บทที่ 1 ญาณิน

บทที่ 1

ญาณิน

ท่ามกลางความเงียบสงบในยามเช้า อยู่ ๆ เสียงกดกริ่งก็พลันดังสวนขึ้นมาจนสามารถดึงความสนใจของแม่บ้านที่กำลังทำสวนในยามเช้า เธอเดินออกมาหาเพื่อดูว่าใครคือต้นเสียงดังกล่าว ก่อนจะพบเข้ากับบุรุษไปรษณีย์ที่ยืนรอตรงตู้จดหมายที่อยู่หน้ารั้ว

“จดหมายมาส่งครับ ผมเห็นว่าเป็นมีเอกสารสำคัญด้วยเลยไม่กล้าเหน็บไว้ นี่ครับ” บุรุษไปรษณีย์คนนั้นเอ่ยบอกหญิงสาววัยกลางคนก่อนจะยืนซองเอกสารที่ว่าให้กับอีกฝ่ายหลังจากที่พูดจบอย่างรวดเร็ว

วินาทีนั้นเธอรับจดหมายปึกใหญ่ ๆ มาไว้ในมือ ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นชื่อจริงและนามสกุลจริงของคุณหนูปรากฏอยู่บนจดหมายที่บุรุษไปรษณีย์บอกเอาไว้ว่าสำคัญเป็นอย่างมาก

“ขอบใจจ้ะ” เธอเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งปิดประตู หลังจากนั้นก็รีบสาวเท้าเดินกลับเข้ามาในคฤหาสน์หลังโต เพื่อส่งมอบจดหมายฉบับดังกล่าวให้กับผู้เป็นเจ้าของ

แต่ในขณะที่กำลังจะสาวเท้าเดินขึ้นไปชั้นบน อยู่ ๆ เสียงเรียกของคุณผู้หญิงก็พลันดังสวนขึ้นมาจนเธอชะงักงัน แล้วให้ความสนใจไปยังอีกฝ่ายแทบจะทันที

“ทิพย์ นั่นจดหมายใครเหรอ?” ผู้เป็นนายเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนที่จะเบนสายตามองไปยังจดหมายในมือของทิพย์

“มีเยอะเลยค่ะคุณผู้หญิง แต่เห็นว่ามีเอกสารสำคัญส่งมาถึงคุณหนู ทิพย์ว่าจะเอาขึ้นไปให้บนห้องน่ะค่ะ” 

“จดหมายสำคัญอะไร เอามาให้ฉันดูหน่อย”

“นี่ค่ะคุณผู้หญิง” เธอยื่นจดหมายให้กับคุณหญิงอร แล้วจึงค่อย ๆ ถอยหลังออกมาอย่างมีมารยาท

สายตาทั้งสองคู่ไล่อ่านข้อความบนเอกสารแผ่นนั้นด้วยความตั้งใจ ก่อนจะรับรู้ถึงเรื่องราวของลูกสาว ที่เธอไม่เคยได้รับรู้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย

ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น ญาณิน ก็ปรากฏตัวขึ้น เธอเดินลงมาจากชั้นบนด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายราวกับว่าไม่มีเป้าหมายอะไรในชีวิต อยู่ใต้อาณัติของพ่อกับแม่ไปวัน ๆ เท่านั้น

ทว่าในเวลานั้นเธอไม่ได้ทันสังเกตเห็นว่าผู้เป็นแม่กำลังถือวิสาสะอ่านเอกสารสำคัญของเธออยู่ จึงเดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะอาหาร เพื่อดูว่าเช้านี้ ป้าทิพย์เตรียมอะไรไว้ให้เธอบ้าง

“ยายณิน นี่มันอะไร?” คุณหญิงอรเอ่ยถามพร้อมกับยื่นเอกสารแผ่นนั้นไปหยุดอยู่ตรงหน้าของลูกสาว และต้องการให้เธออธิบายขยายความกับเรื่องราวนี้ให้กระจ่าง

“แม่หมายถึงอะไรคะ ณินไม่เข้าใจ”

“เอกสารนี้เป็นขอลูกไม่ใช่หรือไง จะสอบเข้าสถาปัตย์เนี่ยนะ คิดดีแล้วเหรอ?”

