บทที่ 9 ว่าที่ภรรยา
“คุยที่นี่ก็ได้ครับ” ฐานทัพตอบ “คุณพริมหน้าซีด เดินขึ้นลงมากเดี๋ยวเป็นลม”
พริมาหันไปมองเขา
“ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
“เมื่อกี้ใครยืนมือสั่นอยู่ ถ้าไม่อยากให้พูดก็รีบนั่ง”
น้ำเสียงเหมือนออกคำสั่ง แต่เหตุผลนั้นทำให้เจ้าสัวธนินท์ยอมพยักหน้า เขาหันไปสั่งให้ป้าจันทร์เตรียมที่นั่งกับโต๊ะเพิ่มเติม
ไม่นานเอกสารหลายชุดก็ถูกวางเรียงบนโต๊ะกลาง ทนายความเปิดแฟ้มและเริ่มชี้แจง
“สัญญาฉบับนี้กำหนดระยะเวลาการสมรสขั้นต่ำสองปี หรือจนกว่าเด็กจะอายุครบหนึ่งปี แล้วแต่เงื่อนไขใดจะเกิดขึ้นภายหลังครับ”
“ข้อนี้ผมทราบแล้ว” ฐานทัพกล่าว “พูดเรื่องสำคัญเลยดีกว่า”
ทนายความชะงัก ก่อนเปิดไปยังหน้าถัดไป
“ภายในระยะเวลาดังกล่าว คุณฐานทัพกับคุณพริมาจะต้องพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน และแสดงตัวต่อสาธารณะในฐานะสามีภรรยา”
“บ้านไหนคะ” พริมาถาม
“ตามร่างเดิม คุณฐานทัพจะย้ายมาอยู่ที่คฤหาสน์ครับ”
“ผมไม่ย้าย”
ฐานทัพปฏิเสธทันที
เจ้าสัวธนินท์มองเขา “แกไม่มีสิทธิ์เลือก”
“ถ้าไม่มีสิทธิ์เลือก ก็ไม่ต้องแต่ง”
“ค่ายของแกกำลังจะถูกยึด”
“ผมรู้ ไม่ต้องย้ำทุกห้านาที”
“แล้วแกยังกล้าต่อรองกับฉัน?”
“คุณเป็นคนยื่นข้อเสนอ ผมก็มีสิทธิ์บอกว่าเอาหรือไม่เอา”
ฐานทัพนั่งตัวตรง
“ผมต้องดูแลค่ายเอง จะให้ทิ้งเด็กกับครูแก่ๆ ไว้ แล้วหอบเสื้อผ้ามาอยู่สบายในบ้านคุณ ผมทำไม่ได้”
“ฉันส่งผู้จัดการมืออาชีพเข้าไปดูแลแทนได้”
“ค่ายผมไม่ต้องการคนของคุณ”
“แล้วแกจะให้ทำอย่างไร”
ฐานทัพหันไปมองพริมา
“ถ้าจะแต่ง เธอต้องย้ายไปอยู่ค่ายกับผม”
“ฉันไม่ไปค่ะ”
เธอปฏิเสธแทบจะพร้อมกับเขา
“ถ้าคุณไม่ไป ผมก็ไม่มา”
“ค่ายของคุณมีสภาพอย่างไรฉันยังไม่รู้เลย ห้องน้ำสะอาดหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“มีน้ำใช้ มีประตูปิดได้ แต่ถ้าจะเอาอ่างแช่น้ำคงต้องหอบกะละมังไปเอง”
“ฉันไม่ได้ต้องการอ่างแช่น้ำ!”
“ดี จะได้ไม่เปลืองที่”
เจ้าสัวธนินท์ตบโต๊ะเบาๆ
“หยุดเถียงกัน”
ทั้งคู่เงียบลง แต่ยังมองหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
“พริมเป็นฝ่ายย้ายไปอยู่ค่าย” เจ้าสัวตัดสิน “ถ้าแกอยู่ที่นี่หลังแต่งงาน คนจะมองว่าไอ้ฐานทัพแต่งเข้าตระกูลเพื่อเงิน การย้ายไปอยู่กับมันจะทำให้เรื่องที่เราสร้างน่าเชื่อถือกว่า”
“ป๊ากำลังวางชีวิตพริมเหมือนวางแผนประชาสัมพันธ์อีกแล้วนะคะ”
“ฉันกำลังแก้ปัญหาที่แกมีส่วนสร้าง”
พริมาหันหน้าหนีด้วยความไม่พอใจ
ทนายความรีบพูดต่อก่อนที่พ่อลูกจะเริ่มเถียงกันอีก
“ส่วนค่าตอบแทน คุณฐานทัพจะได้รับการชำระหนี้ทั้งหมด พร้อมเงินเดือนในฐานะคู่สมรสเดือนละห้าแสนบาทครับ”
“ตัดเงินเดือนออก”
ทุกคนหันไปมองฐานทัพพร้อมกัน
“แกแน่ใจหรือ” เจ้าสัวถาม “ห้าแสนต่อเดือนไม่ใช่น้อย”
“ผมต้องการแค่ล้างหนี้ค่าย”
“แล้วค่าใช้จ่ายระหว่างอยู่ร่วมกับพริมา?”
