บทที่ 2 ปลดพันธนาการ

“เคทรักน้องคิลค่ะ ไม่รู้ว่าขาดน้องคิลไปเคทจะเป็นยังไง แต่เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับน้องคิล น้องคิลควรได้อยู่กับพ่อและแม่แท้ๆ ของแก ถ้าพี่คีรีตัดสินใจแล้วเคทก็ไม่ขัดข้องค่ะ”

“ผมด้วย น้องคิลอยู่กับพ่อแม่ต้องมีความสุขกว่าอยู่กับผมกับเคทแน่ ๆ แต่ยังไงขอผมกับเคทยังเป็นพ่อคีย์กับแม่เคทได้มั้ย ไม่ชินเป็นอาคีย์เลย” คีรินทร์เอ่ยขณะที่มือหนายื่นมากุมมือคนเป็นภรรยาไว้ แม้ว่าเขาและเธอจะแต่งงานกันเพราะผู้ใหญ่และเพราะเด็กชายคีรกูรแต่อย่างไรก็คือสามี หน้าที่ปลอบใจภรรยาก็คือหน้าที่ของเขา

คีรีที่ไม่อยากให้ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบถอนใจก่อนจะเอ่ยขึ้นราวกับเพิ่งคิดขึ้นมาได้ “จริงสิ คีย์ เคท ตั้งแต่กลับมาพี่ยังไม่ได้ขอบใจทั้งสองคนเลย ขอบใจนะที่ช่วยดูแลน้องคิล ขอบใจจริง ๆ”

“ขอบจงขอบใจอะไรกันพี่ เจ้าคิลก็หลานผม อาดูแลหลานทำไมต้องขอบใจ”

“นั่นสิคะไม่เห็นต้องขอบจงขอบใจเลย มาช่ากับเคทก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน มาช่าฝากน้องคิลไว้กับเคท เคทก็ต้องดูแลอยู่แล้ว ถ้าพี่คีรีอยากขอบคุณจริง ๆ หลังจากนี้ก็ดูแลน้องคิลดี ๆ แล้วก็หาเพื่อนเล่นให้น้องคิลด้วย น้องคิลร่ำ ๆ อยากมีน้องมาพักใหญ่แล้ว เคทกับพี่คีย์ไม่มีน้องให้แกเล่นด้วย น้องคิลต้องเหงามาหลายปี พี่คีรีต้องรีบๆ มีน้องให้น้องคิลนะคะ” ลูกเสี้ยวสาวที่มีแม่เป็นน้องสาวของพ่อตาอีกฝ่ายเอ่ยก่อนจะแสร้งเย้าแหย่กลบเกลื่อนความเสียใจ “แว่ว ๆ ว่าน้องคิลอยากมีน้องสาวนะคะ ฝาแฝดได้ก็ดีนะ”

“พี่กับมาช่าก็คิด ๆ อยู่ ว่าแต่เราสองคนเถอะ ต่อไปไม่มีน้องคิลอยู่ด้วยคงจะเหงากันแน่...ไม่คิดจะมีสักคนสองคนไว้คลายเหงาเหรอ?”

“ก็ถามกันแต่แบบนี้ล่ะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายก่อนจะร่ายยาวราวกับอัดอั้น “ลูกนะไม่ใช่หมาใช่แมว นึกอยากมีก็หามาเลี้ยงได้เลยน่ะ ถ้าเขาไม่อยากมาบังคับให้มาเขาก็ไม่มาหรอก เลิกถามกันสักทีเถอะค่ะ”

“เอ่อ..พี่ขอโทษนะพี่ไม่รู้ว่ามีคนถามบ่อย” คีรีที่รู้ว่าตัวเองอาจจะไปพูดแทงใจดำเข้าให้แล้วเอ่ยก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างคนอยู่เป็น “เออจริงสิ คืนนี้พี่ว่าจะพาน้องคิลกับมาช่าไปกินข้าวนอกบ้าน เราสองคนไปด้วยกันสิ”

“ผมมีธุระแล้ว ไปด้วยไม่ได้หรอกครับ”

“เคทเองก็มีนัดกับพี่หมอแล้ว พี่คีรีกับมาช่าพาน้องคิลไปเถอะค่ะ พ่อแม่ลูกจะได้คุ้นชินกันมากขึ้น”

