บทที่ 3 เหนื่อย

    ​ผมแม่งโคตรหงุดหงิดเลยที่เห็นว่าเบลล์กำลังกวนประสาทผมอยู่ ไม่มีผู้หญิงคนไหนเลยนะที่จะมาบอกว่าผมไม่หล่อน่ะ ยัยนี่ใช้อะไรดูวะ! 

    "อะไรของนาย" เบลล์พูดกับผมด้วยสายตาสงบนิ่งเหมือนเดิม

    "ยัยผู้หญิงไร้อารมณ์" ผมพูดออกไปอย่างหงุดหงิดแล้วนั่งมองหน้าเธออยู่แบบนั้น

    "มองอะไร" เบลล์ถามผมขึ้น

    "มองคนไม่สวยล่ะสิ ไม่เห็นจะสวยตรงไหนเลย ขี้เหร่แบบนี้ฉันไม่อยากแต่งงานด้วยหรอก ฉันอาย!"

    "ฉันก็ไม่อยากแต่งงานกับนายเหมือนกัน ไอ้ตี๋!"

    "นี่! ยัยหน้านิ่ง!"

    "อะไร ไอ้ตี๋!"

    "เธออายุเท่าไหร่ถึงมาเรียกฉันว่าไอ้น่ะ" ผมถามเบลล์ออกไปเมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมเลิกเถียงผม

    "อยากรู้ไปทำไม?" เธอถามผมขึ้น ส่วนหน้าตาก็ยังนิ่งเหมือนเดิม ไร้ความรู้สึก ไร้อารมณ์ขั้นสุด

    "ก็แค่อยากรู้เฉยๆ เห็นแม่ฉันบอกว่าเธอเป็นน้อง"

    "อย่างนั้นเหรอ?"

    "ตอบๆมาสักที อายุเท่าไหร่?" ผมถามเบลล์ออกไปอีกครั้ง

    "เท่ากับนายนั่นแหละ" เธอตอบออกมาพลางเลื่อนสายตาไปมองที่โทรศัพท์มือถือของตัวเองที่มันส่งเสียงร้องขึ้นมา

    "ฉันไม่ชอบคนอายุเท่ากัน" ผมบอกเธอออกไป

    "ว่าไงคะพี่เคน" เธอไม่ได้สนใจที่ผมพูดสักนิด แต่กลับไปสนใจคนที่อยู่ในสายมากกว่า

    "ได้ค่ะ เสร็จธุระแล้วเดี๋ยวเบลล์จะรีบไปนะคะ ได้ค่ะ ค่ะ"  แล้วเธอก็เมินผมตลอดสายการสนทนา

    "เมื่อกี้นายว่าไงนะ?" หลังจากที่คุยโทรศัพท์เสร็จเบลล์ก็หันมาคุยกับผมต่อทันที

    "ฉันบอกว่าฉันไม่ชอบคนอายุเท่ากัน" ผมบอกเธอออกไปอีกครั้ง

    "แล้วนายคิดว่าฉันชอบนายรึไง?" เธอตอบออกมาด้วยสีหน้านิ่งๆเหมือนเดิม ดูหยิ่งฉิบหาย

    "ก็ดีแล้ว งั้นเราสองคนก็ไม่ต้องแต่งงานกันไง" ผมพูดขึ้นเมื่อนึกเป็นห่วงมีนขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะเสียใจจนเตลิดไปไหนแล้ว ถ้าคิดในทางที่ดีคือเธออาจจะกลับไปรอผมที่ห้องเหมือนทุกครั้ง ผมภาวนาให้เป็นแบบนั้นนะ

    "นายขัดผู้ใหญ่ไม่ได้หรอก" เบลล์พูดออกมาพร้อมกับมองมาที่ผมด้วยสีหน้านิ่งๆเหมือนเดิม เหอะ! ถ้าใครได้เป็นแฟนหรือแต่งงานกับยัยนี่ ไม่เป็นประสาทเลยเหรอวะ หน้าโคตรนิ่ง โคตรไร้อารมณ์

    "เราสองคนก็ร่วมมือกันสิ" ผมบอกเธอออกไป

    "ถ้ามันง่ายแบบที่นายพูดก็ดีสิ นายไม่รู้หรือไงว่าพ่อแม่ของเราสองคนน่ะ ไม่มีทางยอมหรอก ยังไงฉันกับนายก็ต้องแต่งงานกันอยู่ดี" เบลล์พูดออกมาพลางทำหน้าเหนื่อยใจ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ผมเห็นว่าสีหน้าของเธอแสดงความรู้สึกออกมาแบบนี้

    "โธ่เว้ย! อะไรนักหนาวะ" ผมโวยออกไปเมื่อเห็นว่ามันไม่มีทางเลือกอื่นเลยที่จะทำให้ผมไม่ต้องเเต่งงานกับเบลล์

    "นายทำใจเถอะ เพราะฉันก็ทำใจมาแล้วเหมือนกัน"

    "..."

