บทที่ 3 บังคับแต่งงาน
“คำขอโทษเอาที่ดินแปลงนั้นกลับมาได้ไหม”
“ไม่ได้ค่ะ”
“ทำให้พันธมิตรที่เริ่มลังเลกลับมาเชื่อใจเราได้หรือเปล่า”
หญิงสาวส่ายหน้า
“แต่พริมจะรับผิดชอบเองค่ะ” เธอรวบรวมเรี่ยวแรงเงยหน้าขึ้น “พริมจะติดต่อพันธมิตรทุกคน ปรับแผนโครงการใหม่ แล้วหาที่ดินแปลงอื่น ต่อให้ต้องเริ่มต้นใหม่ พริมก็จะทำ”
เจ้าสัวธนินท์มองลูกสาวนิ่ง ความแข็งกร้าวในแววตาผ่อนลงเล็กน้อย
“อย่างน้อยแกก็ยังจำได้ว่าตัวเองเป็นผู้บริหาร ไม่ใช่ผู้หญิงที่ทำได้แค่นั่งร้องไห้เพราะถูกผู้ชายทิ้ง”
ถ้อยคำนั้นเจ็บปวด แต่พริมาไม่ยอมหลบตาอีก
“เรื่องงานพริมยอมรับว่าผิด และพร้อมรับผิดชอบค่ะ แต่เรื่องลูก พริมขอเป็นคนตัดสินใจเอง”
สายตาของเจ้าสัวเลื่อนไปยังแท่งตรวจครรภ์
“แกคิดจะทำอย่างไร”
“พริมจะเก็บเขาไว้ค่ะ”
คำตอบหลุดออกมาโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
ตั้งแต่เห็นสองขีดบนแท่งตรวจ พริมายังมีทั้งความกลัว ความสับสน และความเสียใจ แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นคงขึ้นทุกขณะ คือเด็กคนนี้ไม่มีความผิด
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พริมจะเลี้ยงลูกเอง”
“ฉันไม่ได้คิดจะให้แกทำอย่างอื่น”
พริมาชะงัก “ป๊าจะไม่บังคับให้พริมเอาเด็กออกใช่ไหมคะ”
สีหน้าของเจ้าสัวธนินท์เปลี่ยนไปทันที
“ฉันเคยพูดคำระยำพรรค์นั้นหรือยัง”
“ป๊าพูดถึงเด็กเหมือนเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ”
“เด็กบริสุทธิ์ไม่ใช่ความเสี่ยง ไอ้พ่อสารเลวของมันต่างหากที่เป็นปัญหา”
คำตอบนั้นทำให้ความหนักอึ้งในอกของพริมาคลายลงเล็กน้อย
อย่างน้อยท่ามกลางความเย็นชา บิดาก็ยังยอมรับชีวิตซึ่งกำลังเติบโตอยู่ในตัวเธอ
“เพราะเด็กคนนี้เป็นหลานของฉัน ฉันถึงต้องป้องกันก่อนที่กวินจะรู้เรื่อง”
“ป๊าคิดว่าเขาจะทำอะไรคะ”
“ฉันยังไม่รู้ แต่ครอบครัวนั้นกำลังสร้างภาพครอบครัวสมบูรณ์แบบเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง เด็กในท้องแกจะกลายเป็นหลักฐานว่ากวินนอกใจภรรยา พวกมันไม่มีวันปล่อยให้เรื่องนี้เปิดเผยง่ายๆ”
พริมายกมือปกป้องหน้าท้องโดยไม่รู้ตัว
“ถ้ากวินรู้ว่าเด็กเป็นลูกเขา…”
“มันอาจปฏิเสธ อาจใช้ข่าวโจมตีแก หรืออาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดาในภายหลัง เราไม่รู้ว่ามันจะเลือกทางไหน”
“แต่เขาไม่มีสิทธิ์เดินเข้ามาแย่งลูกไปจากพริมทันทีนะคะ”
“ใช่ มันทำไม่ได้ทันที” เจ้าสัวตอบ “แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ใช้เงิน อิทธิพล และสื่อในมือกดดันแก”
พริมานิ่งคิด ก่อนเอ่ยอย่างหนักแน่น
“ถ้าเขาทำ พริมจะสู้ค่ะ”
“ฉันรู้ว่าแกจะสู้”
น้ำเสียงของบิดาอ่อนลงเล็กน้อย
“แต่ฉันจะไม่ปล่อยให้แกยืนอยู่ตรงนั้นตามลำพัง”
ประโยคนั้นเกือบทำให้พริมารู้สึกอบอุ่น หากเจ้าสัวธนินท์ไม่ได้กล่าวต่อว่า
“แกต้องแต่งงาน”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นทันที
“อะไรนะคะ”
“จดทะเบียนสมรสให้ถูกต้อง แล้วประกาศต่อสังคมว่าแกมีสามีอยู่ก่อนข่าวพวกนี้จะถูกปล่อยออกมา”
“ป๊าบ้าไปแล้ว พริมจะไปแต่งงานกับใคร พริมไม่มีแม้แต่แฟน!”
“ฉันเตรียมคนไว้แล้ว”
พริมาจ้องบิดาอย่างไม่เชื่อหู
“ป๊าเตรียมผู้ชายไว้ให้พริมแต่งงาน ทั้งที่เพิ่งรู้ว่าพริมกำลังท้องอย่างนั้นหรือคะ”
“ฉันเตรียมแผนรับมือข่าวฉาวไว้ตั้งแต่รู้เรื่องกวิน ส่วนเรื่องเด็กทำให้ต้องเร่งทุกอย่างให้เร็วขึ้น”
“นี่ชีวิตพริมนะคะ ไม่ใช่โครงการบริษัทที่ป๊าจะเรียกประชุมแล้วเปลี่ยนแผนเมื่อไรก็ได้!”