“หว่า เสียดายจัง งั้นไว้คราวหน้าแล้วกัน ก่อนพี่กลับต้องได้ไปกินข้าวกับเราสองคนนะ” คีรีไม่รบเร้า ชายหนุ่มเอ่ยแล้วก็ลุกออกไปเมื่อได้ยินเสียงเรียกของภรรยาสาวที่ดังแว่วมาจากสนามหญ้าของบ้านทิ้งให้สองสามีภรรยาที่แต่งงานกันเพราะผู้ใหญ่ไว้เพียงลำพัง

ดวงตาคู่หวานทรงเสน่ห์ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมมาจากมารดาชาวรัสเซียมองผ่านผนังกระจกไปยังสนามหญ้าที่ตอนนี้มีเมริย่า คีรี และเด็กชายคีรกูรกำลังวิ่งเล่นกันอยู่อย่างสนุกสนาน รอยยิ้มของเด็กชายคีรกูรทำให้คริษฐาคลี่ยิ้มตาม การได้อยู่กับพ่อแม่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหนุ่มน้อยคนนี้ขอเพียงแค่หนุ่มน้อยมีรอยยิ้มเธอก็มีความสุขแล้ว แม้ว่าหลังจากนี้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันเหมือนที่เป็นมาตลอด

มือหนายื่นมาตบไหล่คนที่ยืนยิ้มอยู่ทว่านัยตย์ตาเศร้าก่อนจะเอ่ย “ไม่อยู่3วันนะ ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วย”

“งานใหญ่?” หญิงสาวถามพร้อมกับหันมามองใบหน้าคม คีรินทร์เป็นตำรวจปราบปรามยาเสพติดหลายครั้งหลายหนที่เขาหายไปเพื่องานของเขาเป็นเวลาหลายวัน 2-3วันบ้าง 2-3สัปดาห์บ้าง และทุก ๆ ทั้งก็จะบอกเธอไว้อย่างนี้เสมอและทุก ๆ ครั้งเธอก็จะถามอย่างนี้ทุกครั้งเช่นกัน

“ก็หนักเอาการ แต่สบายใจได้ ยังไงก็กลับมาส่งเจ้าคิลได้แน่นอน”

“ให้มันจริงเถอะ”

“เคยพูดแบบนี้แล้วมาไม่ได้มั้ยล่ะยัยจุ้น” เขาพูดก่อนจะยักไหล่และเอ่ยในเชิงเย้าแหย่ “ไปล่ะ อย่านอนร้องไห้นะ ไม่ได้อยู่ปลอบ”

“ใครเขาจะให้ปลอบ เหอะ” หญิงสาวเอ่ยก่อนจะหันหลังให้ราวกับคนแสนงอนทว่าคริษฐาก็รู้ดีว่าคนที่ควรจะเย้าหยอกต่อนั้นไม่มีทางสานต่อ เวลาของคีรินทร์มีค่าเกินกว่าจะมาเสียเวลาหยอกเย้าภรรยาที่ผู้ใหญ่หาให้ หยอกไม่จบอย่างนี้ประจำนั่นล่ะ แรก ๆ คริษฐาหันหลังให้เขาเล่นต่อแต่หลัง ๆ การหันหลังคือการตัดใจส่งคนขึ้นชื่อว่าเป็นสามีไปทำภารกิจที่อาจจะเสี่ยงถึงชีวิต

เธอไม่อยากจะมองเขาเดินจากไป ด้วยกลัวว่าเขาจะจากไปแล้วจากไปลับไม่กลับมาหาเธออีก เธอจึงเป็นฝ่ายหันหลังให้เขาเสมอ แม้ไม่พูดอะไรออกไปแต่คีรินทร์ก็รับรู้และเข้าใจได้เสมอ ก็เป็นอย่างนี้ประจำนั่นล่ะ

หลายต่อหลายคนมาเห็นท่าทีของทั้งคู่คงจะแปลกใจอยู่บ้าง ไม่ก็คิดว่าเป็นคู่รักที่น่ารักและเข้าอกเข้าใจกันดี แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย แม้หลายอย่างจะเหมือนเข้าใจได้โดยไม่ต้องพูดแต่ก็มีอย่างนึงที่ทั้งคู่ไม่เคยพูดกัน และไม่แน่ว่าอาจจะไม่รู้กันด้วยก็ได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป