บทที่ 4 ตัดพ้อ

ตอนที่ 4 ตัดพ้อ

ผมลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับคำถามในหัวว่าผมยังมีชีวิตอยู่ หรือเปล่า ผมรู้สึกปวดร้าวไปหมดทั้งตัวเหมือนตัวเองเป็นกระสอบทราย ที่ถูกเตะ ถูกต่อยจนน่วมไปทั้งตัว ผิดก็แต่ผมไม่ได้ถูกใครที่ไหนซ้อม แต่ผมถูกไอ้สัตว์นรกตัวนั้นมันข่มขืน ความรู้สึกครึ่งล่างของผมนั้นปวดระบมจนขยับแทบไม่ได้

ผมนอนมองเพดานห้องนิ่งๆ อยู่นานหลายนาที กว่าจะลำดับ ไล่เรียงเหตุการณ์ต่างๆ ได้ครบถ้วน ผมมองไปรอบตัว ปากคอแห้งผาก ไปหมด มือทั้งสองข้างของผมได้รับอิสระแล้ว หากแต่รอบๆ ข้อมือนั้น มีร่องรอยแดงช้ำและรอยครูดเป็นแผลจากการที่ผมดิ้นรนขัดขืน ผมลองกำฝ่ามือตัวเองช้าๆ มันรู้สึกเจ็บระบมไปหมด ห้องนอนกว้างเวลานี้มันว่างเปล่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากคนโชคร้ายอย่างผม

ผมลุกขึ้นจากเตียงนอนด้วยร่างอันเปลือยเปล่า ขาทั้งสองข้างสั่นจนแทบทรงตัวไม่อยู่เดินอย่างทุลักทุเลไปหยิบเอาเสื้อผ้าของตัวเองซึ่งมันกองอยู่บนโซฟาตัวหนึ่งใกล้ๆ เตียงนอน แล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำจัดการเปิดฝักบัวล้างคราบน้ำรักเหนียวๆ แห้งกรังนั้นออก รู้สึกถึงขาทั้งสองข้างซึ่งมันสั่นจนผมต้องยืนเอามือค้ำผนังกระจกห้องน้ำเอาไว้เพราะกลัวว่าตัวเองจะทรงตัวไม่อยู่แล้วล้มลงไปหัวฟาดพื้นตายเสียก่อน

ความรู้สึกมากมายไหลเข้ามาจู่โจมผม ทั้งสับสน เกลียดชัง หวาดกลัว เจ็บแค้น ผมไม่รู้จะระบายสิ่งที่มันอัดแน่นอยู่ภายในอกนั้นออกมาได้ยังไง แล้วอยู่ๆ สิ่งที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเป็นการแสดงออกซึ่งความรู้สึกลึกๆ ในใจของผม ทุกอย่างนั้นมันกลั่นออกมาเป็นแรงสะอื้นที่ผมสุดจะควบคุม ผมยืนร้องไห้ออกมาเงียบๆ อยู่ภายในห้องน้ำนั้นเพียงลำพัง

ภายในห้องอาบน้ำซึ่งกั้นด้วยกระจกใส ด้านข้างนั้นเป็นกระจกเงาบานใหญ่ มันสะท้อนให้เห็นร่างเปลือยเปล่าของผมซึ่งยับเยินเพราะน้ำมือคนกักขฬะ ไอ้คนป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรม คนระยำอย่างมัน

เนื้อตัวของผมมีแต่รอยจูบ รอยกัด เห็นเป็นรอยแดงๆ ห้อเลือดเต็มไปหมด นอกจากนี้ตรงโคนขาและหัวเข่า ยังมีร่องรอยเขียวช้ำขนาดใหญ่ ในโพรงปากนั้นแตกยับเป็นแผลเจ็บระบมไปทั่วปาก ริมฝีปากทั้งสองแตกบวมเจ่อจนขยับปากแทบไม่ได้

ผมก้มลงสำรวจความทุเรศและน่าสังเวชของตัวเอง อาการปวดตุ้บๆ ตรงช่องประตูหลังนั้นแล่นขึ้นมาหาผมอีกระลอก นอกจากสิ่งเหล่านี้จะเป็นร่องรอยบาดแผลทางกายที่มันทิ้งไว้ให้ผมแล้ว ยังสร้างรอยแผลลึกในใจให้กับผม สิ่งเหล่านี้มันเหมือนต้องการตอกย้ำซ้ำเติมความทรงจำอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อคืนนี้ได้อย่างโหดร้ายและทารุณยิ่งกว่าสิ่งใด

