บทที่ 5 หมาจนตรอก
ค่ายมวยศิษย์ครูเดชไม่ใช่เพียงที่ดินหรืออาคารเก่าๆ แต่มันคือบ้านที่พ่อของเขาสร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรง เป็นสถานที่ซึ่งรับเด็กไม่มีที่ไปเข้ามาฝึกมวย ให้อาหาร ให้ที่นอน และสอนให้พวกมันมีทางเลือกอื่นนอกจากยาเสพติดกับอาชญากรรม
หากค่ายถูกยึด เด็กเหล่านั้นอาจต้องแยกย้ายกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม
“เรายังเหลืออะไรขายได้อีกไหมครู”
“ขายไปเกือบหมดแล้ว รถคันเก่าของพ่อมึงก็ขายไม่ได้ราคา ส่วนที่ดินหลังค่ายติดจำนองรวมอยู่ในสัญญา”
ครูเสกหยุด ก่อนถามอย่างลังเล
“เรื่องเงินห้าแสนที่เสี่ยชาญเสนอ…”
“ไม่ต้องพูดถึงมันอีก”
“ข้าไม่ได้จะบอกให้มึงล้มมวย แต่…”
“พ่อเคยสอนเราไว้ยังไง ครูจำไม่ได้หรือ”
ครูเสกถอนหายใจ “จำได้”
“ถ้าผมยอมล้มวันนี้ ต่อให้รักษาค่ายเอาไว้ได้ เด็กในค่ายจะเหลืออะไรให้เชื่ออีก”
ครูมวยวัยเก๋าไม่พูดต่อ เขาตบบ่าลูกศิษย์เบาๆ ก่อนลุกไปหยิบอุปกรณ์ทำแผล
ฐานทัพเอนหลังพิงผนัง หลับตาลงเพียงครู่เดียว ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้แล่นไปทั่วร่าง แต่ยังไม่ทันได้พัก เจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันก็วิ่งเข้ามาหยุดตรงประตู
“คุณฐานทัพ มีคนต้องการพบครับ”
“ใคร”
ชายคนนั้นบุ้ยใบ้ไปทางรถยนต์สีดำซึ่งจอดรออยู่ด้านนอก
“คนของเจ้าสัวธนินท์ครับ ท่านให้มารับคุณไปพบ”
ฐานทัพขมวดคิ้ว
ชื่อของเจ้าสัวธนินท์เป็นที่รู้จักทั้งในวงการธุรกิจและวงการมวย บริษัทในเครือของชายผู้นั้นถือสัญญาหนี้ของค่ายศิษย์ครูเดชอยู่ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฐานทัพเคยติดต่อเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ ไม่เคยพบผู้บริหารระดับสูงด้วยตัวเอง
“ไม่ไป”
เขาปฏิเสธโดยไม่เสียเวลาคิด
“ท่านบอกว่าเกี่ยวกับหนี้ของค่ายครับ”
เท้าที่กำลังก้าวออกจากห้องหยุดลง
“เกี่ยวอย่างไร”
“ผมไม่ทราบครับ ท่านกำชับให้เรียนคุณว่า ถ้าอยากรักษาค่ายไว้ ควรไปฟังข้อเสนอด้วยตัวเอง”
ฐานทัพหันไปมองครูเสก
ชายวัยกลางคนไม่ได้ออกความเห็น แต่แววตากังวลบอกชัดว่าอยากให้เขาไป
“รอผมล้างหน้าก่อนได้ไหม”
“รถรออยู่ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็รอไป”
ฐานทัพคว้ากระเป๋าเสื้อผ้า เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ไม่ถึงสิบนาทีเขาก็กลับออกมาในเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนตัวเดิม ใบหน้าสะอาดขึ้นเล็กน้อย แต่รอยเลือด แผลแตก และรอยช้ำยังเห็นชัดเจน
“ถ้าเกิดอะไรขึ้น โทรหาข้านะทัพ” ครูเสกกำชับ
“เจ้าสัวคงไม่ฆ่าผมหมกคฤหาสน์หรอกครู”
“ปากดีไว้เถอะมึง”
ฐานทัพยิ้มบางๆ ก่อนก้าวขึ้นรถยนต์คันหรูด้วยสภาพซึ่งไม่เข้ากับเบาะหนังราคาแพงแม้แต่น้อย
ตลอดการเดินทาง เขานั่งมองทิวทัศน์ข้างทางเปลี่ยนจากชุมชนแออัดเป็นย่านที่พักอาศัยหรูหรา ยิ่งรถแล่นลึกเข้าไปในอาณาจักรของเจ้าสัวธนินท์ เขายิ่งรู้สึกว่าตนเองกำลังก้าวเข้าสู่โลกที่ไม่ควรมีส่วนเกี่ยวข้อง
รถจอดหน้าอาคารสำนักงานส่วนตัวซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่คฤหาสน์ พนักงานในชุดสูทมองบาดแผลบนใบหน้าของเขาอย่างตกใจ แต่ฐานทัพไม่สนใจ
เขาเดินตามเลขาฯ เข้าไปในห้องทำงานกว้าง เจ้าสัวธนินท์นั่งรออยู่หลังโต๊ะไม้ ด้านหน้ามีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่
“เพิ่งชกเสร็จ?”
