บทที่ 6 ซ่อนความผิด
ตอนที่ 6 ซ่อนความผิด
“ปล่อยกู” ผมชกกำปั้นใส่มันรัวๆ แต่ถูกอีกฝ่ายจับขึงกดข้อมือติดลงกับเตียง
“อย่ามัวเสียเวลาสิ ถ้าแฟนเธอมาเห็นเธอในสภาพนี้จะเป็นยังไง”
ผมจ้องใบหน้าของอีกฝ่ายนิ่งพูดไม่ออก ฝ้ายกำลังมาที่ห้องนี้ ในสภาพนี้เหรอ ถ้าฝ้ายเห็นผมสภาพนี้...ผมกัดกรามตัวเองแน่น อีกฝ่ายก้มลงมาจนใบหน้าชิดกับผมก่อนจะแตะจูบเบาๆ ตรงมุมปาก
“เรารีบทำให้มันเสร็จ ก่อนที่แฟนเธอจะมาเห็นกันเถอะ”
ผมหลับตาแล้วปล่อยให้ไอ้บ้านั่นมันทำอย่างที่มันต้องการ เสียงเตียงนอนซึ่งโครงสร้างทำจากไม้มันลั่นเป็นจังหวะตามการโยกขยับสับเอวของไอ้ระยำนั่น ผมต้องยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองเพื่อไม่ให้หลุดส่งเสียงใดๆ ออกมา
แขกซึ่งผมไม่ยินดีจะต้อนรับและพบเจอตักตวงหาความสุขสำราญจากร่างกายของผมจนมันเสร็จแล้วถึงผละจากไป ทันทีเมื่อมันปล่อยผมเป็นอิสระ ผมรีบวิ่งเข้าห้องน้ำเพื่อต้องการล้างคราบความสกปรกต่างๆ ซึ่งมันทิ้งเอาไว้ให้และที่สำคัญผมเกลียดสายตาของมันเวลาที่มันมองผม
ผมล้างตัวเสร็จเดินกลับเข้ามาภายในห้องก็ไม่เห็นไอ้สัตว์ป่าตัวนั้นแล้ว เห็นแค่เช็คเงินสดซึ่งมันวางทิ้งเอาไว้ให้ จำนวนเงินไม่ได้มากเท่าคืนวันนั้น แต่ก็มากพอๆ กับเงินเดือนเดือนหนึ่งที่ผมเคยได้รับจากการทำงานหนักตลอดทั้งเดือน
แกร็ก เสียงเปิดประตูห้องโดยปราศจากเสียงเคาะให้สัญญาณทำเอาผมสะดุ้งสุดตัว หญิงสาวรูปร่างเล็กบอบบาง เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับรอยยิ้มเหมือนเคย
“อินทร์ เมื่อกี้รีบวางสายทำไม ซ่อนใครเอาไว้หรือเปล่า” ฝ้ายแฟนผมเดินเข้ามาทำท่าชะเง้อคอมองไปทั่วห้อง
ผมเหลียวกลับไปมองบนเตียงซึ่งยับย่นยู่ยี่แล้วลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เอาเช็คในมือแอบใส่ลงไปในลิ้นชักหัวเตียงแล้วดึงเอาแฟนสาวมากอดไว้กับอก
“จะมีใครล่ะ ไม่มีหรอก คิดถึงฝ้ายจัง” ผมก้มลงหอมแก้มแฟนสาว แต่ในใจของผมกลับว่างเปล่าเลื่อนลอย
ผมนอนกอดกับฝ้ายแฟนของผมโดยหวังว่า การที่ผมมีเซ็กส์กับฝ้ายมันอาจจะช่วยเยียวยารักษาบาดแผลในใจของผมลงไปได้ แต่เปล่าเลยมันยิ่งทำให้ผมรู้สึกรังเกียจตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีก ผมนอนกอดฝ้ายด้วยหัวใจอันว่างเปล่าและวังเวง ความรู้สึกแปลกๆ นี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับผมมาก่อน
“นี่ เรื่องงานน่ะหาไปถึงไหนแล้ว” ฝ้ายถามผมในขณะที่ผมนอนกอดเธออยู่
