บทที่ 6 เจ้าสาวที่ไม่ได้เลือกเอง
เจ้าสัวธนินท์เลิกคิ้ว
“แต่ผมจะไปพบลูกสาวคุณ”
“เพื่ออะไร”
“ผมต้องได้ยินจากปากเธอว่าเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างไร และต้องรู้ว่าเธอคิดจะใช้ชีวิตร่วมกับผมได้จริงหรือเปล่า”
“พรุ่งนี้เก้าโมง คนของฉันจะไปรับ”
ฐานทัพลุกขึ้น ก่อนหยิบแฟ้มหนี้มาถือไว้
“ผมจะมาเอง”
“แกไม่กลัวว่าจะเปลี่ยนใจระหว่างทางหรือ”
ชายหนุ่มมองเจ้าสัวธนินท์ตรงๆ
“ถ้าผมตัดสินใจแล้ว ต่อให้ใครเอาเชือกมาลากก็เปลี่ยนไม่ได้”
เขาวางแฟ้มคืนบนโต๊ะ
“แต่จำไว้ก่อนนะเจ้าสัว การที่ผมยอมไปพบลูกสาวคุณ ไม่ได้แปลว่าผมยอมให้คุณซื้อ”
ฐานทัพเดินออกจากห้องทำงานด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง
นอกอาคาร แสงไฟจากคฤหาสน์ส่องสว่างไปทั่วพื้นที่ แต่กลับไม่ช่วยให้เขามองเห็นทางข้างหน้าชัดขึ้นเลย
พรุ่งนี้เขาจะต้องพบพริมา ซีอีโอสาวผู้มีผู้ติดตามนับล้าน คุณหนูเพียงคนเดียวของเจ้าสัวธนินท์ และผู้หญิงซึ่งกำลังตั้งครรภ์ลูกของชายอื่น
ฐานทัพไม่รู้ว่าหล่อนจะมีนิสัยอย่างไร เขารู้เพียงว่า หากเธอเป็นคุณหนูเอาแต่ใจ ชอบดูถูกคน หรือคิดใช้เงินซื้อศักดิ์ศรีเขาเหมือนบิดา ต่อให้ต้องเสียค่ายมวย เขาก็จะหันหลังเดินออกมาเอง
พริมาแทบไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน ทันทีที่หลับตา ภาพกวินโอบเอวภรรยาก็ย้อนกลับเข้ามา ตามด้วยข้อความสั้นๆ ที่เขาส่งมาเหมือนต้องการลบเธอออกจากชีวิต
อย่าติดต่อวินอีก ช่วงนี้ครอบครัววินกำลังมีข่าวดี
วินไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด
ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีคำอธิบาย และไม่มีแม้แต่คำถามว่าเธอเป็นอย่างไร
พริมานั่งขดตัวอยู่บนโซฟาข้างหน้าต่าง โทรศัพท์ถูกวางคว่ำไว้บนโต๊ะ หลังจากเก็บสำเนาบทสนทนาและหลักฐานทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว เธอไม่เปิดดูข่าวอีก แต่ยังได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของสาวใช้ด้านนอกเป็นระยะ
ข่าวของกวินยังคงลุกลาม
ส่วนผู้ชายอีกคนซึ่งบิดาเลือกมาเป็นสามี กำลังเดินทางมาที่นี่
ฐานทัพ
เจ้าของค่ายมวยซึ่งติดหนี้สิบล้านบาท และอาจยอมแต่งงานกับผู้หญิงตั้งครรภ์เพียงเพื่อรักษาทรัพย์สินของตัวเอง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ
“คุณพริมคะ ป้าขอเข้าไปนะคะ”
ป้าจันทร์เปิดประตูเข้ามาพร้อมถาดอาหารเช้า บนถาดมีขนมปังปิ้ง ผลไม้ และนมอุ่น แต่เพียงได้กลิ่น พริมาก็ต้องเบือนหน้าหนี
หญิงวัยกลางคนรีบวางถาดลง ก่อนเดินเข้ามานั่งใกล้ๆ
“ยังคลื่นไส้อยู่หรือคะ”
“ค่ะ พริมกินอะไรไม่ลง”
“อย่างน้อยลองจิบนมสักหน่อยนะคะ ท้องว่างนานๆ จะยิ่งไม่สบาย”
ป้าจันทร์ยื่นแก้วนมให้ พริมารับมาถือไว้ แต่ไม่ได้ยกขึ้นดื่ม
“เขามาแล้วหรือคะ”
คนถูกถามชะงักเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า
“มาถึงเมื่อครู่นี้ค่ะ”
“มากับใคร”
“มาคนเดียวค่ะ”
พริมาก้มมองของเหลวสีขาวในแก้ว ความโกรธขุ่นมัวขึ้นมาแทนความอ่อนล้า
“บอกป๊าว่าพริมไม่ลงไป”
“แต่คุณผู้ชายกำชับว่า...”