ผมเดินกลับออกมาหยิบเสื้อผ้าแล้วพยายามแต่งตัวด้วยความยากลำบาก ก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอน ผมหันไปมองสำรวจรอบๆ ห้องสูทอันแสนหรูหรานั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง ทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิม สภาพห้องกระจัดกระจาย กล่องถุงยางอนามัยขนาดใหญ่ซึ่งภายในมีซองถุงยางหลากสีหลายแบบเกือบร้อยซองมันยังวางอยู่ที่เดิม ซากซองถุงยางอนามัยซึ่งถูกฉีกใช้แล้วเกลื่อนพื้นไปหมดใครจะไปคิดว่าภายในห้องสูทสุดหรูหรานี้จะเป็นที่อยู่ของผีห่าซาตานอย่างมัน ไอ้คนที่ผมไม่รู้แม้กระทั่งชื่อ

“ไอ้สัด” ผมสบถด่าออกมาพร้อมกับนึกถึงหน้าไอ้เหี้ยเมื่อคืนนี้ แล้วรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาในใจ ผมเดินตรงไปเปิดประตูหน้าห้องเพื่อต้องการจะออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่เปิดยังไงก็เปิดไม่ได้ ไอ้ประตูห่านี่มันเปิดยังไงวะหรือว่าต้องใช้รหัสหรือต้องใช้คีย์การ์ด ผมหงุดหงิดงุ่นง่านอยากออกไปให้พ้นนรกนี่ใจจะขาดเพราะกลัวไอ้บ้านั่นกลับมาอีก ถ้ามันกลับมาแล้วทำเรื่องระยำๆ เหมือนเมื่อคืนกับผมอีกผมคงตายคามือมัน

“โทรศัพท์!”

ผมควานหาโทรศัพท์มือถือของตัวเองตามกระเป๋ากางเกงแต่ไม่มี ผมเดินลากสังขารตัวเองกลับไปในห้องนอนอีกครั้ง และเห็นโทรศัพท์ของผมวางอยู่ตรงหัวเตียงข้างหนึ่งตรงนั้นมีเช็คใบหนึ่งเขียนเอาไว้ให้ผม...หนึ่งแสนบาท

ผมนั่งจ้องกระดาษใบนั้นอยู่นาน นี่ผมกลายเป็นผู้ชายขายตัวไปแล้วเหรอวะ ถ้าผมรับเงินจากมันก็เท่ากับผมยอมรับว่าผมขายตัวใช่มั้ย แล้วถ้าผมไม่รับ ร่างกายผม จิตใจผมที่ถูกไอ้เหี้ยนั่นทำร้าย ใครจะชดเชยให้ผมล่ะ ผมควรทำยังไงดี

เอาเถอะถือว่าเงินนี่เป็นค่าหมอค่ายาที่ผมจะพาตัวเองไปหาหมอแล้วกัน ส่วนมันกับผมชาตินี้คงไม่มีวันโคจรกลับมาเจอกันอีก ผมเก็บเช็คใบนั้นใส่กระเป๋าเงิน แล้วเดินกลับไปที่หน้าประตูอีกครั้ง

กริ๊ก เสียงปลดล็อกประตูดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับบานประตูดีดตัวเปิดแง้มออกช้าๆ ผมหันมองไปรอบๆ ตัวด้วยความกลัว นี่มันแอบมองผมจากที่ไหนสักแห่งใช่หรือเปล่า ผมหันไปรอบห้องไม่รู้ว่ามันมีกล้องอยู่ตรงไหนหรือเปล่า แต่ผมยกนิ้วกลางชูมั่วๆ ไปในอากาศและหวังว่ามันจะเห็น

ผมหอบร่างกายอันสะบักสะบอมกลับมานอนซมอยู่ที่ อพาร์ทเม้นท์เล็กๆ ของผม ทันทีเมื่อผมกลับมาถึงห้อง ผมก็ทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วหลับจนเหมือนตาย ตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผมกลับมาจนข้ามมาช่วงเที่ยงของอีกวัน อาการพิษไข้เล่นงานจนผมลุกไม่ไหว ตื่นขึ้นมาอีกที เห็นว่าฝ้ายแฟนผมโทรเข้ามาเป็นสายมิสคอลเจ็ดแปดสายตอนไหนไม่รู้ผมจึงรีบกดโทรกลับไปทันที

เสียงฝ้ายหงุดหงิดตัดพ้อผมสารพัด ผมต้องพูดอธิบายอยู่นาน ว่าตัวเองไม่สบาย แต่ไม่ได้บอกถึงต้นสายปลายเหตุว่ามันเกิดเรื่องอัปรีย์อะไรขึ้น จนในที่สุดฝ้ายยอมเชื่อว่าผมไม่สบายจริงๆ พร้อมกับบอกว่าจะแวะมาหาผมเพราะเป็นห่วง แต่จะให้ฝ้ายมาเห็นผมในสภาพนี้น่ะเหรอ รอยจูบ รอยดูดเป็นสิบๆ รอยแบบนี้มีหวังฝ้ายได้ฆ่าผมตายแน่ ผมบอกปัดไปเพื่อเอาตัวรอดแล้วรีบวางสายไปก่อน อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นผมอยากให้มันถูกฝังกลบไปพร้อมกับผม ให้มันเป็นความลับตลอดไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป