องพูดมาก ถึงผมจะมาขอให้คุณช่วย แต่ไม่เคยคิดจะญาติดีผมเคยเกลียดคุณยังไง วันนี้ยังเกลียดเหมือนเดิม”

“ฉันชอบท่าทีจองหองของเธอ”

“ผมก็เกลียดท่าทางวางตัวโอ้อวด หยิ่งยโส โอหังของคุณเหมือนกัน”

“ดี ถ้าอย่างนั้นก็...แม่บ้านถ้าจำไม่ผิด เรามีห้องเก็บของอยู่ตรงใต้บันไดใช่มั้ยครับ” คิ้วเข้มกระตุกขึ้นเป็นจังหวะเดียวกับมุมปาก

“มีค่ะ คุณพสิษฐ์”

“ให้เขาพักที่นั่น แล้วหาเสื้อผ้าคนใช้มาให้เขาเปลี่ยนด้วย ชุดที่เธอใส่อยู่น่ะ...เหม็นสาบ” ไอ้คนทุกเรศทำท่าย่นจมูกฟุดฟิด ปากเบะบิดเบี้ยวน่าเตะให้ปากฉีก

“เอ่อ คุณพสิษฐ์คะแต่ว่า...”

“บ้านหลังนี้นอกจากเสื้อผ้าของฉัน ก็มีแค่ชุดคนใช้เท่านั้นที่เธอพอใส่ได้ คงไม่ว่ากันนะ”

ห้องใต้บันไดแคบขนาดหนูเดินยังอึดอัด ถูกแม่บ้านเข้ามาช่วยจัดเคลียร์เอาไม้กวาดกับอุปกรณ์ชุดทำความสะอาด พรมเช็ดเท้าเก่า ของไม่ได้ใช้ออกไปบางส่วน ผ้าเช็ดตัวกับชุดเสื้อผ้าเครื่องแบบคนใช้สีเข้ม ผ้ากันเปื้อนปักตราสัญลักษณ์ชื่อย่อภาษาอังกฤษของตระกูลดัง ถูกพับวางไว้ใกล้กับเครื่องนอนกลางเก่ากลางใหม่ ผมเข้าใจว่ามันคงเคยเป็นของคนใช้เก่าที่อาจลาออกไปนานแล้วคนใดคนหนึ่ง

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ผมใช้ซอกเล็กในห้องมืดใต้บันไดย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย เมื่อหลายวันก่อนเราสามคนพ่อลูกเดินทางกลับจากงานเลี้ยงร่วมฉลองความสำเร็จอันแสนชื่นมื่นเบิกบาน เสียงพูดคุยแสดงความชื่นชมยินดีและวางแผนถึงอนาคตของบริษัทใหญ่ ระหว่างพ่อและพี่ชายมันยังไม่จางหายไปจากความทรงจำ เสียงยางรถยนต์ฝืดฝืนผิวถนนเบรกลั่นสั่นประสาท กระชากเหวี่ยงจนผมหัวคะมำ ฟาดเข้าไปกับเบาะที่นั่งด้านหลังคนขับ

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

“พ่อ!”

“ทิวาอย่าเงยหน้าขึ้นมา” เสียงห้วนตวาดดัง พร้อมมือใครบางคนกดหัวผมให้จมลงไปจนเกือบติดพื้นรถเบื้องล่าง หูได้ยินเสียงปืนลั่นรัวดังมาจากทั่วทุกสารทิศ สลับเสียงร้องโอดโอยของใครหลายคนที่ผมแยกเสียงไม่ออก

“พ่อ พี่ตะวัน”

เมื่อเสียงปืนทิ้งช่วงห่างไป สิ่งที่เหลือไว้มีเพียงกลิ่นฉุนของเขม่าดินปืนและกลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งไปทั่วห้องโดยสาร คนที่ผมรักสองคนนอนจมกองเลือดติดอยู่บนเบาะหลัง เสื้อสูทสีดำเห็นรอยฉ่ำเปียกแฉะเหนียวเหนอะเต็มไปด้วยคราบเลือด มือข้างหนึ่งของพ่อยังกำด้ามปืนยื่นออกไป เหมือนเมื่อครู่มันถูกใช้ต่อสู้ป้องกันตัว ดวงตาคู่คมจมหายอ่อนแสงลงเรื่อยๆ ริมฝีปากกระอักพ่นเลือดเป็นฟองฝอย เหมือนพ่อพยายามพูดบางอย่าง ผมโน้มตัวลงไปพยายามตั้งใจฟัง หากแต่มันขยับได้ไม่นานทุกอย่างก็กลับนิ่งไป โดยไม่มีคำใดหลุดออกมา ไม่มีแม้กระทั่งลมหายใจ

“พ่อ...”

“ทิ...หนีไป” เสียงพร่าของพี่ชายทำให้ผมได้สติ ฝ่ามือเหนียวเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดพยายามเปิดประตูรถแล้วผลักให้ผมออกไปทางประตูอีกด้าน

“ไม่เอา ไม่ไป” ผมหันไปเหนี่ยวข้อมือแข็งนั้นไว้

“ไป!” ราวกับนั่นคือลมหายใจเฮือกสุดท้ายฝ่ามือสั่นผลักผมให้ออกจากตัวรถแล้วปิดประตูลงทันที นั่นคือภาพสุดท้ายในความทรงจำผม

“การร้องไห้คร่ำครวญไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น” เสียงหนึ่งดังมาจากอีกด้านของบานประตู ขัดเสียงสะอื้นจากช่องอกของผมให้สะดุดลง

“ผมรู้ว่าคุณเป็นคนเลว ดังนั้นผมถึงเลือกมาที่นี่ มาดูกันสิว่าคุณจะเลวได้ถึงใจผมมั้ย” ฝ่ามือทั้งสองข้างกำบีบเข้าหากันแน่น ความเจ็บแค้นครั้งนี้ผมจะทวงคืนอย่างสาสม

“รับรองว่าเธอจะประทับใจในความเลวของฉัน”

บทถัดไป