“พริมไม่ลงไปค่ะ”
น้ำเสียงเด็ดขาดทำให้ป้าจันทร์ถอนหายใจ
“ลงไปพบเขาสักหน่อยเถอะนะคะ อย่างน้อยก็ไปฟังว่าเขาคิดอย่างไร”
“ผู้ชายที่ยอมเอาชีวิตตัวเองมาแลกกับเงินสิบล้านจะคิดอะไรได้คะ นอกจากเรื่องเงิน”
“เราอาจยังไม่รู้เหตุผลทั้งหมดของเขา”
“ไม่ว่าเหตุผลอะไร สุดท้ายเขาก็ยอมให้ป๊าใช้เงินซื้ออยู่ดี”
ป้าจันทร์มองหญิงสาวด้วยความอาทร
“บางครั้งคนเรายอมเสียศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพราะเห็นแก่ตัวเอง แต่อาจเป็นเพราะกำลังปกป้องสิ่งอื่นก็ได้นะคะ”
พริมานิ่งไป แต่ยังไม่ยอมเปลี่ยนใจ
“พริมไม่มีอะไรจะพูดกับเขาค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นป้าจะลงไปเรียนคุณผู้ชายให้”
ป้าจันทร์ลุกขึ้น ก่อนวางมือลงบนไหล่เธอเบาๆ
“แต่อย่าปิดประตูใส่ทุกคนเพียงเพราะถูกผู้ชายคนหนึ่งทำร้ายนะคะ คุณพริมอาจกำลังผลักคนที่ไม่ได้ทำผิดออกไปด้วย”
หญิงสาวไม่ตอบ
หลังจากป้าจันทร์ออกจากห้อง ความเงียบกลับเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง พริมาวางแก้วนมลงบนโต๊ะ ก่อนหันไปมองนอกหน้าต่าง
เธอไม่อยากพบฐานทัพ ไม่อยากเห็นหน้าผู้ชายที่กำลังชั่งใจว่าจะขายอิสรภาพของตัวเองเพื่อเงินก้อนโตหรือไม่ และยิ่งไม่อยากเป็นภาระซึ่งถูกส่งมอบให้เขาพร้อมเด็กในท้อง
ผ่านไปไม่ถึงห้านาที เสียงฝีเท้าหนักก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก
ก๊อก! ก๊อก!
พริมายังไม่ทันตอบ บานประตูก็ถูกผลักเปิด
ชายร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องอย่างไม่รีบร้อน เสื้อยืดสีดำพอดีตัวเผยให้เห็นช่วงไหล่กว้างกับรูปร่างแข็งแรง กางเกงยีนสีเข้มมีรอยซีดตามการใช้งาน เหนือคิ้วซ้ายมีผ้าปิดแผลซึ่งซ่อนรอยเย็บเอาไว้ไม่มิด ส่วนรอยช้ำตรงโหนกแก้มกับมุมปากยิ่งทำให้ใบหน้าคมเข้มดูดุดันกว่าคนทั่วไป
ดวงตาของเขากวาดมองเธอครั้งหนึ่ง ก่อนเลื่อนไปสำรวจห้องนอนกว้างราวกับเข้ามาตรวจสถานที่
พริมาตั้งสติแล้วลุกขึ้น
“คุณเป็นใคร”
ชายหนุ่มหันกลับมามอง
“ถ้าบ้านนี้ไม่ได้นัดช่างซ่อมท่อหรือคนส่งแก๊สเอาไว้ ผมก็คงเป็นผู้ชายที่พ่อคุณเรียกมาดูตัวนั่นแหละ”
คำตอบทำให้พริมาหน้าตึง
“ใครอนุญาตให้คุณเข้ามาในห้องฉัน”
“พ่อคุณ”
“แต่ฉันเป็นเจ้าของห้อง และฉันยังไม่ได้อนุญาต”
“ผมเคาะแล้ว”
“ฉันยังไม่ได้บอกให้เข้ามา!”
“ถ้ารอให้คุณหนูอย่างคุณเอ่ยปากเชิญ ผมคงต้องยืนจนแผลหายแล้วค่อยกลับค่าย”
“ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปตอนนี้เลยค่ะ”
“เพิ่งมาถึงก็ไล่กันแล้ว ใจคอจะไม่ให้แขกได้นั่งพักหายใจก่อนหรือไง”
“ฉันไม่ได้เชิญคุณมา คุณจึงไม่ใช่แขกของฉัน”
ฐานทัพพยักหน้ารับช้าๆ
“จริง ผมเป็นแขกของพ่อคุณ ส่วนสำหรับคุณ…” เขาเว้นจังหวะ มองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “คงมีสถานะใกล้เคียงกับสินค้าทดลองใช้”
“หยาบคาย!”
“ผมกำลังพูดตามวิธีที่บ้านคุณทำกับผมอยู่”
เขาเดินเข้าไปใกล้หน้าต่าง มองรอบห้องแล้วผิวปากเบาๆ
“ห้องกว้างดีนะ พื้นที่แค่นี้ให้เด็กในค่ายผมมานอนเรียงกันได้เกือบหมด”
“คุณไม่มีสิทธิ์วิจารณ์ห้องของฉัน”
“ยังไม่ได้วิจารณ์ แค่ประเมินพื้นที่ เผื่อแต่งกันแล้วพ่อคุณจับผมย้ายเข้ามาอยู่”
“ไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ”
“ดี”
คำตอบรวดเร็วทำให้พริมาชะงัก
ฐานทัพหันกลับมาเผชิญหน้า
“ผมเองก็ไม่มีความคิดจะทิ้งค่าย แล้วย้ายมาเกาะชายกระโปรงเมียกินเหมือนกัน”
“อย่าเรียกฉันว่าเมีย”
“ผมยังไม่ได้เรียก แค่ซ้อมใช้คำไว้ก่อน เผื่อพรุ่งนี้ต้องใช้จริงจะได้ไม่กัดลิ้นตัวเองตาย”
“คุณไม่จำเป็นต้องซ้อม เพราะฉันจะไม่แต่งงานกับคุณ”
“บังเอิญจัง”
เขายกมุมปาก
“ผมเองก็ยังไม่ได้ตอบตกลงว่าจะแต่งกับคุณเหมือนกัน”
พริมานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนถามอย่างระแวง
“ถ้าอย่างนั้นคุณมาที่นี่ทำไม”
“มาดู”