เจ้าสัวถามพลางมองบาดแผลบนใบหน้า
“เห็นสภาพแล้วคิดว่าผมเพิ่งไปเดินห้างมาหรือครับ”
ฐานทัพย้อนถามอย่างไม่เกรงกลัว
ชายสูงวัยไม่ได้ถือสา เขาเพียงเลื่อนแฟ้มเอกสารมาตรงหน้า
“พรุ่งนี้บริษัทจะเริ่มดำเนินการยึดทรัพย์ค่ายมวยของแก”
ฐานทัพเปิดแฟ้ม ตัวเลขยอดหนี้กับหนังสือแจ้งผิดนัดปรากฏอยู่บนกระดาษ
“ยอดค้างชำระสองล้าน แกหาได้หรือยัง”
“ถ้าหาได้ ผมคงไม่ต้องขึ้นชกจนหน้าแหกแบบนี้”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันมีข้อเสนอ”
ฐานทัพปิดแฟ้มแล้วเงยหน้าขึ้น
“ว่ามา”
“แต่งงานกับลูกสาวฉัน แล้วหนี้ทั้งหมดของค่ายจะถูกชำระ”
ความเงียบตกลงกลางห้อง
ฐานทัพจ้องหน้าคนพูดอยู่หลายวินาที ก่อนหัวเราะออกมาอย่างไม่เชื่อหู
“ผมเพิ่งโดนต่อยหัวมา แต่ไม่น่าจะหนักถึงขั้นฟังภาษาคนผิดนะ”
“แกฟังไม่ผิด”
“คุณกำลังจะใช้หนี้สิบล้านซื้อผมไปเป็นลูกเขย?”
“ฉันกำลังเสนอสิ่งที่แกต้องการ แลกกับสิ่งที่ฉันต้องการ”
“แล้วลูกสาวคุณรู้เรื่องนี้หรือยัง”
“รู้”
“เธอยอม?”
เจ้าสัวธนินท์นิ่งไปเล็กน้อย
“ยัง”
คำตอบนั้นทำให้ฐานทัพแค่นหัวเราะ
“งั้นคุณก็กำลังจะบังคับทั้งผมทั้งลูกสาวพร้อมกันเลยสิ”
“ไม่มีใครบังคับแก ถ้าไม่ต้องการก็เดินออกไป ค่ายของแกจะถูกยึดตามขั้นตอน”
ฐานทัพกรามกระตุก เขาเกลียดวิธีพูดของคนตรงหน้า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือความจริง
“ทำไมต้องเป็นผม”
“แกไม่มีครอบครัว ไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่ติดการพนัน และไม่เคยมีข่าวชู้สาว ที่สำคัญ แกมีสิ่งที่ต้องรักษา”
“คุณสืบเรื่องผมมาหมดแล้วสินะ”
“ฉันไม่ทำธุรกิจกับคนที่ไม่รู้จัก”
“แล้วลูกสาวคุณมีปัญหาอะไร ถึงต้องเอาเงินสิบล้านมาล่อผู้ชายไปแต่งงานด้วย”
เจ้าสัวธนินท์จ้องเขานิ่ง ก่อนเลื่อนภาพข่าวบนแท็บเล็ตมาตรงหน้า
ภาพหญิงสาวหน้าตาสะสวยปรากฏอยู่เคียงข้างชื่อของกวิน ทายาทนักธุรกิจซึ่งกำลังเป็นข่าวฉาวทั่วโลกออนไลน์
“เธอถูกผู้ชายมีครอบครัวหลอก และกำลังตั้งครรภ์ลูกของมัน”
ฐานทัพมองภาพอยู่ครู่หนึ่ง
“เธอรู้หรือเปล่าว่ามันมีเมีย”
“เธอยืนยันว่าไม่รู้”
“แล้วคุณเชื่อ?”
“ลูกสาวฉันอาจตัดสินใจโง่ แต่ไม่ใช่คนชั่ว”
ฐานทัพเลื่อนแท็บเล็ตกลับคืน
“คุณต้องการให้ผมรับเด็กเป็นลูก?”
“ในสายตาสังคม แกจะเป็นสามีและพ่อของเด็ก อยู่ในสถานะนั้นอย่างน้อยสองปี หลังจากครบกำหนด พวกแกจะหย่ากันหรืออยู่ต่อ ฉันไม่บังคับ”
“ส่วนผมได้ค่ายคืน”
“พร้อมเอกสารปลอดภาระหนี้”
ข้อเสนอวางอยู่ตรงหน้า ง่าย ชัดเจน และโหดร้าย เพียงจรดลายเซ็น เขาจะรักษาค่ายซึ่งพ่อสร้างเอาไว้ได้ เด็กสิบกว่าคนจะยังมีบ้าน ครูเสกไม่ต้องแก่ตายอยู่ข้างถนน และเขาไม่ต้องขึ้นชกจนร่างกายพังเพื่อหาเงินจ่ายดอกเบี้ยอีก
แต่ราคาของมันคือชีวิตสองปี รวมถึงการรับบทเป็นพ่อของเด็กซึ่งเกิดจากผู้ชายที่เขาไม่เคยรู้จัก
“ถ้าผมปฏิเสธ?”
“พรุ่งนี้เจ้าหน้าที่จะเข้าควบคุมพื้นที่ค่าย”
ฐานทัพก้มมองแฟ้มเอกสาร
เขาไม่ยอมล้มมวยเพื่อเงินห้าแสน เพราะไม่ต้องการขายศักดิ์ศรีของพ่อ แต่ตอนนี้เงินสิบล้านกำลังถูกใช้ซื้ออิสรภาพของเขาทั้งชีวิต
ต่างกันเพียงครั้งนี้ สิ่งที่วางเดิมพันไม่ได้มีแค่ชื่อเสียงของตัวเอง
“ผมยังไม่ตกลง”