    BELL

    ​"คิดอะไรอยู่คะ?" เสียงทุ้มนุ่มลึกของพี่เคนเอ่ยถามฉันขึ้นเมื่อเห็นว่าฉันนั่งเหม่ออยู่นานสองนานแล้ว

    "มีเรื่องน่าปวดหัวให้คิดนิดหน่อยน่ะค่ะ" ฉันบอกพี่เคนออกไป

    "แต่เบลล์ดูเครียดมากเลยนะ" พี่เคนยังคงเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

    "สีหน้าเบลล์แสดงออกขนาดนั้นเลยเหรอคะ?" ฉันถามพี่เคนออกไป ถ้าสีหน้าฉันดูกังวลขนาดนี้แล้วทำไมไอ้ตี๋นั่นต้องมาเรียกฉันว่ายัยหน้านิ่งด้วยล่ะ

    "แสดงออกมากๆเลยล่ะ" พี่เคนพูดพลางส่งยิ้มมาให้ฉันบางๆ

    "เฮ้อ! แล้วนี่พี่เคนจะให้เบลล์แก้งานให้ตรงไหนคะ" ฉันถามพี่เคนออกไปเมื่อเขาโทรเรียกให้ฉันออกมาหาเพราะเรื่องงาน

    อ่อ! ลืมบอกไปน่ะ ว่าพี่เคนเขาคือเจ้านายของฉันเอง ฉันทำงานเป็นเลขาของพี่เคนอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง จะว่าไปแล้วทางบ้านของฉันก็ไม่ค่อยอยากให้ทำงานพวกนี้เท่าไหร่หรอก เพราะอยากจะให้ฉันไปดูแลบริษัทของที่บ้านมากกว่า

    แต่ด้วยความที่ตัวฉันเองไม่ชอบงานอะไรพวกนั้น บวกกับที่บ้านของฉันมีพี่น้องหลายคนทำงานที่บริษัทของที่บ้านอยู่แล้ว ฉันก็เลยมีข้ออ้างที่จะออกมาทำงานที่ตัวเองรัก แต่ฉันไม่คิดเลยว่าข้ออ้างของฉันในวันนั้น จะมาทำให้ฉันหนักใจแบบทุกวันนี้

    'ลูกต้องแต่งงานกับลูกชายคุณหญิงเขมิกา'

    'ทำไมเบลล์ต้องแต่งด้วยล่ะคะคุณแม่'

    'ลูกจำที่ลูกเคยสัญญากับแม่ได้ไหม?'

    'สัญญา อะไรคะ?'

    'ก็ลูกเป็นคนให้สัญญากับแม่เอง ว่าถ้าแม่ปล่อยให้ลูกไปทำงานที่ตัวเองรัก ลูกจะยอมทำตามที่แม่ต้องการทุกอย่าง ลูกจำได้ไหม?'

    ฉันนึกถึงคำพูดที่คุณแม่พูดแล้วก็หนักใจขึ้นมาทันที ฉันไม่คิดเลยว่าคำขอร้องของฉันในวันนั้น จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวฉันเอง นั่นเลยทำให้ฉันขัดใจคุณแม่ไม่ได้

    ขนาดฉันยื่นคำขาดบอกท่านไปแล้วว่าจะลาออกจากงานที่ทำอยู่ แต่ท่านก็ยืนยันว่า ยังไงฉันก็ต้องแต่งงานกับลูกชายของเพื่อนคุณแม่อยู่ดี ฉันไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ

    "เบลล์!"

    "คะ?"

    "พี่ว่าเบลล์ดูแปลกๆนะ กลับบ้านไปพักก่อนดีกว่ามั้ย?" พี่เคนพูดขึ้นพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉันที่กำลังเหม่อมองออกไปข้างนอกร้านกาแฟที่เราสองคนนั่งกันอยู่

    "ไม่เป็นไรค่ะ พี่เคนอธิบายมาเลย ว่าจะให้เบลล์แก้งานตรงไหน?" ฉันถามพี่เคนขึ้นพลางค่อยๆสลัดความคิดที่จะต้องแต่งงานกับไอ้หน้าตี๋นั่นออกไปจากหัว

    "พี่ว่าเบลล์ไปพักผ่อนก่อนดีกว่า ตอนนี้สีหน้าเบลล์ไม่ค่อยดีเลย" พี่เคนพูดพลางยื่นมือมาวางที่ศรีษะของฉันเบาๆอย่างเอ็นดู ฉันไม่รู้ว่าพี่เคนเขาคิดยังไงกับฉัน

    ที่ผ่านมาเขามักจะแสดงออกว่าเขาสนใจในตัวฉัน แต่เขาก็ไม่เคยพูดหรือบอกอะไรออกมา มันเลยทำให้ฉันต้องเก็บงำความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ จนผ่านมาเป็นปีแล้ว ฉันแอบชอบพี่เคนมาเป็นปีแล้ว แต่ว่าฉันไม่กล้าพูดมันออกไป เพราะว่าฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะคิดแบบเดียวกับที่ฉันคิดรึเปล่า...