“อืม ก็หาๆ อยู่” ผมตอบไปแบบนั้น แล้วพลันคิดไปถึงเงินแสนกว่าบาทที่ผมมีอยู่ตอนนี้ จากการเอาตัวเองไปเป็นทาสรองรับอารมณ์ของไอ้คนที่ผมไม่รู้แม้กระทั่งชื่อมัน
“พ่อกับแม่ฝ้ายถามว่า เก็บเงินได้เท่าไหร่แล้ว จะทันแต่งปีนี้มั้ย” ฝ้ายเงยหน้าขึ้นมาถาม
ผมไม่ได้ตอบคำถามของฝ้าย แต่ยื่นโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเปิดแอปพลิเคชั่นแสดงยอดเงินในบัญชีให้อีกฝ่ายดูเพราะผมเพิ่งเอาเช็คนั่นไปขึ้นเงินแล้วโอนเก็บไว้ในบัญชีตัวเอง
“โอ้โห เก็บได้เยอะเหมือนกันนี่ เก่งนะเนี่ย” ฝ้ายยิ้มอย่างดีใจ แล้วหอมแก้มผมหลายที
“เก็บอีกหน่อย ก็คงได้ทันแต่งปลายปีนี้ ฝ้ายรอได้มั้ย” ผมโอบกอดร่างบางนั้นแล้วโยกร่างเธอไปมาเบาๆ
“รอมาตั้งห้าปี รออีกแค่นี้คงไม่ตายหรอก”
ในเวลานี้ผมรู้สึกผิดต่อฝ้ายมาก ผมรู้ว่าฝ้ายรักผมมาก แล้วผมเองก็รักฝ้ายมากเช่นกัน ผมไม่อยากให้ฝ้ายต้องมารับรู้และเสียใจกับเรื่องบ้าๆ นี่
ผมยังจำได้ทุกรายละเอียดตั้งแต่ผมตามจีบฝ้าย สมัยเราสองคนเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่งด้วยกัน กว่าฝ้ายจะตกลงเป็นแฟนกับผมได้ก็เข้าปีสองไปแล้ว ผมและฝ้ายเราต่างเป็นรักแรกของกันและกัน มันจึงมีอะไรหลายอย่างระหว่างเราที่ผูกพันกันเอาไว้
“นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ไปทำงานอีกนี่ คราวหน้าไม่ต้องมาหรอก เดี๋ยวอินทร์ไปหาฝ้ายเอง” ผมยกมือขึ้นมาลูบหัวหญิงสาวซึ่งนอนซบอยู่กับอกผมอย่างทะนุถนอม
ฝ้ายทำงานเป็นพนักงานบัญชีอยู่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเงินเดือนหลายหมื่นบาท ผมไม่อยากให้ฝ้ายต้องเดินทางลำบากจึงช่วยเธอหาหอพักใกล้ๆ ที่ทำงาน เพื่อจะได้สะดวกไม่ต้องขึ้นรถ ลงรถให้ลำบาก ก็รู้กันอยู่ว่าการจราจรในกรุงเทพช่วงเช้าเวลาเร่งรีบรถติดขนาดไหน ผมไม่อยากให้ฝ้ายเหนื่อยกับการเดินทาง
ส่วนผมเคยทำงานอยู่แถบชานเมืองไกลออกมา ผมจึงมาอยู่ อพาร์ทเม้นท์นี้เพราะใกล้ที่ทำงานซึ่งราคาไม่แพง เราตัดสินใจแยกกันอยู่ และเพราะความรัก ความเชื่อใจทำให้ผมกับฝ้ายไม่เคยมีปัญหากัน ตลอดระยะเวลาสองปีที่เราแยกกันอยู่ ผมและฝ้ายสลับกันไปมาหาสู่ ผมไปนอนหอฝ้ายบ้างและบางครั้งอย่างเช่นวันนี้ฝ้ายเป็นฝ่ายแวะมานอนกับผมแบบนี้ทุกอาทิตย์สลับกันไป
“ก็อินทร์เล่นหายไปเลย โทรมาก็ไม่ค่อยรับสาย ฝ้ายเลยแอบมาดูเผื่อว่าอินทร์จะแอบซุกใครไว้”
“จนจะแต่งงานกันอยู่แล้ว อินทร์จะไปซุกใครที่ไหนล่ะ นอนได้แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าอินทร์ไปส่งที่ทำงานนะ” ผมก้มลงจูบเบาๆ บนหน้าผากบางมองดูรอยยิ้มบนใบหน้าของฝ้ายด้วยหัวใจอันเจ็บปวด