“ว่ายังไงนะ นี่ลูกจะเข้าคณะสถาปัตย์เหรอ”

ในเวลาเดียวกันอยู่ ๆ ผู้เป็นพ่อก็ดันเดินลงมาจากชั้นบน ได้ยินบทสนทนาของแม่ลูกเข้าได้อย่างพอดิบพอดี ซึ่งเขาเองก็มีความเห็นเช่นเดียวกันกับภรรยา จึงรีบเอ่ยประโยคสมทบเธอในทันที 

ทว่าทั้งหมดทั้งมวลนั่นก็เพราะว่าพวกท่านต่างก็เป็นห่วงลูกสาว ถึงขนาดแค่เห็นคณะที่ญาณินเลือกเรียนด้วยตัวเองก็ตัดสินกันไปถึงไหนต่อไหนแล้วว่าเธอไม่มีทางเรียนไหวเป็นแน่

“ไหวไม่ไหวมันก็เป็นเรื่องของอนาคตนี่คะ พ่อกับแม่จะมากดดันณินเพื่ออะไร อีกอย่างทางของณิน ณินจะเลือกเอง”

หญิงสาวโต้กลับด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด ญาณินเพียงแค่ไม่ชอบให้พ่อกับแม่ของเธอเป็นแบบนี้...ก็เท่านั้น เพราะที่ผ่านมาเธอพยายามทำตามคำสั่งของพวกท่านมาโดยตลอด แต่มันก็พิสูจน์ให้เธอเห็นว่าเธอไม่เคยมีความสุขกับสิ่งที่พ่อแม่เลือกให้เลยสักนิดเดียว

“พ่อว่าลูกไม่ไหวหรอก เลือกคณะที่มันเรียนง่าย ๆ จะดีกว่า อย่าทำอะไรที่มันเกินตัวจนเกินไป ไม่อย่างนั้นวันหนึ่งไม่ไหวขึ้นมา มันจะเสียเวลาเอาเปล่า ๆ นะ” คำพูดดังกล่าวส่งผลให้ญาณินถึงกับหยุดชะงักอยู่กับที่ แล้วเงยหน้าขึ้นมองไปที่พ่อของเธอแทบจะทันที

“พรุ่งนี้ณินย้ายไปอยู่หอ ส่วนเรื่องเรียนให้มันเป็นเรื่องของอนาคตนะคะ ได้ไม่ได้ ณินก็ไม่เสียใจหรอก เพราะณินเลือกมันเอง ขอตัวขึ้นไปเก็บของก่อนนะคะ”

“ลูกจะไปได้ยังไง กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนเดี๋ยวนี้เลยนะ ยายณิน!!” เมื่อเห็นว่าลูกสาวเดินกลับขึ้นไป ผู้เป็นแม่ก็ได้แต่ตะโกนตามหลังของลูกสาวตัวดีไปอย่างหมดความหวัง

แต่ก่อนญาณินเองก็อยู่ภายใต้คำสั่งของพ่อกับแม่เสมอมา แต่พักหลัง ๆ เมื่อเธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นก็อยากที่จะมีความคิด และได้ตัดสินใจบางสิ่งบางอย่างด้วยตัวเอง

อีกอย่างการได้ไปอยู่หอคนเดียวก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี ที่จะส่งเสริมให้เธอกลายเป็นเด็กคนหนึ่งที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม แต่ก็ดีกว่าที่ต้องมาคอยทำตามคำสั่งของพ่อกับแม่ไปวัน ๆ อยู่ดี...

หลังจากที่ปะทะคารมกับพ่อแม่อยู่สักพัก ญาณินขึ้นมาเก็บของบนห้องนอน เธอโน้มตัวลงนอนบนเตียง ก่อนจะพรูลมหายใจออกมาด้วยความหนักใจอย่างถึงที่สุด  

อันที่จริงเธอเองก็แอบใจหายที่ต้องจากบ้านไปอยู่หอเพียงตัวคนเดียว หากแต่ลึก ๆ ก็รู้สึกดีที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตเหมือนอย่างวัยรุ่นคนอื่น ๆ บ้าง เธอดักดานมานานเกินพอแล้ว

เมื่อคิดได้แบบนั้น เธอก็รีบลุกขึ้นมาเก็บสัมภาระต่าง ๆ เข้ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่อย่างไว ทั้งเสื้อผ้าข้าวของที่เคยใช้เธอเก็บไปจนหมด เธอเสียดาย เพราะคิดว่าคงไม่ได้กลับมาพักที่บ้านบ่อย ๆ คงอยู่หอจนหนำใจกันไปข้างหนึ่งแน่นอน

แม้ว่าเมื่อวานจะจบวันได้ไม่ดีนัก แต่เช้าวันใหม่ที่ญาณินรอคอยก็มาถึงเสียที เธอตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวย้ายเข้าไปอยู่หอ แต่ก่อนจะออกจากบ้าน พ่อและแม่ของเธอก็มายืนเกลี้ยกล่อมไม่อยากให้เธอออกไปจากบ้านหลังนี้

“ตอนนี้เปลี่ยนใจยังทันนะยายณิณ ลูกไม่เคยทำอะไรเอง จะไหวจริง ๆ เหรอ”

ผู้เป็นแม่ถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงราบเรียบหากแต่แฝงไว้ด้วยความหวัง เธอเองก็เป็นห่วงญาณิน แต่ทว่าก็ไม่อยากขัดใจมากเท่าไรนัก เพราะได้ตัดสินใจลงไปแล้ว

“อย่าพยายามเลยค่ะ ณินบอกแล้วไงคะว่าณินตัดสินใจแล้ว ของก็เก็บแล้ว รถก็เตรียมรอแล้ว แถมค่าหอ ค่าเรียนก็จ่ายมัดจำตามข้อตกลงไปก่อนแล้ว ถอยไม่ได้หรอกค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปเถอะ เดี๋ยวจะสายเอา”

ชายวัยกลางคนถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาแล้วบอกให้ลูกสาวรีบไป ด้วยความที่เลี้ยงมากับมือ พวกเขารู้ว่ายังไงก็ไม่บังคับญาณินไม่ได้อยู่แล้ว จึงจำใจต้องยอมให้ไปแต่โดยดี ถึงแม้ว่าผู้เป็นแม่จะยังคงอาลัยอาวรณ์อยู่มากเลยก็ตาม

“อย่างนั้นณินลาตรงนี้เลยนะคะ ไม่ต้องไปส่งก็ได้ ไว้ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ณินจะโทร.มาบอกนะคะ”

“อืม ตามนั้น ไปก็ไป...”

บทสนทนาระหว่างพ่อแม่ลูกจบลงแต่เพียงเท่านั้น ญาณินขึ้นรถที่คนขับประจำคฤหาสน์เตรียมเอาไว้ให้แล้วมุ่งตรงไปยังหอพักที่เช่าเอาไว้ล่วงหน้าแล้วอย่างรวดเร็ว

เมื่อมาถึงเธอก็ใช้เวลาในการจัดสัมภาระให้เป็นที่เป็นทางในห้องใหม่อยู่ประมาณสามชั่วโมง เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงได้เป็นห่วง จะไม่ยอมให้มา แต่ท้ายที่สุดการได้อยู่คนเดียว มันกลับกลายเป็นความสบายใจไปแล้ว

“หิวชะมัด...” เธอพึมพำอยู่กับตัวเอง ก่อนจะหยัดกายขึ้นยืนอย่างเต็มความสูง หยิบกระเป๋าเงินติดตัวมา แล้วลงไปหาซื้ออะไรกินเพื่อรองท้องไปก่อน

ด้วยความที่เธอเช่าห้องหอพักอยู่ จึงทำให้รอบข้างมีตลาดเล็ก ๆ และร้านค้าตามข้างถนนเป็นส่วนใหญ่ ช่วงแรก ๆ เธอจำเป็นที่จะต้องประหยัดไปก่อน เพราะไม่อยากขอเงินพ่อและแม่บ่อย ๆ เหมือนตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหลังนั้นเพราะท่านทั้งสองจะคอยตามใจ

ถ้าไม่อย่างนั้นพวกท่านก็จะคิดว่าเธอเอาตัวเองไม่รอด แต่กลับดั้นด้นจะออกมาอยู่คนเดียว ซึ่งเธอจะไม่มีวันยอมเสียศักดิ์ศรีง่าย ๆ อย่างแน่นอน

ญาณินแต่งตัวเรียบร้อย ซ้ำแล้วยังใส่แว่นหนาปกปิด จนมองไม่เห็นถึงใบหน้าที่แท้จริง หรือจะเรียกว่าเป็นยายเฉิ่มก็ไม่ผิด เพราะเธอไม่ชอบอะไรที่หวือหวาและไม่ได้ชอบการถูกเป็นที่สนใจจากคนรอบข้างเท่าไรนัก

อาหารเย็นของเธอในวันนี้เป็นอาหารตามสั่งข้างทาง ที่ได้กลิ่นลอยมาเตะจมูกตั้งแต่อยู่ท้ายซอยจนถึงต้นซอย ตามจริงญาณินไม่เคยต้องมาลำบากแบบนี้ เพราะตอนอยู่ที่บ้านเธอแทบไม่ต้องหากินเองด้วยซ้ำ ตื่นขึ้นมาแม่ก็เตรียมไว้ให้จนเสร็จสรรพแถมยังมีแม่บ้านคอยทำนู่นทำนี่ให้ มันดูเหมือนจะดี แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่อย่างที่คิด...

“เอากะเพราหมูสับไม่เผ็ดเลยหนึ่งกล่องค่ะป้า”

“นั่งรอเลยจ้า”

“ค่ะ...”

ไป ๆ มา ๆ การไม่ถูกเป็นที่สนใจก็สบายใจดีเหมือนอย่างที่ญาณินคิดไว้จริง ๆ ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าเธอไม่ได้อยู่ในสังคมเดิม ๆ ที่ชอบตัดสินเธอจากรูปลักษณ์ภายนอก ต่างคนต่างอยู่แบบนี้คือสิ่งที่เธอปรารถนามานานมากแล้ว...

หญิงสาวนั่งรอข้าวเย็นอยู่สักพัก เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็รีบสาวเท้าเดินกลับมาที่หอทันที เธอกลัวว่าถ้าค่ำไปมากกว่านี้ จะเป็นอันตรายเอาได้

อันที่จริงแล้วหอที่เธอมาเช่าอยู่ไม่ได้ราคาแพงสมฐานะที่แท้จริงของเธอ แต่ถ้าเทียบกับเด็กคนอื่น ๆ แล้วหอพักของที่นี่ค่อนข้างที่จะติดหรูเลยก็ว่าได้ คนมีเงินเท่านั้นแหละถึงจะมีโอกาสอยู่หอพักที่มีทำเลที่ตั้งดีถึงขนาดนั้น

แต่เธอก็คิดว่าอยู่ชั่วคราวไปก่อนก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรเพราะเคยดูหอที่ราคาสูงและดีกว่านี้เอาไว้อีกหลายที่ ทว่าต้องมาจบที่หอนี้เนื่องจากเวลาที่ไม่ทันการก็เท่านั้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้เธอ

เลยเลี่ยงที่จะไม่ออกไปไหนมาไหนตอนกลางคืนเพื่อแก้ปัญหาไปพลาง ๆ ก่อน

ส่วนหนึ่งก็เพราะความกลัวที่พกติดตัวมาจากบ้านด้วยล้วน ๆ

ใช้เวลาประมาณสิบนาที ญาณินก็เดินกลับมาถึงห้องของตัวเองได้อย่างรวดเร็วทันใจ เธอนั่งกินกะเพราหมูสับของโปรดเหงา ๆ อยู่คนเดียวพร้อมกับดูรายการวาไรตี้โชว์ไปด้วย เสียงหัวเราะในรอบหลายเดือนดังสวนขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันของตัวห้องนอนที่มีเพียงหญิงสาวตัวเล็ก ๆ คนเดียวที่อาศัยอยู่

หลังจากวันนั้นญาณินก็ใช้ชีวิตด้วยตัวเองมาตลอด เธอไม่ได้มีปัญหาใด ๆ ในการใช้ชีวิตเลยสักนิดเดียว เผลอ ๆ อาจจะมีความสุขกว่าตอนที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับพ่อแม่ที่บ้านหลังนั้นเลยเสียด้วยซ้ำ...

และแล้วสิ่งที่เธอรอคอยก็กำลังจะมาถึง มหาวิทยาลัยชื่อดังที่เธอสอบติดประกาศกำหนดวันเวลาสำหรับการเปิดเทอมวันแรกของปีการศึกษา ญาณินแอบใจหายเพราะรู้สึกว่าตัวเองย้ายมาอยู่หอได้ยังไม่ทันไร ก็ต้องไปเรียนอย่างที่ตั้งใจเอาไว้แล้วจริง ๆ

เธอเตรียมพร้อมทุกอย่างเอาไว้จนเสร็จสรรพ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า วิธีการเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยด้วยตัวเองให้เร็วที่สุด ซึ่งก็เป็นโชคดีที่หอค่อนข้างสะดวกสบายเพราะอยู่ใจกลางเมือง

เธอสามารถเลือกได้ว่าจะไปทางไหนที่ตัวของเธอเองคิดว่าเหมาะสมกับเงินในกระเป๋า

อีกทั้งยังสามารถไปให้ทันเวลาตามตารางเรียนที่ได้ระบุไว้ได้อย่างทันท่วงที นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง

บทถัดไป