“ต่างคนต่างจ่าย ผมหาเงินเลี้ยงตัวเองได้”
ฐานทัพมองพริมา
“ทรัพย์สินของเธอก็เป็นของเธอ ผมจะไม่แตะ”
“อย่างน้อยคุณก็ยังพูดเรื่องที่ฟังเข้าหูได้บ้าง” พริมาว่า
“ช่วยจดลงสัญญาด้วยนะครับ ว่าเธอเคยชมผมหนึ่งครั้ง”
“ฉันไม่ได้ชม”
“เมื่อกี้ใกล้เคียงมากแล้ว”
พริมาเลือกไม่เถียง เธอหันไปทางทนายความ
“ฉันขอเพิ่มเงื่อนไขของตัวเองค่ะ”
“เชิญครับ”
“เราต้องแยกห้องนอนกัน และคุณฐานทัพไม่มีสิทธิ์แตะต้องตัวฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต”
“ตกลง”
ฐานทัพตอบทันที
“ไม่มีปัญหาเลยหรือคะ”
“คุณอยากให้ผมต่อรองขอนอนห้องเดียวกันหรือไง”
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น!”
“งั้นก็ตกลงตามนี้ จะเสียงดังทำไม”
พริมาสูดหายใจ ก่อนพูดข้อต่อไป
“ตลอดเวลาที่เรายังจดทะเบียนกัน คุณห้ามพาผู้หญิงเข้าบ้านหรือก่อข่าวชู้สาว”
“คุณก็ต้องทำเหมือนกัน”
“ฉันไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้น”
“ผมก็ไม่รู้จักคุณมากพอจะเชื่อคำพูดลอยๆ เหมือนกัน ใส่ไว้ทั้งสองฝ่ายยุติธรรมดี”
เธอจำต้องพยักหน้า
“เรื่องการตั้งครรภ์กับการรักษา การตัดสินใจสุดท้ายต้องเป็นของฉัน”
“เรื่องร่างกายคุณ ผมไม่เถียง” ฐานทัพตอบ “แต่ถ้าเรื่องไหนมีผลต่อความปลอดภัยของเด็ก ผมต้องมีสิทธิ์ออกความเห็น”
“คุณเสนอความเห็นได้ แต่ห้ามสั่ง”
“ถ้าคุณทำอะไรอันตราย ผมไม่รับปากว่าจะพูดเพราะ”
“ปกติคุณก็ไม่เคยพูดเพราะอยู่แล้วนี่คะ”
“เห็นไหม คุณเริ่มเข้าใจผมแล้ว”
พริมากลอกตา ก่อนหันไปหาทนายความ
“ใส่ตามที่ตกลงค่ะ”
ฐานทัพยกมือขึ้นบ้าง
“ผมก็มีเงื่อนไข”
“ว่ามาค่ะ”
“ห้ามดูถูกคนในค่าย ห้ามพ่อคุณส่งคนเข้าไปสั่งงานโดยไม่ผ่านผม และห้ามไล่เด็กของผมออกไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร”
“ถ้ามีเรื่องไม่เหมาะสม ฉันต้องแจ้งคุณได้”
“แจ้งได้ ช่วยแก้ได้ แต่ห้ามเดินเข้าไปวันแรกแล้วทำตัวเป็นเจ้าของค่าย”
“ถ้าฉันเห็นอะไรสกปรกหรือไม่ปลอดภัย ฉันจะพูดค่ะ”
“พูดได้ แต่อย่าออกคำสั่งทุกคนเหมือนเป็นพนักงานโรงแรมของคุณ”
“ฉันเรียนด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรมมา ถ้ามีจุดไหนปรับปรุงแล้วช่วยสร้างรายได้ ฉันก็มีสิทธิ์เสนอ”
ฐานทัพมองเธออยู่ครู่หนึ่ง
“ถ้าช่วยจริงก็เอา แต่ถ้าจะเปลี่ยนค่ายผมเป็นรีสอร์ตห้าดาว ผมไม่เอา”
“ฉันยังไม่ทันเห็นสถานที่เลยค่ะ”
“แค่เห็นหน้าคุณ ผมก็ต้องระวังไว้ก่อน”
“ส่วนฉันแค่ฟังคุณพูด ก็เริ่มอยากเพิ่มเงื่อนไขห้ามกวนประสาทภรรยาแล้วค่ะ”
ฐานทัพหัวเราะ
“ข้อนั้นผมไม่เซ็น ทำไม่ได้จริง”
เจ้าสัวธนินท์ส่ายหน้า ก่อนหันไปสั่งทนายความ
“แก้สัญญาตามที่ตกลงทั้งหมด”
ทนายความพยักหน้า แล้วรวบรวมเอกสารไปจัดทำฉบับใหม่
ภายในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง พริมามองฐานทัพซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ผู้ชายคนนี้พูดจาปากร้าย นิสัยกวนประสาท และทำให้เธอโมโหได้แทบทุกประโยค
แต่เขาปฏิเสธเงินเดือนเดือนละห้าแสน ยืนยันว่าจะไม่แตะทรัพย์สินของเธอ และยอมรับทุกเงื่อนไขเกี่ยวกับร่างกายโดยไม่ต่อรอง
เขาอาจไม่ได้เป็นผู้ชายดีพร้อม
แต่ก็ดูไม่เหมือนคนเห็นแก่เงินอย่างที่เธอตัดสินไว้ในตอนแรก
ทนายความนำเอกสารฉบับแก้ไขกลับมาวางตรงหน้า พร้อมปากกาสองด้าม
“หากทั้งสองท่านตรวจสอบแล้วไม่มีข้อแก้ไขเพิ่มเติม สามารถลงนามได้เลยครับ”
เจ้าสัวธนินท์หันมองลูกสาว
“เซ็นเสีย เรื่องจะได้จบ”
พริมามองปากกา ก่อนเลื่อนสายตาไปยังโทรศัพท์บนโต๊ะ
ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่เธอต้องทำให้จบ ก่อนยอมลงชื่อผูกชีวิตกับผู้ชายซึ่งเพิ่งรู้จักกันไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
“พริมขอโทรหากวินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนค่ะ”