    MEEN

    ​"มีน วันนี้ขอเพลงเศร้าๆหน่อยนะ พอดีทางลูกค้ารีเควสต์ผ่านเพจมา" พล มือกีต้าร์ของวงฉันพูดขึ้นเมื่อพวกเรานัดมาซ้อมดนตรีกันที่ผับตั้งแต่หกโมงเย็น

    "อืม ได้ดิ" ฉันบอกพลออกไปพร้อมกับเปิดดูเพลงในหนังสือ

    "แกเป็นอะไรไปวะ ทำไมหน้าดูเครียดๆ ทะเลาะกับแฟนมาอีกแล้วเหรอ?" พลถามเมื่อเห็นว่าวันนี้ฉันไม่ค่อยคุยเล่นกับพวกมัน เพราะปกติแล้วฉันจะเป็นคนที่คุยสนุก แล้วก็จะสรรหาเรื่องมาคุยกับพวกมันอยู่ตลอด

    "เออ" ฉันตอบมันออกไปสั้นๆ

    "งั้นวันนี้ก็จัดเต็มเลยดิ ขอเพลงที่แบบเจ็บจี๊ดดด โดนใจคนฟังอ่ะ" พลมันยังไม่เลิกพูดเล่น ฉันรู้ว่ามันกำลังจะทำให้ฉันผ่อนคลายอยู่ เพราะปกติแล้วฉันกับมันจะสนิทกันที่สุด จะเรียกว่าเป็นเพื่อนสนิทกันก็ได้ เพราะเราสองคนคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องอย่างว่า ที่มันชอบเอาประสบการณ์แบบนั้นมาเล่าให้ฉันฟังบ่อยๆ -.-

    "แก..." ฉันเรียกพลออกไป

    "ว่าไง?" มันถามฉัน

    "ถ้าวันนึงแกจะต้องเลิกกับคนที่รักด้วยเหตุผลที่ว่า ทางบ้านเขาไม่ชอบเรา แกจะทำยังไงวะ?" ฉันถามมันออกไป

    "แกจะสนใจทำไมวะ ในเมื่อรักกันแล้วทำไมจะต้องสนใจใครด้วย นี่อย่าบอกนะว่าแกกับแฟน..."

    "เออ...ที่บ้านเขาไม่ชอบที่ฉันเป็นนักร้องน่ะ" ฉันพูดกับมันออกไป

    "แต่พวกเราทำงานสุจริตนะเว้ย" พลบอกฉันออกมา

    "ฉันพยายามอธิบายแล้ว แต่ว่าทางบ้านโน้นเขาไม่ก็ไม่รับฟังเลย" ฉันพูดพร้อมกับพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้

    "แกมีอะไรแกเล่ามาให้หมด อย่าลืมสิ ว่าเราสองคนเป็นเพื่อนกัน" พลพูดแล้วเข้ามากอดฉันเอาไว้หลวมๆ ทุกๆครั้งที่ฉันเสียใจ ก็มีแต่มันคนเดียวนี่แหละที่คอยปลอบใจฉัน มันเป็นเพื่อนที่ดีมากๆคนนึงเลยแหละ

    ฉันกับมันคบกันมานี่ก็เข้าปีที่4แล้ว เราสองคนรู้จักกันเพราะพี่ปาล์มมือกลองเป็นคนชักชวนเราสองคนเข้ามาร่วมวง ด้วยความที่ฉันกับมันอายุเท่ากัน เรียนจบคณะเดียวกัน มันก็เลยทำให้เราสองสนิทกันไวขึ้น

    "ฮึก...ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้วแก ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงจริงๆ"

    "ในเมื่อแกกับพี่คริสรักกัน แกก็ต้องสู้สิวะ"

    "ฉันสู้จนจะหมดแรงอยู่แล้ว สามปีที่ผ่านมาแกก็รู้นี่ว่าฉันต้องเจอกับปัญหาอะไรมาบ้าง"

    "ปัญหานี้ใช่มั้ย ที่ฉันถามแต่แกไม่เคยตอบเลย"

    "ฮึก...ฉันไม่อยากสู้ต่อแล้วหวะ ฉันเหนื่อย" ฉันบอกมันออกไปอย่างกับคนใกล้หมดแรงเต็มที

    "แกเก่งจะตาย สู้มาขนาดนี้แล้ว พยายามต่อไปสิวะ รักกันซะอย่าง พิสูจน์ให้ที่บ้านโน้นเห็นไปเลยว่าแกสองคนรักกันแค่ไหน"

    "ฉันไม่อยากสู้แล้ว...ฉันเหนื่อย ฉันเหนื่อยมากจริงๆ..."

บทก่อนหน้า
บทถัดไป