“อีกเก้าวันเราจะเริ่มโรดโชว์พบกลุ่มนักลงทุน บริษัทเตรียมเรื่องนี้มาสามปี ถ้าภาพของแกกับกวินถูกปล่อยออกไปพร้อมข่าวข้อมูลโครงการรั่ว ฝั่งนั้นจะสร้างเรื่องว่าแกตั้งใจเอาความลับไปแลกกับความสัมพันธ์”
“พริมจะแถลงข่าวว่าถูกหลอกค่ะ”
“แล้วแกพร้อมประกาศเรื่องเด็กด้วยหรือเปล่า”
คำถามนั้นทำให้พริมาเงียบลง
“ต่อให้แกพูดความจริง ก็ไม่มีหลักฐานว่าแกไม่รู้เรื่องที่มันแต่งงานแล้ว” เจ้าสัวกล่าวต่อ “แต่ถ้าแกมีสามีอยู่ก่อนข่าวถูกปล่อย เราจะมีเวลาควบคุมสถานการณ์ ปกป้องชื่อเสียงของแก และซ่อนเรื่องเด็กจนกว่าจะพร้อม”
“ด้วยการสร้างเรื่องโกหกเรื่องใหม่ขึ้นมากลบเรื่องเก่าอย่างนั้นหรือคะ”
“ด้วยการเลือกความเสียหายที่น้อยที่สุด”
“แล้วผู้ชายคนนั้นล่ะคะ เขาเต็มใจหรือเปล่า”
“ฉันยื่นข้อเสนอให้พิจารณาแล้ว”
“ข้อเสนออะไร”
“ฉันชำระหนี้ให้ แลกกับการแต่งงานกับแกและทำหน้าที่สามีตามระยะเวลาที่กำหนด”
ความเย็นแล่นผ่านร่างของพริมา
“ป๊าจะใช้เงินซื้อเขาหรือคะ”
“มันเรียกว่าการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์”
“ในความหมายของป๊าอาจใช่ แต่ในความหมายของคนทั่วไป นี่คือการเอาเงินบีบบังคับคนที่กำลังเดือดร้อน”
“คนเรามีทางเลือกเสมอ”
“ถ้าเขากำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เขายังมีทางเลือกจริงหรือคะ”
เจ้าสัวธนินท์ไม่ตอบ
ความเงียบนั้นยืนยันว่าพริมาคาดเดาไม่ผิด
“พริมไม่แต่งค่ะ”
“แกยังไม่รู้จักมันด้วยซ้ำ”
“เพราะไม่รู้จักนี่แหละค่ะ พริมถึงแต่งไม่ได้”
“แกไม่จำเป็นต้องรัก”
“ชีวิตแต่งงานไม่ใช่สัญญาว่าจ้างที่หมดอายุแล้วต่างคนต่างแยกย้าย”
“สำหรับสถานการณ์นี้ มันเป็นได้”
พริมากำมือแน่น ความเสียใจถูกแทนที่ด้วยความโกรธ
“ป๊าไม่มีสิทธิ์เอาชีวิตพริมไปประเคนให้ใคร เพื่อรักษาราคาหุ้นหรือชื่อเสียงของบริษัท”
“แล้วตอนที่แกเอาข้อมูลบริษัทไปประเคนให้กวิน แกเคยคิดถึงพนักงานที่ทำงานให้เราหลายพันคนหรือเปล่า”
คำย้อนนั้นทำให้เธอชะงัก
“ป๊ากำลังลงโทษพริม”
“ฉันกำลังช่วยชีวิตแกกับลูก”
“นี่ไม่ใช่การช่วย มันคือการบังคับ!”
“ถ้าฉันปล่อยให้แกตัดสินใจทุกอย่างด้วยอารมณ์เหมือนที่ผ่านมา แกคงไม่เดินมาถึงจุดนี้หรอกหรือ”
พริมารู้ว่าตัวเองทำผิด แต่การถูกบิดาใช้ความผิดนั้นเป็นโซ่ล่ามชีวิต ทำให้ความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นแรงต่อต้าน
“ป๊าเคยถามพริมบ้างไหมคะ ว่าพริมต้องการอะไร”
“แล้วตอนนี้แกต้องการอะไร”
“เวลา” เธอตอบทันที “พริมเพิ่งรู้ว่าถูกคนรักหลอก เพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังท้อง และเพิ่งรู้ว่าความผิดพลาดของพริมทำให้บริษัทเสียหาย พริมต้องการเวลาคิด ไม่ใช่สามีที่ป๊าเลือกมาให้ภายในวันเดียว”
“เราไม่มีเวลามากขนาดนั้น”
“แต่นี่คือชีวิตของพริม”
“และอีกชีวิตหนึ่งที่แกต้องรับผิดชอบ”
ถ้อยคำนั้นทำให้พริมาพูดไม่ออก
เจ้าสัวธนินท์รวบรวมภาพถ่ายกับเอกสารกลับเข้าไปในซอง ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา
“พรุ่งนี้เก้าโมง เขาจะมาที่นี่”
“ต่อให้มา พริมก็ไม่คุย”
“แกควรคุย เพราะชีวิตของมันไม่ได้มีทางเลือกมากไปกว่าแกนัก”
“เขาเป็นใครคะ”
ชายสูงวัยเดินไปถึงประตู แต่ยังไม่ยอมตอบทันที
“ชื่อฐานทัพ”
ชื่อที่ไม่คุ้นหูทำให้พริมาขมวดคิ้ว
“ทำงานอะไรคะ”
“นักมวย”
“นักมวย?”
